เมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมยื่นข้อเสนอต่อ คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ให้แก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้การจดทะเบียนสมรสครอบคลุมความหลากหลายทางเพศ เพื่อให้เพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ หลังจากแถลงข่าวเสร็จ นักเคลื่อนไหวหนุ่ม 2 คน ซึ่งเป็นแฟนกัน ได้จูบกันเพื่อประกาศถึงเสรีภาพในการแสดงออกถึงความรัก แต่กลายเป็นว่าการจูบกันระหว่างคู่รักนักเคลื่อนไหว และเป็นการจูบเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์ ได้กลบความสนใจการเคลื่อนไหวเชิงนโยบายไปเสีย
หลายคนแทบไม่รู้เลยว่ามีการจูบกันเพราะอะไร อยู่ดีๆ ทำไมไปจูบกันในสภาได้?
สำนักข่าวหลายแห่งนำเสนอฉากจูบของสมาชิกนักเคลื่อนไหวมากกว่าข้อเสนอของพวกเขาและเธอ สังคมส่วนใหญ่รับรู้เพียงว่า ส.ส.ข้ามเพศจากพรรคหนึ่งไปพาใครที่ไหนก็ไม่รู้มาจูบปากกันดื่มด่ำออกสื่อกลางสภา แถมเล่าข่าวเหมือนแยกไม่ออกว่านี่คือข่าวการเมือง ไม่ใช่ข่าวบันเทิงโฆษณาฉากเลิฟซีน
กลายเป็นการ “ผลิตซ้ำ” และยังคงย่ำอยู่กับที่ใน “มายาคติเดิมๆ” ที่ว่า คนรักเพศเดียวกันมีความต้องการทางเพศสูง เต็มไปด้วยความใคร่ ไม่ใช่ความรัก
‘ทวิมาตรฐาน’ คุ้นชินอำนาจ เพิกเฉยต่อความรุนแรง
ฉากดังกล่าวส่งผลให้ทั้งคู่รักและทีมเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม ส.ส. คณะกรรมาธิการ โดนด่าเละตุ้มเป๊ะ บานปลายให้คนบางกลุ่มฉวยโอกาสนี้หาทางกำจัดศัตรูทางการเมือง ส.ว.บางคนออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบจริยธรรม โจมตีว่าสร้างความอัปยศแห่งสัปปายะสภาสถาน เลยเถิดไปถึงบอกให้ ส.ส.ที่เป็นโฆษกคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ เพราะขอโทษอย่างเดียวไม่พอ
ส.ส.บางพรรครีบออกมาประกาศว่าเป็นพฤติกรรมอนาจาร ทำลายภาพลักษณ์ ส.ส.ด้วยกันและรัฐสภาอันทรงเกียรติ แม้แต่ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ออกมาเป็นปี่เป็นขลุ่ยว่าเป็นความไร้ระเบียบ ไร้จิตสำนึก ทำให้ภาพสภาเสียหาย การกระทำครั้งนี้ไม่มีใครยอมรับ เพราะนำวัฒนธรรมต่างประเทศเข้ามาใช้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสังคมวัฒนธรรมประเทศไทย ราวกับว่าการจูบกันของคู่รักเพศเดียวกันเป็นอนันตริยกรรม
ส.ส.ที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์นี้ถูกโจมตีรุนแรงกว่า ส.ส.บางรายที่มีหน้าที่นิติบัญญัติ แต่กลับไปใช้อำนาจรัฐฝ่ายบริหารสถาปนาตนเองให้เป็นตัวแทนรัฐบาล เรียกร้องสิทธิพิเศษ ซึ่งน่าประหลาดที่หลายคนกลับอดทนเข้าใจได้กับเหตุการณ์อย่างหลังมากกว่า ราวกับคุ้นชินกับการใช้อำนาจในทางที่ผิด การเบ่งอิทธิพลมากกว่าการเห็นเพศเดียวกันแสดงความรักต่อกัน
หลายคนก่นด่าว่าการแสดงออกครั้งนี้ผิด “กาลเทศะ” เพราะรัฐสภาเป็นสถานที่อันทรงเกียรติ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การจูบปากกันในพื้นที่แห่งนี้เป็นการกระทำอนาจาร อุจาดตา ต้องเซ็นเซอร์ภาพดังกล่าว ในขณะที่รัฐสภาก็เคยเกิดเหตุการณ์ซึ่ง ส.ว.ชี้หน้าเรียก ส.ส.มาต่อยกันแทนการอภิปรายได้คล้ายเวทีมวยเถื่อน หรือการที่ ส.ส.ซึ่งโดนหมายศาลให้ดำเนินคดีแล้วกลับยังลอยหน้าในสภาโดยไม่มีตำรวจมาจับ แต่พอใช้เป็นพื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์ของคนรักเพศเดียวกันกลับทำไม่ได้ ราวกับว่าคุ้นชินและรับได้กับทวิมาตรฐานของรัฐไทยและการใช้ความรุนแรงตัดสินความขัดแย้งได้มากกว่า
ผิดที่ ผิดเวลา รัฐสภาแห่งความศักดิ์สิทธิ์?
สำหรับประเด็นเรื่อง “เกียรติและความศักดิ์สิทธิ์” ของรัฐสภานั้น อันที่จริงไม่ใช่เพราะเป็นสถานที่ราชการ หรือเป็น “สัปปายะสภาสถาน” ที่ออกแบบให้เป็นเขาพระสุเมรุตามคติไตรภูมิพระร่วงจนหรูหราอลังการ ทว่า เต็มไปด้วยปัญหาตั้งแต่ความไม่พร้อมในการใช้งาน ความล่าช้า งบประมาณค่าใช้จ่ายไปจนถึงเรื่องความโปร่งใส หากแต่ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐสภาคือ การเป็นพื้นที่เพื่อประชาชนในฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งประชาชนต่างก็มีตัวตนอัตลักษณ์ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะอัตลักษณ์ทางเพศหรือทางอะไรก็ตาม
การจูบกันในสภาจึงไม่ใช่ผิดที่ผิดเวลา แต่สิ่งที่ผิดที่ผิดเวลาคือการที่โลกกำลังมีแนวโน้มเป็นประชาธิปไตยและเคารพสิทธิมนุษยชนมากขึ้น แต่รัฐสภาไทยกำลังกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปให้พ้นหูพ้นตาเหมือนกับที่ประชาชนเจ้าของรัฐและคุณค่าของประชาธิปไตย ไม่ได้มีความหมายในสัปปายะสภาสถาน ทั้งๆ ที่รัฐสภาไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ของประธานคณะกรรมการ ไม่ใช่ของประธานสภา ไม่ใช่ของ ส.ว.หรือ ส.ส. แต่เป็นของประชาชนทุกคน และเป็นอีกพื้นที่สาธารณะ
มันจึงไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะจูบกัน ไม่ว่าระหว่างเพศไหนก็ตาม ไม่มีความจำเป็นต้องออกมาขอโทษขอโพย ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ก็ไม่ต้องปัดสวะพัลวันว่าฉันไม่รู้ไม่เห็นแต่แรก และคนที่จูบกันก็ไม่จำเป็นต้องไปอ้างอิงฉากจูบของนักการเมืองหรือผู้นำประเทศใด
แล้วไม่ต้องไปไกลถึงขั้นเปรียบเทียบกับการจูบแบบ ภราดรภาพของสังคมนิยม (Socialist fraternal kiss) ที่เป็นการทักทายกันระหว่างผู้นำประเทศสังคมนิยม ที่จะสลับแก้มกันจูบเพื่อแสดงสายสัมพันธ์ที่ดีมิตรจิตมิตรใจ ส่วนที่ผู้นำบางคนจะจูบปากกันก็เพื่อแสดงความสัมพันธ์ที่พิเศษมากขึ้นไปอีก ซึ่งก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นบ่อยๆ การจูบประเภทนี้จึงเป็นคนละบริบทกับคู่รักเกย์จูบกัน และในโลกสังคมนิยมก็เลิกธรรมเนียมนี้แล้วตั้งแต่คอมมิวนิสต์ล่มสลายในยุโรป มันจบแล้วครับนาย
ยุทธศาสตร์ภาคประชาสังคมที่ถูก ‘ซีนอารมณ์’ แย่งสาระ
สถานการณ์ทั้งหมดนี้กลายเป็นเรื่องที่ต้องมาพูดกันแต่ประเด็นการจูบ แทนที่จะมุ่งเน้นประเด็นที่ว่า LGBT เสนอให้แก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีความสำคัญอย่างไรต่อความหลากหลายทางเพศ และมีความเสมอภาคมากกว่าอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับ พ.ร.บ.คู่ชีวิต ที่ร่างแล้วร่างอีกเพื่อคนรักเพศเดียวกันโดยเฉพาะ
ปัญหาเรื่องยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่มักถูกซีนอารมณ์แย่งสาระสำคัญไป เพราะมัวแต่ไป romanticize ประเด็นที่ตนกำลังเคลื่อนไหวมากไปจนสื่อสารผิดใจความ หรือทำให้ผู้รับสารเองไขว้เขวไป อย่างไรก็ตาม การแสดงออกถึงความรักด้วยการจูบปากก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ ไม่ว่าใคร เพศวิถี เพศสภาพใดก็จูบกันได้ หากตกลงปลงใจจะจูบกัน
เมื่อการจูบในพื้นที่สาธารณะเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ ก็ไม่ต้องเปลืองแรงไปพูดถึงการจดทะเบียนสมรสระหว่างเพศเดียวกัน หรือการผลักดัน พ.ร.บ.คู่ชีวิต เพราะแค่การให้คุณค่าในประเด็นดังกล่าวของรัฐสภา ยังอยู่ในยุคที่เชื่อว่าโลกแบน
ประเด็นเรื่อง “กาลเทศะ” ซึ่งมาจากคำว่า “กาล” ที่แปลว่า ครั้ง, คราว, เวลา เช่นคำว่า กาลครั้งหนึ่ง กาลสมัย มาสมาสกับคำว่า “เทศะ” ที่แปลว่า ถิ่น, สถานที่ เช่นคำว่า เทศบาล ประเทศนั้น เมื่อคิดไปคิดมา บางทีการตัดสินใจแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ความหลากหลายทางเพศครั้งนี้ อาจจะผิดกาลเทศะจริงๆ ก็ได้ ในยุคสมัยที่ประชาชนคุ้นชินกับการใช้อำนาจในทางที่ผิด การใช้สองมาตรฐานของเจ้าหน้าที่รัฐ อดทนได้กับการใช้ความรุนแรงมากกว่าการแสดงออกถึงความรัก และในประเทศที่ไม่ได้เห็นหัวประชาชนเท่าไรนัก
แถมมีรัฐสภาประหนึ่งเทวาลัยอันศักดิ์สิทธิ์มากกว่าพื้นที่ที่ประชาชนทุกกลุ่มเป็นเจ้าของร่วมกัน
ไทม์ไลน์วิวาทะ’จูบ'(ในสภา) ใครคิดว่าไม่สำคัญ?
18 ธันวาคม
เอกวัฒน์ พิมพ์สวรรค์ ผู้ประสานงานนักกิจกรรมและองค์กรความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ มุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่รัฐสภา เกียกกาย โดยมีชาย 2 คน “จูบปาก” กัน เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์
เวลา 14.45 น.ของวันเดียวกัน แทนคุณ จิตต์อิสระ เลขานุการคณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการใช้ห้องแถลงข่าวของสภา โดยระบุว่า คณะทำงานมีความห่วงใยหลังเกิดเหตุการณ์การจูบขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่หลากหลาย
ต่อมา เวลา 16.30 น. ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะโฆษก กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ แถลงยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากการเตรียมการของ กมธ. แต่เกิดขึ้นภายหลังการแถลงข่าวโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน พร้อมเน้นย้ำว่า อยากให้มองถึงจุดประสงค์การเข้ายื่นเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อการคุ้มครองการสมรสในครอบครัวเพศหลากหลายที่แท้จริง และยืนยันว่าต้องการแสดงออกถึงความเท่าเทียมเท่านั้น ไม่ใช่การท้าทายกฎระเบียบ

19 ธันวาคม
สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้ ส.ส.อนาคตใหม่ลาออก ไม่ใช่ขอโทษแล้วจบ
สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า ส่วนตัวไม่มีอคติกับกลุ่มความหลากหลายทางเพศ แต่การจูบในสภาไม่เหมาะสม ขอให้ ส.ส.อนาคตใหม่รับผิดชอบ อย่าโยนความผิดให้เด็ก เพราะเป็นคนกำกับบทเอง
มุกดา พงษ์สมบัติ เข้าชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อม “ยกมือไหว้” ขอโทษประชาชน ในขณะที่ สรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ลั่น เตรียมร่างระเบียบพร้อมบทลงโทษเสนอประธานสภาพิจารณา

20 ธันวาคม
ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า การจูบครั้งนั้นทำภาพสภาเสียหาย เป็นบทเรียนที่คณะกรรมาธิการชุดอื่นๆ ต้องระวัง ถ้าคนไม่รับผิดชอบ-ไม่มีจิตสำนึกแก้ระเบียบอย่างไรก็คุมไม่ได้
21 ธันวาคม
พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมการตรวจสอบวินัยและจริยธรรมพรรค เปิดเผยว่า ทางพรรคไม่มีการเรียกสอบ “ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์” ปมจูบกลางสภา เพราะไม่ได้ทำให้พรรคเสียหาย แต่มีการพูดคุยกันว่า การจะทำอะไรต้องคิดให้ดี อย่าให้มากจนเกินไปจนคนอื่นรับไม่ได้ ต้องมีจุดกึ่งกลางที่เหมาะสม เชื่อว่าเจ้าตัวได้บทเรียนแล้ว นอกจากนี้ พล.ท.พงศกรระบุว่า กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) อาจอยากต้องการแสดงออกให้สังคมรับรู้เหมือนนางร้ายในละครที่ต้องเด่นแย่งซีนจากนางเอก เพราะถูกกดทับจากสังคมมานาน

