แดดเดียว : งานหนัก‘อนค.’

กีฬาซีเกมส์ที่แดนตากาล็อกยุติไปแล้ว ไทยทำเหรียญทองได้ที่สาม อันดับสอง คือเวียดนาม และที่หนึ่ง ฟิลิปปินส์ โกยกวาดจากกีฬาแปลกๆ ตามประสาเจ้าภาพ เท่ากับว่าศักยภาพด้านกีฬาของไทย เป็นรองเวียดนามไปแล้ว

จะเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบบพิเศษมา 5 ปีหรือไม่ ก็ลองวิเคราะห์วิจัยกันดู

แต่ที่แน่ๆ หลังจาก 5 ปี มีเลือกตั้งใหญ่เมื่อ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ประเทศไทยก็ยังไม่กลับสู่สภาพปกติ

ด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 และบรรดากฎหมายลูกทั้งหลาย เลือกตั้งเสร็จ กว่าจะรู้ผลก็ปาเข้าไปเกือบเดือน

ความตื่นเต้นที่มีเลือกตั้ง มีความหวังว่าจะ “รีสตาร์ต” แล้วพุ่งตัวไปในบรรยากาศประเทศปกติ เหมือนชาวโลกที่อารยะ ก็เลยเนือยๆ ลงไป

ผลเลือกตั้ง พรรคอันดับ 1 ไม่ได้ตั้งรัฐบาล แต่กลายเป็นพรรคอันดับ 2

เพราะ ส.ว.250 คน ได้สิทธิพิเศษตามบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ ในการกำหนดหรือชี้ตัวคนจะเป็นนายกฯ

พรรคอันดับ 1 เลือกตั้งแทบตาย เข้ามา 130 กว่าคน ไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์แม้แต่คนเดียว ส่วนอันดับ 2 ลงไปได้กันเป็นกอบเป็นกำ

มี ส.ว.250 คน เข้ามาช่วยบวก ก็กลายเป็นเสียงข้างมากในรัฐสภา อันประกอบด้วย ส.ส.และ ส.ว.

ช่างเป็นกฎหมายที่ดีไซน์มาอย่างแยบยล และฉีกจารีตของประเทศประชาธิปไตย โดยกำหนดให้นายกฯ มาจากพรรคที่ไม่ได้อันดับ 1

ด้วยสภาพที่ไม่ปกติทางการเมือง นำไปสู่ความไม่ปกติในเรื่องอื่น เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ

แล้วกีฬาจะไปเหลืออะไร ได้ที่สามซีเกมส์ ก็ต้องถือว่า เป็นความสามารถเฉพาะตัวที่ห้ามลอกเลียนแบบจริงๆ

ขอแสดงความยินดีกับนักกีฬาไทยมา ณ ที่นี้

ส่วนผู้ที่ส่งคูปองมาลุ้นโชคกีฬาซีเกมส์กับมติชน-ข่าวสด ก็ขอให้โชคดีโดยทั่วหน้ากัน

วันเดียวกับที่ปิดซีเกมส์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ก็ประชุมพิจารณากรณีพรรคอนาคตใหม่ กู้เงินจากหัวหน้าพรรค คือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่มีคนไปร้องว่า เป็นการรับเงินบริจาคเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 10 ล้าน ให้ กกต.พิจารณาด้วยเถิด

กกต.ก็จัดแจงพิจารณาทันที โดยดำเนินการระยะหนึ่ง กระทั่งเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา

7 เสือ กกต.ปิดห้องประชุมหลายชั่วโมง ก่อนจะออกเอกสารข่าวหรือเพรสรีลีสมา 1 แผ่น ความยาวรวม 8 บรรทัด ระบุว่า

กกต.เห็นว่าการที่พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นเงินจำนวน 191,200,000 บาท เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 72 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560

มีแค่นั้นจริงๆ ส่วนคำอธิบายอื่นๆ นักข่าวต้องไปสืบเสาะหาข่าวมาช่วยแก้สงสัยให้ผู้อ่านที่รอคอยอยู่

ในเรื่องเงินกู้รอบนี้ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 กำหนดในมาตรา 62 ว่า พรรคการเมืองมีรายได้จาก 7 ข้อด้วยกัน

อาทิ เงินทุนประเดิม, ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุงพรรค, เงินจากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรค, เงิน ทรัพย์สิน ประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุน, เงิน ทรัพย์สิน ประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค

เงินอุดหนุนจากกองทุน ดอกผลและรายได้ที่เกิดจาก เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของพรรค

สำหรับการบริจาค จะมาทุ่มเทกันเป็นร้อยๆ ล้าน ก็ทำไม่ได้ เพราะมีมาตรา 66 กำหนดว่าคนหนึ่ง จะบริจาคเกิน 10 ล้านบาทต่อปีไม่ได้

กรณีนี้้ พรรคอนาคตใหม่ ยืมเงินจากนายธนาธรมา 191 ล้านบาท ก็มีการกล่าวว่า เงินกู้นี้ ไม่ถือเป็นรายได้ตามกฎหมายของพรรคการเมือง การนำเอามาใช้น่าจะเป็นความผิด

พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า หรือเป็นเงินบริจาค แต่เลี่ยงกฎหมายมาทำเป็นเงินกู้ จะได้ให้กันจำนวนมากๆ ได้

พรรคอนาคตใหม่บอกว่า เงินกู้ก็คือเงินกู้ และไม่ใช่รายได้อยู่แล้ว แต่เป็นหนี้สินที่พรรคจะต้องหาทางชำระคืนต่อไป

อีกฝ่ายส่ายหน้าบอกว่า ไม่ได้ พรรคจะมีรายได้นอกเหนือมาตรา 62 ไม่ได้ ทางอนาคตใหม่แย้งว่า กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ซะหน่อย เมื่อกฎหมายไม่ได้ห้ามก็ต้องทำได้ จะมาถือเป็นความผิดได้ยังไง

คำแถลง 8 บรรทัดของ กกต. เมื่อ 11 ธ.ค.ก็เท่ากับว่า กกต.ยืนยันคำเดิมว่าเงิน 191 ล้าน ไม่ใช่รายได้ เมื่อรับมาและเอามาใช้ก็ต้องผิดกฎหมาย

และใช้มาตรา 72 ออกมาฟันเปรี้ยงว่า เมื่อรับเอาเงินกู้ ซึ่งไม่ใช่เงินรายได้ตามมาตรา 62 มาใช้ในกิจการพรรค ก็เท่ากับพรรคอนาคตใหม่ฝ่าฝืนมาตรา 72

สำหรับมาตรา 72 ระบุว่า ห้ามพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง รับบริจาค เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรรู้ว่า ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การฝ่าฝืนมาตรา 72 มีโทษถึงยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 92

ตามขั้นตอน กกต.จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามข้อเสนอของ กกต.ต่อไป

ระหว่างนี้ พรรคอนาคตใหม่ก็ต้องลุ้นกันไป พรรคนี้มี ส.ส.80 คน เป็นกรรมการบริหารด้วยประมาณ 10 คน ถ้าถึงจุดที่ต้องยุบพรรค ตัดสิทธิกรรมการบริหาร คงจะเหลือ ส.ส.ประมาณ 70 คน

70 คนนี้ จะย้ายเข้าพรรคสำรอง หรือไปพรรคฝ่ายค้าน หรือพรรครัฐบาล ก็พอจะรู้ๆ กันแล้ว เพราะมีการเกี้ยวพาราสีกันมาตลอด

ถ้ายังอยู่ฝ่ายค้าน รัฐบาลก็เหนื่อย แต่ถ้าไปอยู่กับพรรครัฐบาล ก็จะกลายเป็นการเสริมใยเหล็กให้รัฐบาลทันที

ตอนนี้มีการเกี้ยวพาราสีกันแล้ว บ้างก็เตรียมจะแห่ขันหมาก เห็นโห่ร้องกันอยู่อื้ออึง

เป็นสภาพที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา เป็นสัญญาณเตือนว่า การจะเข้าการเมืองไปกำหนดทิศทางใหม่ๆ ให้กับสังคมบ้านเรา ไม่ใช่ง่ายๆ

จะเจอการตีโต้ ทุบ บดขยี้ อย่างไม่ลดละ

แต่ธรรมชาติของมนุษย์ โดยเฉพาะคลื่นใหม่ๆ จะไม่ยอมยกธงให้กับความคิดเก่าๆ อย่างง่ายๆ

การมีพรรครุ่นใหม่เกิดขึ้น สะท้อนว่าพวกเขาต้องการเห็นอะไรใหม่ๆ

จะขัดขวางคน 2-3 คน หรือแม้กระทั่ง 80 คน อาจจะทำได้ไม่ยากนักสำหรับผู้ถืออำนาจ ถือกฎหมายในมือ

แต่ถ้าคิดจะขวางคนรุ่นนี้ทั้งรุ่น จะเป็นเรื่องใหญ่มาก น่าจะเหนื่อยในระดับ “รากเลือด” กันเลย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้บทนำ : ต้องมีคำอธิบาย
บทความถัดไปรองผบ.ตร.เปิดโครงการ ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม กลับบ้านปลอดภัย แอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์