เดินไปในเงาฝัน : โจทย์ของชีวิต : โดยสาโรจน์ มณีรัตน์

จําได้ว่าหากเป็นสมัยเมื่อไม่กี่สิบปีผ่านมา ใกล้ปีใหม่ทีไร ผมเป็นต้องนั่งทบทวนตัวเองอยู่เสมอว่าหนึ่งปีผ่านมาชีวิตเราเป็นอย่างไรบ้าง
บวกขึ้น
หรือลบลง

ไม่บางทีก็มาให้เกรดชีวิตของตัวเอง ในลักษณะเกรด A-B-C-D ซึ่งผ่านมาเกรดชีวิตของผมมักจะอยู่ประมาณเกรด B นานๆ ถึงจะขึ้นไป A สักครั้ง
แย่สุดเคยหนักไปถึงเกรด D ก็มี แต่ไม่บ่อยครั้งนัก เพราะถ้าถึงจุด จุดนั้นเมื่อไหร่ ผมจะรีบกระชากตัวเองกลับทันที แต่กระนั้น ก็มีความรู้สึกแย่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา
รู้สึกตัวเองผิดพลาดอย่างมากที่ดำเนินชีวิตแบบนั้น
และพยามยามจะไม่ให้เหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก
ทั้งยังต้องพยายามทำเกรดชีวิตของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเมื่อถึงใกล้ปลายปีเมื่อไหร่ เราจะมาให้คะแนนตัวเองดูว่าเกรดชีวิตของตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง
บวกขึ้น
หรือลบลง
แต่ก็มีบางปีเหมือนกันที่รู้สึกว่าแม้จะมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นในชีวิตมากมาย แต่ใจเรากลับไม่รู้สึกแย่ด้วย ทั้งยังรู้สึกว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

เป็นความกล้าหาญ

แม้อาจจะบาดเจ็บบ้าง แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกว่าอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น ล้วนต่างเกิดขึ้นจากอุดมคติที่ถูกต้องของเรา จนทำให้คิดว่าถ้าไม่มีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น เราจะไม่มีโอกาสสัมผัสกับคำว่า…แรงศรัทธา
เพราะแรงศรัทธาในความเชื่อเรื่องอุดมคติทำให้เราลุกขึ้นมาที่จะต่อกรกับอำนาจเผด็จการในครั้งหนึ่ง
สมัยหนึ่ง
จนทำให้ชีวิตแย่ๆ ในช่วงนั้นกลับกลายเป็นการสอนตัวเองให้มองโลก มองคนอย่างเข้าใจมากขึ้น ทั้งยังทำให้เรารู้สึกว่า…ความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก
แค่ก้าวพลาดหนึ่งก้าวก็สามารถตายได้ทันที
จากนั้นเป็นต้นมา พอเวลาเดินทางไปในที่ต่างๆ ผมจึงไม่ค่อยรู้สึกกังวลใจอะไรมาก หรือบางครั้งต้องเจอฝูงชนจำนวนมากที่กำลังต่อสู้กับอำนาจรัฐ ผมก็มักจะมองพวกเขาอย่างเข้าใจ
เพราะครั้งหนึ่งเราก็เคยเป็นเหมือนกับเขา
ครั้งหนึ่งเราก็มีความศรัทธาอย่างนี้เหมือนกัน
เพียงแต่แนวคิด วิธีการคิดอาจแตกต่างกัน เพราะสิ่งที่เขาเห็นด้วย กับเราเห็นด้วยนั้นต่างกัน แต่ผมก็เข้าใจพวกเขานะ เพราะเขาก็มีวิธีคิดแบบเขา
ผมก็มีวิธีคิดแบบผม
แม้จะสวนทางกัน
แต่เชื่อว่าเขาอาจจะให้เกรดชีวิตของตัวเองอยู่ก็ได้
เพราะโจทย์ของแต่ละคนแตกต่างกัน
โจทย์ของผมคือการพัฒนาตัวเองในสิ่งที่มีอยู่ เพื่อผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้า
โจทย์ของคนอื่นก็อาจเป็นแบบเดียวกัน หรือแตกต่างกัน
แต่ทั้งนั้นผมเชื่อว่าทุกคนมีโจทย์ของชีวิตทั้งสิ้น เพียงแต่เขาจะสรุปออกมาเป็นโจทย์หรือไม่ก็เท่านั้นเอง ถ้าไม่สรุป ปัญหาแต่ละปัญหาก็จะล่องลอยอยู่ในสมองของเรา
ไม่สามารถนำมากรุ๊ปปิ้งได้
และเราก็จะจัดการกับปัญหานั้นๆ ค่อนข้างยาก
เพราะมันกระจัดกระจายไปหมด

ฉะนั้น ทางที่ดีในการตั้งโจทย์ชีวิตคือต้องมองแต่ละปัญหาให้ออกว่าควรจะอยู่ในหมวดใด จากนั้นจึงนำมากรุ๊ปปิ้ง เพื่อเวลาจะจัดการกับปัญหาจะได้แก้ถูกจุด

เริ่มจากหนึ่งไปสองสามสี่
เพราะบางปัญหาพอแก้เรื่องหนึ่งก็สามารถแก้เรื่องที่สองสามได้อย่างไม่ยากเย็น ขอให้มองปัญหาให้ออกเท่านั้นพอ แล้วเราจะมองเห็นทางออกในการแก้ปัญหาเอง
ผ่านมาผมใช้วิธีการนี้ในการจัดการกับปัญหาต่างๆ
แม้บางเรื่องต้องใช้เวลา แต่ถ้าเราไม่เริ่มแก้เสียแต่ตอนนี้ ปัญหาทุกปัญหามันจะพันกันยุ่งเต็มไปหมด จนยากที่จะแก้แล้ว เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี

ความท้าทายอยู่ตรงที่เราทดลองการแก้ปัญหานี่แหละ

แต่ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับต้นทุน และประสบการณ์แต่ละคนด้วย ยิ่งถ้าใครผ่านโลก ผ่านคน ผ่านมุมมองมาหลากหลาย สักวันเราจะมองเห็นปัญหา และแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านั้นโดยไม่ยากเย็น
สำคัญไปกว่านั้น ถ้าเราผ่านชีวิตมาอีกช่วงหนึ่ง เราจะยิ่งพบว่าปัญหาตอนนั้นกับปัญหาตอนนี้มันช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกิน ทำไมตอนนั้นเราถึงแก้ไม่ตก
แต่ทำไมตอนนี้เราถึงมองว่าเป็นเรื่องง่ายมาก
ก็อย่างที่ผมบอก เมื่อการเดินทางของเวลาผ่านมา ทั้งประสบการณ์ มุมมอง ความคิด และช่วงวัยจะช่วยสอนเองว่า…ตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องให้เกรดของชีวิตอีกแล้ว

ชีวิตไม่ต้องมีบวกหรือมีลบอีกต่อไปแล้ว
ขอให้ชีวิตมีความสุข
มีลมหายใจคงที่

ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ และรัก
ได้เดินทางไปโน่น นี่ นั่นบ้าง
หรือได้กินของอร่อยๆ บ้าง
ชีวิตก็น่าจะเพียงพอแล้ว

ผมสรุปบทเรียนได้ว่า…การที่เราเป็นเช่นนี้ได้คงจะต้องผ่านอะไรมาพอสมควร
ทั้งทุกข์

สุข
สมหวัง
ผิดหวัง
จนมองเห็นแล้วว่า…ชีวิตไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนเลย ขอให้ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว สำหรับแฟนานุแฟนที่ติดตามคอลัมน์นี้ตลอดกันมา

สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าครับ

บทความก่อนหน้านี้อาศรมมิวสิก : RCO Brass Concert คืนนี้ไม่มีพระเอก : โดย บวรพงศ์ ศุภโสภณ
บทความถัดไปเริงโลกด้วยจิตรื่น : ‘เดียวดาย’ : โดย จันทร์รอน