หน้าแรก ประชาชื่น แน่นห้อง! ฟัง...

แน่นห้อง! ฟัง ‘เสวนาวันศุกร์’ คณะโบราณคดี ขุดลึกปม ‘หลากหลายทางเพศ’ ยุคบรรพกาล (คลิป)

27.12.19 | 19:51 น.

แน่นห้อง! ฟัง ‘เสวนาวันศุกร์’ คณะโบราณคดี ขุดลึกปม ‘หลากหลายทางเพศ’ ยุคบรรพกาล

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 27 ธันวาคม ฝ่ายวิชาการ คณะกรรมการนักศึกษา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดเสวนาวันศุกร์ ในหัวข้อ “Queer in Mythology ความหลากหลายทางเพศในปรัชญา ศาสนา และเทวตำนาน” โดยมี คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ นายอธิพัฒน์ ไพบูลย์ นักศึกษาปริญญาโท สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมเสวนา

นายคมกฤชกล่าวว่า ศาสนาโบราณโดยเฉพาะฮินดู มีระบบสัญลักษณ์บางอย่างที่สะท้อนการต่อสู้เรื่องเพศ ทั้งในเชิงเทวตำนานและสัญลักษณ์ เช่น สะท้อนผ่านเทพในศาสนาฮินดูซึ่งให้เห็นบทบาทที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิง

“ส่วนตัวสันนิษฐานว่าในโลกโบราณผู้หญิงมีความศักดิ์สิทธิ์กว่าผู้ชายเพราะเป็นผู้ให้กำเนิด จึงเรียกง่ายๆ ว่าเป็นศาสนาแบบผู้หญิง ให้อำนาจ พื้นที่ และบทบาทผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยศาสนามี 3 เลเยอร์ เหมือนเค้กก้อนหนึ่ง ทั้งก่อนประวัติศาสตร์ สมัยโบราณ และสมัยปัจจุบัน ที่ไม่ได้ตัดขาดจากกัน แต่ยังปรากฏแฝงอยู่ในปัจจุบัน เลเยอร์ล่างคือผู้หญิง เลเยอร์บนคือผู้ชายที่เข้ามามีอำนาจมากขึ้น และต่อมากลายเป็น ‘ศาสนาผู้ชาย’ โดยผู้ชายคิดว่าทำอย่างไรที่จะปรับมุมมองความคิด และปรับเปลี่ยนให้ผู้หญิงเป็นผู้ลวงให้ผู้ชายทำบาปครั้งแรกได้ การขลิบหนังหุ้มปลายเป็นเหตุที่ต้องการจะบอกว่าผู้ชายก็มีเลือดออกจากอวัยวะเพศได้เหมือนกัน ซึ่งหมายความว่าสมศักดิ์ศรีไม่แพ้กัน ซึ่งในความเป็นจริงย่อมต่างกัน ผู้หญิงมีรอบตกไข่ทำให้มีอารมณ์ทางเพศ แต่ผู้ชายหากไม่มีกิจกรรมทางเพศก็ไม่เป็นไรเพราะฮอร์โมนไม่เปลี่ยน ศาสนาของผู้ชายจึงเน้นถือพรต งดเว้นกิจกรรมทางเพศ ซึ่งมีบัญญัติเกือบทุกศาสนา ไม่ว่าจะพุทธ คริสต์ ฮินดู งดเว้นกิเลส คือหนึ่งคำอธิบาย แต่อีกทางคือการแสดงถึงอำนาจบางอย่าง เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ผู้ชายดึงมาและหวงแหนอย่างมากเพราะนำมาซึ่งอำนาจ ภิกษุณีจึงถูกต่อต้าน ที่ว่าไม่มีมานานแล้วส่วนตัวมองว่าเป็นข้ออ้าง แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์มากกว่า ซึ่งยังไม่พูดถึงเพศอื่น น่าสนใจว่าการเพิ่มพื้นที่ให้เพศที่สามในอินเดียมีมากขึ้น” นายคมกฤชกล่าว

ด้านนายอธิพัฒน์ กล่าวว่า ในเรื่องความหลากหลายทางเพศมีข้อมูลเชิงเทวตำนาน ซึ่งปรากฏในหลายคัมภีร์ เช่น คัมภีร์ฤคเวท หรืออย่างคัมภีร์กามสูตร ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เปิดลักษณะการร่วมเพศที่มีมากกว่าแค่หญิงกับชาย คล้ายกับคัมภีร์กำลังจะบอกว่าเราสามารถที่จะปฏิเสธการร่วมเพศแบบหญิงชายก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่รามายณะ ที่สะท้อนการเปลี่ยนไปมาของความเป็นหญิงชาย หรือตอนหนึ่งอรชุนเป็นกระเทยซึ่งคนก็ไม่ได้รังเกียจอะไร

“ตำนานมีอิทธิพลต่อสังคมอย่างมาก และเทวตำนานพยายามบอกอะไรเราอยู่หรือไม่” นายอธิพัฒน์กล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กิจกรรมเสวนาวันศุกร์นี้ เดิมเคยเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำโดยนักศึกษาคณะโบราณคดี แต่ยุติไปในช่วงราว 5 ปีที่ผ่านมา กระทั่งกลับมาดำเนินกิจกรรมอีกครั้งในชื่อ เสวนาวันศุกร์ โดยมี รศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ