นอกเหนือจากข่าวการเมืองเรื่องร้อนๆ ที่สถานการณ์พลิกไปมาอย่าง วิ่งไล่ลุง (ในสวน) คดีส่อยุบพรรคอนาคตใหม่ และการเร่งแก้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยังมีประเด็นใหญ่ที่ยืดเยื้อยาวนานนับนิ้วไปมาใช้เวลานานนับปี ก่อเกิดความเคลื่อนไหวตลอดศักราช 2562 หรือย้อนไปไกลกว่านั้น เป็นข่าวสำคัญที่ไม่ถึงกับกะพริบตาปั๊บสถานการณ์เปลี่ยน แต่ต้องพากเพียรในการติดตาม เพราะทุกโมงยามที่ผันเปลี่ยนสู่ปี 2563 ส่อเค้าเข้าเส้นชัยชิงมงกุฎ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นพื้นที่สาธารณะ การพัฒนาเมือง ทวงคืนสิทธิความเป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรม และความยุ่งเหยิงในวงการศิลปะร่วมสมัย ที่ปีหน้าฟ้าใหม่สถานการณ์จ่อสุกงอม พร้อมพีคในทุกวินาที แม้ติดตามมาเป็นปีก็อย่าเพิ่งพยักหน้าทำท่าเบื่อเหมือนที่ทำกับนายกรัฐมนตรี ณ สถานีหมอชิต แต่ต้องสวมรองเท้ากีฬาเพิ่มความฟิตในการเกาะติดแบบก้าวต่อก้าว
วุ่นหนัก’ทางเลียบเจ้าพระยา’ รัฐเดินหน้า แต่ประชาชนเมิน
อีนุงตุงนังเป็นบาดแผลเรื้อรังมานานนับปี สำหรับอภิมหาโปรเจ็กต์ “โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา” ซึ่งมีจังหวะสับขาหลอก ทำนองว่ารัฐบาลเตรียมเบรกหลังถูกค้านหนัก ทว่า สุดท้าย ในช่วงปลายปี 2562 กรุงเทพมหานครประกาศเดินหน้า แม้จะยังมีเรื่องคาอยู่ที่ศาลปกครอง หลังภาคประชาชนหอบเอกสารแขนแทบหักราว 3,000 หน้า ประกอบคำฟ้อง เรียกร้องยุติโครงการ ทำเอาอุณหภูมิในฤดูหนาวกระเถิบตัวสูงขึ้นตามความร้อนแรงของสถานการณ์ โดยล่าสุด สมัชชาแม่น้ำพร้อม 35 องค์กรเครือข่ายจับมือ “บิ๊กเนม” ด้านต่างๆ ในสังคมไทยตั้งโต๊ะแถลงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ย้ำชัด จะนั่ง ยืน และนอนยันถึงการคัดค้าน “ทางเลียบเจ้าพระยา” อย่างสุดแรง เมื่อ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา
เจอไม้นี้ไปอีกรอบ สำนักการโยธาออกหนังสือปั๊มตรา “ด่วนที่สุด” เชิญกลุ่มค้านร่วมประชุมหารือ นัดหมาย 24 ธันวาฯ ก่อนซานต้ามาเยือนโลก ทว่าถูกเมิน พร้อมคำชี้แจงแบบนิ่มๆ แต่ชัดเจนว่า ผ่าน “สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์” ในฐานะผู้ประสานงานสมัชชาแม่น้ำและเครือข่ายว่า
“สมัชชาแม่น้ำขอขอบพระคุณที่ได้เห็นความสำคัญต่อเสียงของภาคประชาสังคมและองค์กรวิชาชีพ แต่ทั้งนี้สมัชชาแม่น้ำได้มีการแถลงการณ์อย่างชัดเจนแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว การที่กรุงเทพมหานครจะขอหารือในประเด็นนั้นทั้งที่ยังมีเป้าหมายเดิมอยู่ จึงอาจจะไม่เกิดประโยชน์ในการเปิดเจรจา
สมาคมสถาปนิกสยามฯ ในฐานะผู้ประสานงานของสมัชชาแม่น้ำ จึงขอเสนอให้กรุงเทพมหานครออกหนังสือสั่งยกเลิกโครงการดังกล่าวก่อนเปิดการเจรจาหาทางออกร่วมกันตามกระบวนการที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป”
พูดง่ายๆ ว่า ถ้าไม่สั่งเลิกโครงการ ไม่ต้องคุยกัน จบนะ

ไม่เพียงเมินหารือ แต่ในวันเดียวของการนัดหมาย ภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการด้านผังเมือง พร้อมบุคคลที่เกี่ยวข้อง ยังเดินทางไปยื่นหนังสือเพิ่มเติมต่อต่อศาลปกครอง แจ้งวัฒนนะ ให้ “เพิกถอนใบอนุญาตโครงการ” และหากมีส่วนใดถูกสร้างไปก่อน ต้องรื้อ!
“เรายื่นฟ้องแก้ไขเพิ่มเติม โดยขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกให้สำนักความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ในสังกัดกรมเจ้าท่า และกรมเจ้าท่า เป็นผู้ถูกฟ้องคดีเพิ่มขึ้น เพราะจากเอกสารคำให้การของผู้ถูกฟ้องที่เครือข่ายได้รับจากศาล ทำให้ทราบว่ากรมเจ้าท่าได้ออกใบอนุญาตให้กับ กทม.ทำโครงการที่ล่วงล้ำลำน้ำ โดยเป็นการออกใบอนุญาตก่อนที่สมัชชาจะฟ้องเพียง 2-3 วัน ทำให้เดิมไม่ทราบข้อมูลนี้ เพราะไม่มีกระบวนการรับฟัง หรือเปิดเผยข้อมูล
“ที่ผ่านมาทางสมัชชาแม่น้ำได้เรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลและทบทวนโครงการมาตลอด และไม่มีความชัดเจนว่าได้มีการตรวจสอบแบบ และได้รับการอนุญาตจากผู้มีกรรมสิทธิ์ที่อยู่ริมน้ำแล้วหรือไม่ และขั้นตอนการอนุมัติอนุญาตก็ไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็น เนื่องด้วยโครงการนี้ดำเนินการเป็นระยะทางยาวทั้งสองฝั่งลำน้ำผ่านที่ส่วนบุคคลและสถานที่สำคัญ
“เรายื่นขอให้ศาลเพิกถอนใบอนุญาตของโครงการนี้ และหากมีการก่อสร้างไปก่อนขอให้มีการรื้อถอน รวมทั้งครั้งนี้เราได้ยื่นขอคุ้มครองด้วย โดยขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยให้ระงับการดำเนินโครงการนี้ รวมทั้งระงับการประกวดราคาหรือการก่อสร้าง จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
เพราะการเข้าถึงแม่น้ำด้วยทางจักรยานในแม่น้ำ ไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน”
เป็นโครงการที่ไม่อยากเดาตอนจบว่าสุดท้ายภาครัฐจะฟังเสียงของประชาชนอย่างที่ลั่นวาจาไว้หรือไม่

ทวงนับร้อย’โบราณวัตถุไทย’ ประชุม 9 ครั้ง ยังไม่ได้คืน
ยืดยาว เนิ่นนานนับนิ้วไปมาก็ได้ “ชูสามนิ้ว” คล้ายกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง สำหรับจำนวนปีนับแต่เกิดกระแส “ทวงคืน” โบราณวัตถุไทยจากต่างประเทศ ซึ่งล่าสุดก่อนหยุดยาวช่วงปีใหม่ได้มีการประชุมคณะทำงานเป็นครั้งที่ 9 แต่เป็น “ครั้งแรก” ของทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมคนใหม่ นาม อิทธิพล คุณปลื้ม และอธิบดีกรมศิลปากรที่ชื่อว่า ประทีป เพ็งตะโก
ความเป็นมาของเรื่องนี้มีมาตั้งแต่การพบประติมากรรมสัมฤทธิ์จากปราสาทปลายบัด 2 อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ที่ถูกนำออกขายโดยบริษัทประมูลระดับโลกตั้งแต่ต้นปี 2559 ก่อให้เกิดการตั้งคำถามถึงจำนวนโบราณวัตถุของไทยที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศ โดยนักวิชาการเชื่อว่าเฉพาะจากแหล่งที่ปราสาทปลายบัดมีมากถึง 300 ชิ้น จึงมีการตั้งกลุ่ม “สำนึก 300 องค์” เพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินการทวงคืนวัตถุโบราณล้ำค่าของไทยจากพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ
นักวิจัยประจำแคโรไลนา เอเชีย เซ็นเตอร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยภาพโพธิสัตว์สัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ และงดงาม อายุราว 1,300 ปี ซึ่งจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน รัฐนิวยอร์ก ในแผ่นป้ายจัดแสดงระบุชัดเจนว่าโพธิสัตว์สัมฤทธิ์ชิ้นนี้มาจากภาคอีสานของไทย นอกจากนี้ ยังพบว่ามีโบราณวัตถุไทยอีกหลายชิ้นในพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว เป็นเหตุให้นักวิชาการไทยทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ขอให้เร่งประสานทวงคืนวัตถุโบราณเหล่านี้ นำไปสู่ความเห็นชอบของ วีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในขณะนั้น ให้ติดตามทวงคืนโบราณวัตถุอย่างเป็นระบบ โดยให้ทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กรมศุลกากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิ เร่งประสานไปยังสถานทูตไทยในประเทศต่างๆ ช่วยตรวจสอบโบราณวัตถุไทยในต่างแดน
ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามแต่งตั้ง “คณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ” ในเดือนมิถุนายน 2560 เพื่อทวงคืนโบราณวัตถุของไทย 133 ชิ้น โดยกำหนดมาตรการตรวจสอบ ประสานความร่วมมือ ทั้งวิธีการการทูต และกฎหมาย

นับแต่นั้นก็มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่เปรี้ยงปร้างสักเท่าไหร่ กระทั่ง 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมประกาศว่า ทับหลังปราสาทหนองหงส์ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว รวม 2 รายการที่จัดแสดง ณ Asian Art Museum เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ขณะนี้เข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมายสหรัฐอเมริกาแล้ว โดยสำนักสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security Investigations: HSI) สหรัฐอเมริกา ได้แต่งตั้งอัยการเพื่อเตรียมการดำเนินคดีกับ Asian Art Museum ที่มีรัฐบาลท้องถิ่นซานฟรานซิสโกเป็นผู้ดูแล
ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยได้ทำหนังสือถึงสำนักสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา อย่างเป็นทางการ ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ 32 รายการ ประกอบด้วย ชิ้นส่วนโบราณสถานของไทย 5 รายการ เช่น ทับหลังจากปราสาทหินพิมาย เสาติดผนังและประติมากรรมรูปม้าจากปราสาทพนมรุ้ง และประติมากรรมกลุ่มประโคนชัย 18 รายการ ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงโบราณวัตถุ 9 รายการ ที่จัดแสดง ณ Norton Simon Museum เพื่อติดตามกลับคืนสู่ประเทศไทย
ปีหน้าฟ้าใหม่ ข่าวเก่ายังต้องเขย่ากันอีกทีว่าข่าวดีจะมีให้ขึ้นหน้า 1 หรือไม่

‘มรดกโลก’ไปต่อหรือส่อแห้ว? (แม้) ขึ้นบัญชีแล้ว’พนมรุ้ง-ศรีเทพ’
หลัง “แก่งกระจาน” วืดมรดกโลก 62 ชวนคนไทยถอนหายใจแรงๆ แต่ก็มีข่าวดีเป็นของขวัญให้ฉีกยิ้มเบาๆ ไปกับ “นวดไทย” ที่ได้เป็นตัวแทน มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) พร้อมกับมรดกวัฒนธรรมจากประเทศอื่นๆ อีก 14 ประเทศ เมื่อครั้งการประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก ครั้งที่ 14 ที่โบโกตา โคลอมเบีย ในวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยนับเป็นรายการที่ 2 ต่อจาก “โขน” เมื่อปี 2559
สำหรับวัฒนธรรมประเภทจับต้องได้อย่างโบราณสถานของไทย มีเรื่องให้ลุ้นต่อ หลังปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทปลายบัด จังหวัดบุรีรัมย์ และเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ขึ้น “บัญชีรายชื่อเบื้องต้น” (Tentative list) โดยขั้นตอนหลังจากนี้ กรมศิลปากรต้องทำเอกสารชิ้นโต เรียกว่า “Nomination Dossier” เพื่อนำไปสู่การประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก แบบเดียวกับอยุธยาและสุโขทัย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมาย ไม่ใช่ดูกันแค่ปึกกระดาษ อนันต์ ชูโชติ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ก็ยอมรับตรงๆ เองจากปาก ว่า “เป็นเรื่องใหญ่และยาก” ต้องมีการหารือระหว่างกรมศิลปากรกับจังหวัด เรื่อง “คอร์โซน” (พื้นที่ชั้นใน) และ “บัฟเฟอร์โซน” (พื้นที่แนวกันชน) ซึ่ง วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ บอกว่า สิ่งที่สำคัญต้องตอบให้ได้ว่าพื้นที่ไหนห้ามทำอะไร หรือทำอะไรได้บ้าง

“ชาวบ้านจะได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างไร ต้องไปทำประชาพิจารณ์ว่ากรมศิลป์จะกำหนด Core Zone หรือ Buffer Zone พื้นที่อุทยาน หรือเขาคลังนอก เขาถมอรัตน์ และกลุ่มโบราณสถาน จะขยายออกไปขนาดนี้จะเห็นด้วยหรือไม่ ขณะเดียวกันจะทำโฮมสเตย์ร้านค้าได้หรือไม่ ส่วนกิจการประเภทที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนและแหล่งโบราณสถานประเภทไหนที่ทำไม่ได้”
เป็นความเห็นที่ดูเผินๆ แล้วธรรมดา แต่หากสืบสาวข่าวเก่าๆ ที่เคยมีมาจะพบว่า กรมศิลปากรและชาวบ้านเกิดการกระทบกระทั่งทางความคิดกันบ่อยครั้งในประเด็นการใช้พื้นที่ นิยามคำว่า “รุกล้ำ” ทัศนคติที่แตกต่าง และอื่นๆ อีกมากมาย เฉพาะในปี 2562 เกิดข่าวใหญ่อย่างการประท้วงปมบูรณะ “เพนียดคล้องช้าง” ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตนเอง เข้าข่ายถูกต้อง แต่ไม่ถูกใจ แล้วใครผิด? วิวาทะในอดีตอย่างการปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชวราราม ริมฝั่งน้ำเจ้าพระยาที่ถูกมองว่าทำเสีย “ขาวโพลน” โดยกรมศิลปากรชี้แจงแล้วว่าเป็นไปตามหลักการ จึงถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบอีกครั้ง
การทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่จึงสำคัญยิ่ง ไม่อาจละทิ้งให้เกิดความเข้าใจผิดซึ่งนำไปสู่สถานการณ์แง่ลบ จบไม่ค่อยสวยอันเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก

จะไปทางไหนดี?’หอศิลป์ กทม.’ หลัง’ไล่ออก’ผอ.เซ่นปมงบประมาณ?
อีกหนึ่งประเด็นฮือฮาในแวดวงศิลปะร่วมสมัยในปี 2562 คือ การไล่ออกผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์ ซึ่งเจ้าตัวเชื่อว่าเกิดจากความขัดแย้งเรื่องงบประมาณ โดยมีการร่อนจดหมายร้องขอความเป็นธรรมเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา จากเหตุผลที่ว่า กรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานไม่พอใจการแสดงความเห็นของอดีต ผอ.ท่านนี้ เรื่องการสนับสนุนงบประมาณของกรุงเทพมหานครในการแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน มีผล 31 สิงหาคม 2562
ผศ.ปวิตรออกมาเปิดเผยว่า ในยุคของตน มีผู้เข้าชมกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมที่หอศิลป์กรุงเทพฯ โดยเฉลี่ยวันละ 5,600 คน และประชาชนจํานวน
มากก็บริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศก็มาร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ ทําให้รายจ่ายของหอศิลป์กรุงเทพฯลดลงตามลําดับ จากปี 2560 จํานวน 75 ล้านบาท ปี 2561 จํานวน 63 ล้านบาท และปี 2562 นี้ประมาณการไว้ที่ 48 ล้านบาท ในขณะที่จำนวนผู้เข้าชมงานปีนี้ประมาณการว่าจะสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา คือ 1.9 ล้านคน
เมื่อคณะกรรมการมูลนิธิได้ยื่นข้อเสนอให้ ผศ.ปวิตร “ลาออก” เพราะ “จบสวยกว่าอยู่แล้ว” ทว่า เจ้าตัวปฏิเสธ และขอให้คณะกรรมการมูลนิธิเปิดเผยรายงานการประเมินผลการปฏิบัติงาน

ไม่ทิ้งไว้ให้ดราม่านาน วัลยา วัฒนรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. ชี้แจงกรณีดังกล่าว โดยบอกว่า คณะกรรมการมูลนิธิ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีอำนาจแต่งตั้งบุคคลเป็นผู้อำนวยการหอศิลป์ เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการหอศิลป์ ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย ซึ่งอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี โดยประเมินประสิทธิภาพการทำงานทุกปีตามข้อบังคับมูลนิธิ การเปิดเผยข้อมูลผลการประเมินการปฏิบัติงานเป็นสิทธิและหน้าที่ของคณะกรรมการมูลนิธิ ส่วนการตั้งข้อสังเกตของคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนั้น กทม.ไม่มีผู้แทนหรือบุคลากรเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการหอศิลป์แต่อย่างใด
สรุปง่ายๆ คือ กทม.ยืนยันว่าประเมินจากประสิทธิภาพการทำงานตามข้อบังคับมูลนิธิ ไม่ได้มีคณะกรรมการประเมินเพื่อเปิดไฟเขียวไฟแดงจากการ “คุยสื่อ” แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนไปดูข่าวเก่าๆ ก่อนหน้า จะพบว่ามีกลิ่นความขัดแย้งร้อนแรงเหลือเกิน นับแต่ปี 2561 เมื่อ กทม.มีแนวคิด เล็ง “ยึด” หอศิลป์กลับไปบริหารเอง จนประชาชนไทยร่วมใจลงชื่อค้านพุ่งทะลุหมื่น เหล่าศิลปินบุกยื่นหนังสือถึง “บิ๊กตู่” ยังไม่นับกิจกรรมนัดแต่ง “ชุดดำ” ร่ายบทกวีและครวญเพลงไว้อาลัย สุดท้าย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. พับแผน โดยทิ้งท้ายว่า จะปล่อยให้มูลนิธิหอศิลป์บริหารถึงปี 2564 ตามบันทึกลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) จากนั้นค่อยว่ากันอีกที
สลับฉากมาในเหตุการณ์ไล่ออก ผอ.หอศิลป์ครั้งนี้ เกรียงยศ สุดลาภา รองผู้ว่าฯกทม. ชี้แจงว่า ไม่มีเอี่ยวแน่นอน เนื่องจากเป็นอำนาจของคณะกรรมการมูลนิธิ

เมื่อย้อนกลับไปดูถ้อยความในการพูดคุยกับสื่อ แถลงข่าวต่อสาธารณะ และให้สัมภาษณ์ แม้ ผศ.ปวิตรไม่ได้แสดงอาการขึงขัง ทว่ามี “ท่าที” บางอย่างที่อาจสร้างความ “ไม่โอเค” ในความรู้สึกของผู้มีอำนาจหรือไม่ เพราะไม่เพียงสะท้อนปัญหาหลากหลายและ “หยุมหยิม” ที่ต้องมานั่งแก้ แต่อาจยังทำให้อีกฝ่ายกลายเป็น “ผู้ร้าย” ในภาพจำของสังคม เช่น เมื่อครั้งงานแถลงข่าว “หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 10 ปี พื้นที่แห่งการเรียนรู้” ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 ซึ่งผู้บริหารหอศิลป์มีการให้ข้อมูลแน่นปึ้กเกี่ยวกับผลงานและการดำเนินงานรวมถึงงบประมาณปี 2561 ซึ่งไม่สามารถเบิกได้ในทางปฏิบัติ
ในวันนั้น ผศ.ปวิตรกล่าวว่า ในขณะที่ประสบปัญหาเรื่องงบประมาณ ยังมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้น เช่น จัดงานแล้ววิทยากรที่เชิญมาขอ “ไม่รับค่าตัว” ทั้งยังกล่าวเชิญผู้ฟังบรรยาย “ร่วมบริจาค” ด้วย นอกจากนี้ ทางหอศิลป์ยังได้รับเชิญจากพิพิธภัณฑ์ในเมืองคาสเซิล ประเทศเยอรมนี ให้ไปแสดงงานโดย “ได้รับเงินค่าใช้จ่าย” จากทางพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว
ไม่เพียงเท่านั้นในงานเดียวกัน ผศ.ปวิตรยังรับหน้าที่เป็นพิธีกรเอง โดยกล่าวอย่างติดตลกว่า “ต้องประหยัด เนื่องจากมีปัญหาด้านงบประมาณ” ส่วนค่าจ้างยามต้องเอาเงินส่วนอื่นมาจ่าย
ในช่วงเกิดเหตุใหม่ๆ ผศ.ปวิตรบอกว่า “ผมก็ยังดูท่าทีต่อไป เพราะเรื่องคงไม่จบวันนี้ คงมีความเคลื่อนไหวต่อ…”
สำหรับการฟ้องร้องจะมีขึ้นหรือไม่ (อดีต) ผอ.หอศิลป์บอกว่า คงต้องปรึกษาทนายในคดีการเลิกจ้าง “ไม่เป็นธรรม” อย่างไรก็ตาม เขาไม่อยากให้ไปถึงขั้นนั้น เพราะ “ทุกท่านผมก็รู้จักหมด เคยทำงานด้วยกัน”
ทว่า สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือก้าวข้างหน้าของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่มีปัญหาต่อเนื่องมานานนับปี ว่าสุดท้ายจะมีทางออกอย่างไร จะยังคงเป็นหอศิลป์ของประชาชนในทางปฏิบัติหรือไม่ ต้องจับตา

ต้นปีมี’เซอร์ไพรส์’รอฟังข่าวใหญ่ขุมทรัพย์’ดร.ไซเลอร์’
อีกหนึ่งข่าวใหญ่ส่งท้ายปี คือประเด็นขุมทรัพย์ทางความรู้ของนักวิชาการชาวอเมริกันผู้ล่วงลับ นามว่า ดร.วอร์เดมาร์ ซี. ไซเลอร์ ซึ่งถูกเปิดเผยโดย ศาสตราจารย์ ดร.นิยะดา เหล่าสุนทร ราชบัณฑิต ที่บอกว่ามาจากการเก็บรักษาภาพสไลด์จิตรกรรมฝาผนังทั่วประเทศไทยเกือบ 1 หมื่นภาพ ซึ่งถูกบันทึกไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีสำเนาภาพคัดลอกรอยพระพุทธบาททั่วเอเชีย ทั้งเนปาล จีน เกาหลี ญี่ปุ่น พม่า อินเดีย ยูนนาน ทิเบต และศรีลังกา รวมกว่า 400 แผ่น อีกทั้งภาพถ่ายขาวดำที่ล้างอัดอย่างดีนับพันภาพ ซึ่งบันทึกห้วงเวลาประวัติศาสตร์ของจิตรกรรมฝาผนัง, พระพุทธรูป, ไม้แกะสลัก, ประติมากรรม และโบราณวัตถุในวัดวาอารามก่อนบูรณะ ระบุชื่อสถานที่ด้วยปากกาลูกลื่นเป็นภาษาอังกฤษ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีต้นฉบับของ “ดร.ไซเลอร์” ที่ยังไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน เรื่อง “A Buddha Tradition-Buddha Pada-Lanchana and Pada : Buddha Footprint and Feet” เขียนภาพลายเส้นโดยนายเมืองสิงห์ จันทร์ฉาย ระบุปี ค.ศ.1990 เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา มีเนื้อหาเกี่ยวกับรอยพระพุทธบาทในลังกา
นับเป็นกรุสมบัติล้ำค่าในด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีที่มีมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลกทาบทามขอนำไปเก็บรักษาไว้ในต่างประเทศ

ทว่า ศาสตราจารย์ ดร.นิยะดายังไม่ได้ “เซย์เยส” แต่อย่างใด ส่งผลให้เหล่านักวิชาการพากันออกมาหนุนให้ภาครัฐเร่ง “แอ๊กชั่น” โดยเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติชาติ ขณะที่โลกโซเชียลแห่แชร์ล้นหลามด้วยความตื่นตาตื่นใจ และห่วงใยว่าสุดท้ายอาจต้องถูกโยกย้ายไปอยู่เมืองนอกเมืองนาหากไม่มีใครเห็นค่า
แน่นอนว่า ไม่ต้องสงสัยถึงคุณค่าของผลงานทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เพียงเพราะความเก่าแก่หลายสิบปี หากแต่ยังเป็น “หลักฐาน” ชั้นดีที่สามารถนำมาอ้างอิงเชิงวิชาการ และใช้ในงานอนุรักษ์ บูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานของชาติ
นักวิชาการใหญ่หลายรายออกมาหนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมากระโดดรับโดยด่วน ซึ่งเมื่อลิสต์ชื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แน่นอนว่า “กรมศิลปากร” ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐย่อมผุดขึ้นเป็นอันดับต้นๆ โดยปัจจุบันมี “หอจดหมายเหตุแห่งชาติ” ที่ดูแลวัสดุ เอกสาร และภาพถ่ายในลักษณะเช่นนี้อยู่แล้ว รวมถึง “ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ” ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ถูกเสนอชื่อ

“ชิงมง” ในครั้งนี้ โดยมีผู้หนุนให้เผยแพร่ในระบบออนไลน์ ไม่เพียงรักษาไว้เฉยๆ ในโกดังมืดทึม
แม้ยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการ แต่ “วงใน” สายข่าวลึก กระซิบว่า กรมศิลปากรเข้าพูดคุยกับศาสตราจารย์ ดร.นิยะดา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมรับขุมทรัพย์ ดร.
ไซเลอร์ ไปเก็บรักษาและเผยแพร่ต่อไป ความคืบหน้าจะเป็นเช่นไร ปีหน้าฟ้าใส อาจมีแกรนด์โอเพนนิ่งตามคำเรียกร้องของคนไทยที่อยากเห็นสมบัติล้ำค่าชุดนี้ให้เต็มตาในราชอาณาจักรไทย
เป็น 5 ข่าวสำคัญที่ต้องจดในไดอารี่ถึง “เรื่องเก่าๆ” ในปีนี้ ที่เตรียม “พีค” ในปีหน้า

