เดินไปในเงาฝัน : การเดินทางโดยใช้สติ : โดย สาโรจน์ มณีรัตน์

การเดินทางอันยาวนานของมนุษย์คนหนึ่ง ไม่จำเป็นหรอกว่าจะต้องขึ้นอยู่กับอายุแต่เพียงอย่างเดียว เพราะบางคนชอบคิดว่าเมื่ออายุมากขึ้น ย่อมเห็นอะไรมากกว่า

มีประสบการณ์มากกว่า

ภาษาโบราณบอกว่า…อาบน้ำร้อนมาก่อน

ย่อมเข้าใจชีวิตมากกว่า

ซึ่งผมมองว่าไม่ถูกต้องไปเสียทีเดียว เพราะคนในช่วงมัชฌิมวัย หรือปัจฉิมวัยอาจมองโลก มองคนอย่างไม่เข้าใจทั้งหมดก็ได้ ถ้าคนคนนั้นไม่เคยมีประสบการณ์ในชีวิตเลย

ไม่เคยเดินทางไปไหน

ไม่เคยพบปะผู้คนทุกระดับชั้น

และไม่เคยได้รับกลิ่นอายแห่งความทุกข์ ความอดยาก ความหิวโหย หรือแม้แต่การมองเห็น หรือสัมผัสกับคราบน้ำตาของบุคคลอื่นๆ เลย

ในทางกลับกัน คนหนุ่มสาวที่เดินทางมาจากชนบทที่ห่างไกล เพื่อมาตามล่าหาความฝัน ความหวังในมหานครกรุงเทพ ที่อาจเริ่มต้นจากอาชีพระดับล่างในการปะทังชีวิตตัวเองไปวันๆ

อดมื้อกินมื้อ

และแสวงหาความสุขจากแหล่งบันเทิงตามวัดวาอาราม ตามเขตต่างๆ ในเมืองหลวง หรือตามหน่วยงานราชการที่ทางการจัดขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีความสุข

พวกเขาก็อาจแทรกตัวอยู่ในนั้นด้วย

เพราะพวกเขามีเงินไม่มากพอที่จะนำพาชีวิตของตัวเองไปอยู่บนความฟุ่มเฟือยต่างๆ ของสังคมศิวิไลซ์ เพราะเขาคิดแต่เพียงว่า…วันนี้แค่ไม่อดอยากก็ดีที่สุดแล้ว

คนเหล่านี้จึงมีความมุ่งมั่น เพื่ออยากจะเป็นในสิ่งที่อยากเป็น อาทิ นักร้อง นักดนตรี ตลกคาเฟ่ ลิเก และอื่นๆ อีกมากมายของยุคสมัยแต่ละคน

บางคนประสบความสำเร็จ

บางคนไม่ประสบความสำเร็จ จนต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ยังถิ่นฐานของตัวเองในชนบทที่ห่างไกลเหมือนเดิม กระทั่งกลายเป็นผู้เฒ่าแห่งหมู่บ้าน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ลูกหลานฟังว่า…ในเมืองหลวงมีอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจบ้าง

กระทั่งกลายเป็นความหวัง และความฝันของคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านแห่งนั้น

ส่วนคนที่ประสบความสำเร็จ หากประคองชีวิตไม่ดีพอ ลุ่มหลงไปกับชื่อเสียง เงินทอง และมายาต่างๆ ของผู้คนที่อยู่รายล้อมก็อาจหมดสิ้นเนื้อประดาตัวได้

บางคนครอบครัวแตกสลาย

แยกกันไปคนละทางสองทาง

และบางคนอาจจบชีวิต จนกลายเป็นข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ต่างๆ ก็มี

ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะกลายเป็นตำนานให้ลูกหลานเหลนสื่อของตำบลนั้นๆ บอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาไปในมิติที่แตกต่าง

บางครั้งอาจไม่เป็นความจริงทั้งหมดก็ได้

หรือบางครั้งก็มีความลวงแทรกอยู่ในขี้ปากของคน

ผมถึงเชื่อไงว่าการเดินทางของมนุษย์จากจุดเริ่มต้นหนึ่งไปยังจุดเริ่มต้นหนึ่งนั้นต่างเต็มไปด้วยร่องรอย และบาดแผลมากมาย

ทุกคนอยากประสบความสำเร็จในชีวิต

ทุกคนอยากมีคนรักมากกว่าคนเกลียด

ทุกคนอยากร่ำรวยเงินทอง มีชื่อเสียง จนกลายเป็นที่ยอมรับของสังคมรอบข้าง และสังคมของประเทศ แต่กระนั้นจะมีสักกี่คนที่ทำเช่นนั้นได้

และที่เขาทำได้เพราะอะไร

ทุกอย่างล้วนมีคำตอบด้วยตัวของมันเองทั้งสิ้น

ไม่เชื่อลองมองย้อนไปดูความสำเร็จของแต่ละคนที่พวกคุณรู้จักดูก็ได้ ทุกคนล้วนมีสิ่งดีๆ ซ่อนอยู่ในตัวเองทั้งสิ้น หนึ่งในนั้นคือ การครองตนอย่างมีสติ

รู้จักคิด

รู้จักทำ

รู้จักเดิน

และรู้จักจังหวะชีวิตของตัวเอง

เมื่อถึงเวลาบุกต้องบุก เมื่อถึงเวลาถอยต้องถอย และเมื่อถึงเวลาตั้งรับก็ต้องตั้งรับเช่นกัน ไม่มีใครหรอกบนโลกใบนี้ที่จะเอาแต่เดินไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว โดยไม่ย้อนกลับมาดูคนข้างหลังบ้างว่า เขาเดินตามทันเราหรือไม่

การให้ความสำคัญกับจังหวะชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ

เพราะการเดินทางของมนุษย์คนหนึ่งล้วนมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นตลอดสองข้างทางเสมอ ทั้งยังต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เท่าทันกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกขณะด้วย

บางครั้งเจอหลุมพราง

บางครั้งเจอกิเลสมายา

บางครั้งเจออำนาจวาสนามาล้อเล่นกับตัวเรา

หรือบางครั้งอาจเจอหัวโขนมาให้สวมใส่บ้าง

ถ้าเราไม่มีสติ ไม่มีความยับยั้งชั่งใจไปกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามายั่วล้อ เราก็อาจหลงมัวเมาไปกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ ผมถึงเชื่อไงว่า…การอาบน้ำร้อนมาก่อน ไม่ได้ทำให้คนคนนั้นเข้าใจชีวิตมากกว่าหรอก

มันขึ้นอยู่กับ “สติสัมปชัญญะ” ของคนคนนั้นมากกว่า

เด็กกว่าก็อาจเข้าใจชีวิตได้ ถ้าเขาผ่านอะไรมามากกว่า และไม่ได้จำกัดเฉพาะอยู่แต่การดำเนินชีวิตอย่างเดียว หากการใช้ชีวิตการทำธุรกิจ

การดำเนินตามความฝันในสิ่งที่อยากเป็น สติสัมปชัญญะล้วนถูกดึงเข้ามาเป็นกลไกหนึ่งของการดำเนินชีวิตได้ทั้งสิ้น

ที่ผมเล่ามาทั้งหมด เพราะผมเคยมีประสบการณ์ตรงกับตัวเองมาก่อนแล้วทั้งสิ้น

จนทำให้ผมรู้แล้วว่ารอยบาดแผลที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตของการเดินทางจนลุเข้าสู่ช่วงมัชฌิมวัย ล้วนเป็นรอยบาดแผลที่ผมเคยขาดสติสัมปชัญญะมาก่อน

จนทำให้กล่าวโทษตัวเองอยู่บ่อยครั้ง

แต่เมื่อเวลาผ่านมา เมื่อผมเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น และเริ่มรู้แล้วว่าเราจะต้องครองตนอย่างมีสติ ซึ่งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตอีกสักกี่ครั้ง

เราก็จะต้องบริหารจัดการกับชีวิตให้ได้

ซึ่งเหมือนกับปี 2563 ที่จะถึงนี้ ผมก็มีอะไรมากมายที่อยากทำ และยังไม่ได้ลงมือทำ ก็จะต้องทำให้สำเร็จเสียทีไม่เช่นนั้นมันจะติดค้างอยู่ในใจ

จนกลายเป็นการเดินทางที่ไม่มีจุดสิ้นสุด

สำเร็จเมื่อไหร่ค่อยมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งนะครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ ?

บทความก่อนหน้านี้ออกหมายเรียกแกนนำ ‘แฟลชม็อบ’ ทราบข้อหา
บทความถัดไปเฉลียงไอเดีย : ศุภจี สุธรรมพันธุ์ จากผู้บริหารด้านเทคโนโลยี รับไม้ต่อเปิด‘บ้านดุสิตธานี’ รักษาแบรนด์-ฐานลูกค้า ชูเอกลักษณ์ไทยดังไกลเทียบชั้นระดับโลก