เมืองอัจฉริยะ วาระแห่งชาติ อย่าให้เป็นเพียงวาทกรรม

16.12.19 | 16:09 น.

เมืองอัจฉริยะ คือประเด็นยอดฮิตที่พูดกันหนาหูอย่างยิ่งในห้วงเวลานี้ เช่นเดียวกับในงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2562 (National Engineering 2019) ซึ่งเป็นมหกรรมแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องมือเทคโนโลยีล้ำสมัยใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จัดโดย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้เปิดเวทีเสวนาเรื่อง แนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทย ณ อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี

ต่อไปนี้คือสาระล้วนๆ เนื้อหาเน้นๆ ที่ต้องตั้งใจฟัง พร้อมกับความคาดหวังในอนาคต

วาระแห่งชาติ ลดความเหลื่อมล้ำ

ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า ในการยกระดับการพัฒนาทั่วทุกภูมิภาคของประเทศให้ก้าวไปด้วยกัน “เมืองอัจฉริยะ” กำลังกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของประชาชนคนไทยในทุกภูมิภาค โดยถือเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนหวังให้เป็นกลไกที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายความเจริญอย่างเท่าเทียมกันในทุกภูมิภาคของประเทศ โดยรัฐบาลส่งเสริมและเร่งสร้าง “เมืองอัจฉริยะ” ต่อเนื่อง หลังปี 2561 เริ่มสร้างเมืองต้นแบบไปแล้วใน 7 จังหวัด นำร่องโดยพื้นที่ EEC, กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ขอนแก่น และภูเก็ต สำหรับปี 2562 นี้ ตั้งเป้าขยายสู่ 24 จังหวัด 30 พื้นที่ และภายใน 5 ปีนับจากนี้ไป จะปูพรมการพัฒนาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 77 จังหวัด รวม 100 พื้นที่

เมืองอัจฉริยะแห่งอาเซียน

ด้าน ดร.ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานศูนย์ดิจิทัลและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า นโยบายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) สอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12, โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจ Thailand 4.0 เมืองอัจฉริยะคือ เมืองที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการและการบริหารจัดการเมือง ลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากร โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิดการพัฒนา เมืองน่าอยู่ ทันสมัย ให้ประชาชนในเมืองอยู่ดี มีสุข อย่างยั่งยืน

“จะเห็นว่าความเคลื่อนไหวของรัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนต่างผสานเมืองเข้ากับดิจิทัลเทคโนโลยี เช่น นครบรูไนดารุสซาลาม ทำงานร่วมกับอีริคสันนำร่องการสี่อสาร 5G และ IoT ด้านพนมเปญในกัมพูชา โดยสมาพันธ์ไอซีทีกำลังสร้างเมืองใหม่อัจฉริยะ ซึ่งจะใช้ประโยชน์จากไอซีทีหลายด้าน รวมทั้งแหล่งบริโภคอุปโภคและเชื่อมต่อกับประชาชน ขณะที่จาการ์ตา อินโดนีเซีย กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นนครแห่งความโปร่งใสและเมืองน่าอยู่ ด้านเมืองกัวลาลัมเปอร์ในมาเลเซียเร่งส่งเสริมการใช้ IoT ผ่านเครือข่าย Wide Area Network (WAN) ส่วนเมืองดานัง กำลังพลิกโฉมเป็นสมาร์ทซิตี้เมืองแรกของเวียดนาม ขณะที่เมืองย่างกุ้งในพม่ามีการเปิดระบบจ่ายเงินผ่าน Yangon Payment System ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการใช้รถขนส่งสาธารณะต่อไปด้วย” ดร.ภาสกรกล่าว

Advertisement

27เมืองยื่นแผนร่วมพัฒนา

มิติของการเริ่มต้นพัฒนาเมืองให้เป็น Smart City ได้ควรกระตุ้นให้เมืองต่างๆ ตื่นตัวลุกขึ้นมาพัฒนาเมืองของตนให้กลายเป็น Smart City ซึ่งจะตอบโจทย์และเข้าถึงความต้องการของประชาชนเมืองต่างๆ ได้ดีกว่า โดยรัฐบาลจะมีมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการเป็นเมืองอัจฉริยะ ผ่านกลไกด้านการจัดทำแผนนโยบายและแผนการขับเคลื่อนนำร่อง รวมไปถึงการสร้างระบบนิเวศเพื่อให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและประยุกต์ใช้งานเมืองอัจฉริยะทั้งในพื้นที่เมืองเดิมและเมืองใหม่ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI, Sandbox เพื่อทดสอบ, งบประมาณหรือทุน เป็นต้น ซึ่งขณะนี้มี 27 เมืองที่สนใจและได้ส่งแผนเข้าร่วมพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะแล้ว

ทั้งนี้ ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการพิจารณาการเป็นเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย ประกอบด้วย 1.การกำหนดพื้นที่และเป้าหมาย (Vision & Goals) 2.แนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Plan) 3.แนวทางการพัฒนาระบบข้อมูลและความปลอดภัย (City Data & Security) 4.บริการพื้นที่ และระบบเมืองอัจฉริยะ 7 ด้าน (Solutions) และ 5.แนวทางการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน (Management)

7เกณฑ์พิจารณาเมืองอัจฉริยะ

คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะจะพิจารณาตัดสินตาม 7 เกณฑ์ ได้แก่ 1.Smart Environment การพัฒนาเมืองในมิติของสิ่งแวดล้อม ที่คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ 2.Smart Government การกำกับดูแลการให้บริการภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ โดยมุ่งเน้นความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม โดยมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมบริการ 3.Smart Mobility ระบบจราจรและขนส่งอัจฉริยะเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ Thailand Smart Transportation 4.Smart Energy พัฒนาพลังงานอัจฉริยะในพื้นที่เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาพลังงานจากระบบโครงการข่ายไฟฟ้าหลัก 5.Smart Economy เมืองที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจอัจฉริยะและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 6.Smart Living เมืองที่มีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกการอยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัยและมีความสุขในการดำรงชีวิต 7.Smart People การพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ ตลอดจนการเปิดกว้างให้กับความคิดสร้างสรรค์และการมีส่วนร่วมของประชาชน

เมืองอัจฉริยะต้องเป็นเมืองน่าอยู่

ผศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการภารกิจการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และกรอบงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่สามารถค้นพบในเมืองคือโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้น สมาร์ทซิตี้จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานชุดหนึ่งที่ต้องถูกออกแบบให้มีความสมาร์ท โดยภาพใหญ่ของ Smart City องคาพยพของเมืองทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานและผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้น สามารถที่จะตอบสนองกับสิ่งหนึ่งที่จะเห็นถึงปัญหาและความเจ็บปวด Pain Points ที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ดังจะเห็นได้ว่าต้นทุนของเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ลดลง แต่ประสิทธิภาพและความสามารถเพิ่มมากขึ้น ในยุคปัจจุบันที่ได้ Data เข้ามาช่วยให้การติดต่อสื่อสารและการเชื่อมต่อเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำขึ้น ทำให้เกิดสิ่งแวดล้อม โอกาสทางธุรกิจ และสินค้าพื้นฐานใหม่ๆ ที่จะยกระดับเมืองให้เป็นสมาร์ทซิตี้-เมืองอัจฉริยะและเป็นเมืองน่าอยู่

เมืองน่าอยู่ ไม่ใช่วาทกรรม

ในความเป็นเมืองน่าอยู่ ไม่ใช่วาทกรรม แต่มีรายละเอียดของการเป็นเมืองที่มีโอกาสหลากหลายและมีความเสี่ยงต่ำ เช่น อยู่แล้วมีความสุข แก้ปัญหาขยะ คุณภาพน้ำและมลพิษ สร้างโอกาสและรายได้ ปลอดภัย สะอาดและเป็นระเบียบ โปร่งใสในการบริหาร เดินทางสะดวกปลอดภัย เอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้พิการ ผู้สูงอายุ มีสวนสาธารณะและแหล่งเรียนรู้ เป็นเมืองที่เชื่อมต่อกันผ่านเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติแบบเรียลไทม์เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

เมืองมี 4 ระดับคือ เมืองอยู่ไม่ได้: มีทั้งความเสี่ยงสูงและไร้ซึ่งโอกาส, เมืองไม่น่าอยู่: ความเสี่ยงสูง โอกาสน้อย, เมืองอยู่ได้: ความเสี่ยงต่ำ มีโอกาสปานกลาง ส่วนเมืองน่าอยู่นั้นความเสี่ยงน้อยมากขณะที่โอกาสมีสูงมาก

เจาะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมือง

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเมือง ประกอบด้วย 1.Traditional Infrastructure สาธารณูปโภคดั้งเดิม 2.Digital Infrastructure สาธารณูปโภคด้านดิจทัลซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปในแต่ละเมือง 3.Charter หรือกฎบัตร เพราะการพัฒนา Smart City นั้นไม่ได้มีข้อปัจจัยเพียงในเรื่องของเทคโนโลยีและเรื่องของการลงทุนเท่านั้น แต่สิ่งที่ท้าทายของ Smart City คือจะทำงานร่วมกันอย่างไร ซึ่งหากดำเนินการถูกต้องมีประสิทธิภาพก็จะทำให้เกิด Public Asset Investment ขึ้นมา เพราะฉะนั้นงานที่สำคัญยิ่งยวดคือ Project Management หากการขับเคลื่อนบริหารจัดการโครงการอย่างมีประสิทธิภาพในแต่ละเมือง จึงจะดึงดูดเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้

หลักการสำคัญเมืองอัจฉริยะ

ฐาปนา บุณยประวิตร นายกสมาคมการผังเมืองไทย หัวหน้าคณะวิจัย โครงการวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อการออกแบบเมืองอย่างชาญฉลาดเพื่อยกระดับเศรษฐกิจ และสังคม (SG-SBC) กล่าวว่า Smart City เป็นกลไกที่จะเดินไปสู่ความมั่งคั่ง หลักการสำคัญของเมืองอัจฉริยะคือ 1.Multimodal Transportation Phase ควรจะเป็นเมืองที่มีหลายรูปแบบโหมดการเดินทางอย่างมีเป้าหมายและทิศทาง จำเป็นจะต้องศึกษาทำความเข้าใจและวิเคราะห์แก้ปัญหา วางแผนพัฒนารูปแบบการเดินทางของประชาชน 2.Innovation District เริ่มเรียนรู้ว่าเมื่อมีคนมาอยู่มากขึ้นส่งผลต่อกิจกรรมแรงหมุนทางเศรษฐกิจบริเวณรอบๆ มากขึ้น ดึงดูดให้คนต้องเข้ามาที่ใจกลางก่อนเพื่อต่อไปยังขนส่งมวลชนต่างๆ ทำให้สามารถรู้ได้ว่าคนจะมารวมกันที่จุดไหน มาเพื่อซื้อของและใช้บริการทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่าของ Mobility คมนาคมเดินทาง และ Living การใช้ชีวิตอยู่อาศัย 3.ในพื้นที่ Downtown ของเมืองที่ได้มาตรฐาน ควรใช้พื้นที่ให้มีความคุ้มค่า อย่างน้อย 18 ชั่วโมงต่อวัน กลางวันทำงาน เย็นนันทนาการ กลางคืนค้าขายกับต่างประเทศ จะทำให้ที่ดินมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ระบบ Mobility ทั้งหมดจะส่งผลต่อการตอบสนองมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยจะไปพร้อมๆ กันทั้งหมด รวมถึงที่อยู่อาศัย สำนักงาน โรงพยาบาล ร้านค้าต่างๆ เป็นต้น

เป็นประเด็นต้องตามต่ออย่างไม่ย่อท้อเพื่ออนาคตของเราทุกคน


กฎบัตรแห่งชาติ ปี 2050

เพื่อให้การพัฒนาเมืองอัจฉริยะมีความสอดคล้องกันทุกภาคส่วน แพลตฟอร์มที่ 1 กฎบัตรแห่งชาติ ปี 2050 กำหนดการจำแนกตัวชี้วัดตามบทบาทเมืองและตำแหน่งเมืองของไทยออกเป็น 15 บทบาท ได้แก่ 1.เศรษฐกิจสีเขียว 2.การคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3.อุตสาหกรรมสีเขียว 4.อาหารและการเกษตรท้องถิ่น 5.พลังงานสะอาดและภูมิอากาศน่าอยู่ 6.สาธารณูปโภคและอาคารเขียว 7.ที่อยู่อาศัยที่มีราคาเข้าถึงได้ 8.พื้นที่เปิดโล่งและสวน 9.การฟื้นฟูเมืองให้มีชีวิตชีวา 10.ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและมีสุขภาพดี 11.การศึกษาที่เป็นเลิศและเท่าเทียมกัน 12.อากาศสะอาด 13.น้ำสะอาด 14.การบริหารในเมืองและจัดเมือง 15.นวัตกรรมและสาธารณูปโภคทันสมัย

ในแพลตฟอร์มที่ 2 กฎบัตรแห่งชาติ ด้านการพัฒนากิจกรรมซึ่งแตกต่างกันไปตามโซนพื้นที่ เช่น 1.ประเภทใจกลางเมือง (Downtown) ศูนย์เศรษฐกิจ ค้าปลีก โรงแรมและการประชุม 2.ประเภทพาณิชยกรรมเมือง (General Urban) ศูนย์เศรษฐกิจ ค้าปลีก โรงแรมและการประชุม 3.ประเภทชานเมือง (Suburban) ศูนย์เศรษฐกิจ ค้าปลีก โรงแรมและการประชุม 4.ศูนย์เศรษฐกิจใจกลางเมืองประเภทเกิดใหม่ (New Downtown) 5.ศูนย์เศรษฐกิจพาณิชยกรรมชนบท (Rural Center)