เริงโลกด้วยจิตรื่น : ดูแลที่รู้สึก : โดย จันทร์รอน

ความคิดที่ว่า ความสัมพันธ์ของคนเรานั้น “ความรู้สึก” สำคัญกว่า “เหตุผล” เกิดขึ้นกับมานานพอสมควร แต่ก่อนหน้านั้นอธิบายไม่ได้ว่าทำไมจึงคิดแบบนั้น

มีหลายครั้งที่ชีวิตมีภาคบังคับขึ้นเวทีงานแต่งงานในฐานะประธานในพิธีที่มีหน้าที่คล้องพวงมาลัย และอวยพรคู่บ่าวสาว

ก่อนขึ้นไปคิดว่าจะบอกกับคู่บ่าวสาวที่กำลังจะเปลี่ยนฐานะเป็นสามีภรรยาว่า “เมื่อแต่งงานกันแล้ว ต้องร่วมกันรับผิดชอบการสร้างครอบครัวด้วยการอยู่กันด้วยเหตุผล อย่าใช้อารมณ์เข้าใส่กัน เป็นธรรมดาของชีวิตคู่ที่ต้องมีความขัดข้องหมองใจกันในบางเรื่อง หากใช้อารมณ์ตามที่เกิดความรู้สึกใส่กัน โดยไม่รับฟังเหตุผลของกันและกัน จะทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องใหญ่จะบานปลายเป็นเรื่องแตกหัก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อชีวิตครอบครัว การอยู่ร่วมกันรู้จักรับฟังเหตุผล จะทำให้ชีวิตครอบครัวยืนยาวกว่า”

ลองทบทวนก็เหมือนจะดี แต่พอขึ้นเวทีจับไมค์พูดทีไร กลับกลายเป็นว่าเกิดความไม่เชื่อในถ้อยคำที่คิดที่เตรียมมานั้น และทุกครั้งจะเปลี่ยนเป็นพูดในทางที่ว่า “ชีวิตครอบครัวนั้น ความรู้สึกสำคัญกว่าเหตุผล อย่าเอาแต่คิดหาเหตุผลมาโต้แย้งกันว่าของใครดีกว่า แต่ให้ต่างคนต่างดูที่ความรู้สึกของกันและกัน เมื่อเกิดปัญหาไม่สบอารมณ์กัน ให้ตั้งสติแล้วนึกว่าจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายรู้สึกดี แล้วลงมือทำสิ่งที่จะทำให้คู่ครองของเรารู้สึกดี ที่โกรธอยู่ทำให้หายโกรธ ที่งอนอยู่ทำให้หายงอน ไม่ต้องคิดว่าที่เขาหรือเธอเป็นเช่นนั้นมีเหตุผลหรือไม่ ไม่ต้องไปสนใจ ทำความรู้สึกดีให้เกิดขึ้นมาก่อน หน้าหงิกหน้างอก็ทำให้ยิ้มให้หัวเราะ เครียดขึงก็ทำให้ผ่อนคลาย ถ้าทำเช่นนั้นได้ ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ความรู้สึกที่ดีจะทำให้ทุกอย่างคลี่คลาย แล้วการคิดแบบมีเหตุมีผลจะตามมาเอง การพยายามอ้างเหตุผลที่หมองๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร”

คำชี้แนะเช่นนั้นกระทั่งตัวเองยังรู้สึกว่าคลุมๆ เครือๆ แต่กลับกลายเป็นว่าเชื่อว่าเป็นวิธีที่ดีกว่ามาตลอด ทั้งที่ดูจะไม่มีเหตุผล

จนกระทั่งวันนี้ จึงได้เกิดความรู้สึกว่า “ที่เชื่อเช่นนั้นถูกแล้ว”

“ความรู้สึก” คือผลึกรวมของทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเรียกว่าตัวตน หรืออะไรก็ตาม

ในความรู้สึกหนึ่งประกอบด้วยส่วนใหญ่ๆ 2 ส่วน คือ “ความที่เป็นอยู่ภายใน” กับ “สิ่งที่ได้สัมผัสภายนอก”

เมื่อที่เป็นอยู่ภายใน กับที่เป็นอยู่ภายนอกผสมกัน จะเกิดอาการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “ความรู้สึก”

ดังนั้นหากมองผ่านความรู้สึกเข้าไป จะให้เห็นว่า ภายในเป็นอย่างไร ภายนอกเป็นอย่างไร

และถ้าฝึกสมาธิจนสามารถไม่เข้าไปแทรกแซงจัดการ จิตนิ่งพอที่จะแค่เห็นความเป็นไปของความรู้สึกได้ จะค่อยๆ รู้ว่า

“ภายใน” นั้นเป็นส่วนผสมของสิ่งต่างๆ หลากหลาย ตั้งแต่ความเชื่อที่สั่งสมมาในชีวิต ความคิดที่เกิดจากแรงกระตุ้นของความอยากได้ใคร่มี หรือไม่อยากได้ เลยไปถึงสัญชาตญาณลึกลงไปในจิตใต้สำนึก กระทั่งมาจากที่ถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอ หรืออื่นๆ

“ภายนอก” ที่กระตุ้นให้เกิดความพอใจ ไม่พอใจ หรือไม่สนใจ

ส่วนผสมของที่แสดงตัวผ่านความรู้สึก จึงคือความเป็นชีวิตที่เป็นจริงมากกว่า สิ่งที่อาศัยแค่ความคิดทำให้เกิด ทำให้เป็นข้ออ้างขึ้นมา

เหตุผลซึ่งเกิดจากความคิดที่สุดแล้วเป็นแค่จินตนาการที่ไม่แน่ว่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริง

การเชื่อในจินตนาการจึงเป็นความเชื่อในสิ่งที่ อาจจะไม่ใกล้เคียงกับความจริงมากกว่า

เมื่อเป็นเช่นนี้ “ความรู้สึก” จึงอธิบายความเป็นชีวิตได้ตรงกับที่เป็นไปจริงมากกว่า

หากฝึกฝนกระทั่งมองเห็นความเป็นชีวิตผ่านความรู้สึกได้

ย่อมไม่จำเป็นต้องอาศัยข้ออ้างที่เป็นจินตนาการเอาเองอีก

เหตุผลที่มาจากการเห็นส่วนประกอบของความรู้สึก ย่อมใกล้เคียงกับความเป็นจริงของชีวิตมากกว่า

ให้ความสำคัญกับ “ความรู้สึก” จึงถูกต้อง

แต่เป็นการให้ความสำคัญในแบบที่รู้ว่าอะไรทำให้รู้สึกเช่นนั้น

ไม่ใช่แบบปล่อยให้ความรู้สึกบัญชาการให้เกิดการกระทำ เพื่อตอบสนองอารมณ์

บทความก่อนหน้านี้เดินไปในเงาฝัน : ฮาวทูทิ้ง…ทิ้งอย่างไรให้ได้เงิน : สาโรจน์ มณีรัตน์
บทความถัดไป‘สนธิรัตน์’ ค้านทุกกิจกรรม ‘วิ่งไล่-เดินเชียร์’ เตือน ‘ธนาธร’ อย่าล้ำเส้น หวั่นเผชิญหน้า ‘ม็อบชนม็อบ’