‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ชนวนเหตุและท่าที แห่งสงครามโลกครั้งที่ 3 ?

เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ใหญ่ของโลก มีการลอบสังหาร พลตรี คาเซม โซไลมานี ผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติ ของอิหร่าน โดยคำสั่งการของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อปกป้องบุคลากรของสหรัฐในต่างแดน กลายเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งอีกครั้งระหว่าง สหรัฐ-อิหร่าน (ภาพจากรอยเตอร์)

“นับแต่ 3 มกราคมที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น เราควรจะรับรู้เหตุการณ์อย่างไร ความขัดแย้งรอบนี้จบแล้วหรือยัง ที่ผ่านมาสื่อหลายค่ายบอกว่าจบแล้ว บ้างก็บอกว่ายังไม่จบ หากยังไม่จบโอกาสเกิดสงคราม ไม่ว่าจะใหญ่ หรืออยู่ภายในขอบเขตจะยังมีอยู่หรือไม่”

คือประเด็นที่ ผศ.ดร.ภูริ ฟูวงศ์เจริญ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งไว้ชี้ชวนให้ร่วมหาคำตอบเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่เวทีเสวนาวิชาการว่าด้วยประเด็นร้อนต้อนรับทศวรรษใหม่

“World War 3 ? วิกฤตการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน”

บ่ายคล้อย ณ ห้องเสน่ห์ จามริก ภายในคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผู้คนหลั่งไหลแน่นขนัดห้องเสวนาในชั่วโมงถัดมา

สหรัฐ-อิหร่าน
จบแล้วหรือยัง? ความขัดแย้งหนนี้

ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม จากคณะรัฐศาสตร์ รั้วแม่โดม ฉายภาพสาเหตุของความเป็นปรปักษ์ ความไม่ลงรอยนี้ว่ามูลเหตุอันเนื่องมาจากอุดมการณ์ และพันธมิตรที่แตกต่างกัน รวมทั้งการยึดมั่นในอุดมการณ์ปฏิวัติของ อิหม่าม อยาตุลเลาะห์ โคมัยนี

ศ.ดร.จรัญ เล่าผ่านมุมมองส่วนตัวที่เคยเดินทางไปอิหร่านมาแล้วถึง 8 ครั้ง มีโอกาสพบผู้นำถึง 2 หน ทั้ง อิหม่าม อยาตุลเลาะห์ โคมัยนี ทั้ง ฮัสซัน โรฮานี ประธานาธิบดีอิหร่าน

สำหรับผู้คนโดยทั่วไปอาจมองอิหร่านตามกระแสที่สหรัฐพยายามสร้างว่าเป็นรัฐก่อการร้าย ซึ่งหากเมื่อดูจากประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีการปฏิวัติปี 1979 โดยนักการศาสนา เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนกระทั่ง มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เรียกว่า เป็นการแตกออกของดวงวิญญาณใหม่ เพราะการปฏิวัติโดยใช้หลักการศาสนาตั้งแต่สมัยโรมันที่เห็นชัดเจนก็เกิดขึ้นในอิหร่าน

ที่น่าสนใจคือ นักการศาสนาของอิหร่านไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล และเป็นนักปฏิวัติที่เคยผ่านการปฏิวัติมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง คือปฏิวัติรัฐธรรมนูญ และปฏิวัติปี 1979

อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติปี 1979 แสดงให้เห็นอิทธิพลของสหรัฐที่มีอยู่ในประเทศนี้จบลงในสมัยของ จิมมี คาร์เตอร์ (jimmy carter) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

หลังจากคนที่อายุ 79 ปี ปฏิวัติในปี 1979 สามารถทำให้อิทธิพลของสหรัฐหมดไปจากดินแดนอิหร่านอย่างแท้จริง ซึ่งจะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์และวิธีคิดอื่นๆ จึงเกิดความแตกต่างกัน

“อิหร่านถูกเรียกว่าเป็นศาสนรัฐ กล่าวคือ นักการศาสนาเป็นนักปกครองด้วย เวลาเดียวกันอิหร่านก็ส่งออกการปฏิวัติในช่วงต้นๆ คือช่วง 10 ปีแรกของการปฏิวัติ ด้วยเหตุนี้ อิทธิพลหรืออำนาจที่มีอยู่ของสหรัฐในอิหร่านจึงหมดไป และหลายคนก็เรียกร้องเมื่อพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด

เรซา ปาห์ลาวี ของอิหร่าน ลี้ภัยไปยังสหรัฐและให้ส่งตัวกลับมา เมื่อไม่ส่งกลับจึงเป็นเหตุให้มีการยึดสถานทูตสหรัฐยาวนานถึง 444 วัน ที่ทรัมป์บอกว่า ‘ถ้ามีการถูกโจมตีจะยิงไปที่ 52 แห่ง’ เท่ากับจำนวน 52 คนของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าโจรกรรมในช่วงนั้น แต่เมื่อเอาคนเหล่านี้กลับ ปรากฏว่าเครื่องบินตกทั้ง 2 ลำ คืออดีตเมื่อ 40 ปีที่แล้ว”

ศ.ดร.จรัญเล่าต่อว่า หลังจากนั้นสหรัฐและอีกหลายประเทศ รวม 62 ประเทศ ต้องการโค่นอิหร่าน ในช่วงนั้นผู้นำอิหร่านถูกระเบิดตายเป็นทิวแถว ทั้งนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี รวมทั้งผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนปัจจุบัน อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่แขนข้างหนึ่งของท่านใช้การไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ความเป็นปรปักษ์ หรือความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงอิหร่านจึงเกิดขึ้นโดยการรวมตัวกันทั้งสหรัฐและสหภาพโซเวียตในขณะนั้น รวมกับอีกหลาย 10 ประเทศ รุกอิหร่านทำสงครามอย่างหนัก

ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม

“ในตอนต้นคิดว่า อิหม่าม อยาตุลเลาะห์ โคมัยนี เอาไม่ไหว ด้วยสปิริตของการปฏิวัติที่เข้มแข็งมากสามารถยันไว้ได้ จนกระทั่ง ซัดดัม ฮุสเซน เรียกร้องให้มีการพลิกสงครามหลังผ่านไป 8 ปี มีผู้เสียชีวิตกว่า 1 ล้านคน มากกว่าสงครามครั้งใดๆ

เมื่อไม่สามารถเอาชนะอิหร่านได้ จึงรุกรานคูเวต โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่เดียวกันในสมัยออตโตมัน เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐตึงเครียด ในที่สุดสหรัฐตัดสินใจคว่ำบาตรอิหร่านมายาวนานกว่า 40 ปี คนอิหร่านอยู่ท่ามกลางความกดดันอย่างหนัก ไม่สามารถขายน้ำมันให้พันธมิตรของสหรัฐได้ เป็นปฐมบทของความไม่ลงรอยกัน” ศ.ดร.จรัญเล่า ก่อนจะเผยต่อว่า

ระยะหลังสหรัฐเป็นประเทศที่ปกป้องอิสราเอลมาตลอด เพราะอิทธิพลของชาวยิวในสหรัฐมีอยู่อย่างน้อยร้อยละ 30 เปอร์เซ็นต์ ในรัฐสภาและที่อื่นๆ แต่เมื่อ อิหม่าม อยาตุลเลาะห์ โคมัยนี มีอุดมการณ์สำคัญคือการปลดปล่อยปาเลสไตน์ ที่อิหร่านมองเป็นภาระยิ่งใหญ่ จึงเป็นชนวนเหตุให้สหรัฐ “อิสราเอล” และ “อิหร่าน” เป็นปรปักษ์ ทั้งอุดมการณ์และพันธมิตรที่เปลี่ยนไป

“อิหร่านหลังการปฏิวัติจึงมีอิทธิพลมาก แบ่งเป็น 2 ช่วง 10 ปีแรกของการปฏิวัติ เรียกว่า สถานะแรก 10 ปีหลังเรียกว่า สถานะที่ 2 เป็นสมัยของผู้ปกครองคนปัจจุบัน คือภาพกว้างที่ชี้ให้เห็นว่าอิหร่านอย่างน้อยไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายและเป็นประชาธิปไตยที่สุดในตะวันออกกลาง มีการเลือกตั้งนับแต่ 1979 จนถึงปัจจุบัน” ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางเผยอีกมุม

เมื่อลงลึกในส่วนความเชี่ยวชาญ ผู้รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังอิหร่านพามองต่อว่า “เรารู้ว่าอะไรคือเป้าหมายของอเมริกา แต่เอาเข้าจริงอิหร่านต้องการอะไร” แล้วอะไรคือเป้าหมาย หลังผ่านพ้นวิกฤตนี้ได้อิหร่านจะทำอะไรต่อจากนี้?

ตอบปมคาใจ สงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดจริงหรือไม่?

ศ.ดร.จรัญ วิเคราะห์จากพื้นฐานที่เห็นว่า สมัยแรกที่ไปประชุม อิหร่านเรียกสหรัฐว่า “มารร้ายตัวใหญ่” จะมีพรมสหรัฐเหยียบยาวไปถึงห้องประชุม ในช่วงนั้นเห็นความแตกร้าวของสองประเทศอย่างถึงขีดสุด นำไปสู่การมีพันธมิตรที่แตกต่างกัน อย่างหนึ่งที่อาจจะเป็นผลพวงคือ สงคราม 8 ปี ระหว่างอิรักและอิหร่าน จาก 1980 เป็นต้นมา ที่ทำให้อิหร่านรู้สึกว่าสหรัฐอยู่ข้าง ซัดดัม ฮุสเซน น่าสนใจว่าอิหร่านใช้อาวุธจากเกาหลีเหนือและจีนสู้กับ 62 ประเทศที่ยืนเคียงข้างซัดดัม ฮุสเซน

ด้านสหรัฐมีนโยบายมาหลายสมัย มีความมุ่งหมายโจมตีอิหร่านยังอยู่ในความประสงค์ แต่ยังไม่มีประธานาธิบดีคนใดทำ แต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ทำ เช่น ย้ายเมืองหลวง เยรูซาเลมของอิสราเอล หรือการมุ่งหมายสังหาร พล.ต.คัสเซม โซไลมานี หรือสิ่งที่หาเสียงไว้ก็พยายามทำ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ภาพจาก AFP)

“จะเห็นว่าคนที่เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับสหรัฐ เมื่ออุดมการณ์ตรงข้ามกับสหรัฐ ในที่สุดก็ถูกสังหาร เช่น อุซามะฮ์ บิน ลาดิน

แล้วอิหร่านจะทำอะไร ในความเป็นจริง อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกอิทธิพลของประเทศต่างๆ เข้าไปรุกราน เอารัดเอาเปรียบ ทั้งอังกฤษ รัสเซีย และอื่นๆ แต่ความต่างคือนักการศาสนาที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเป็นหัวหอกในการต่อสู้ ดูแลหมู่บ้าน และอื่นๆ” ศ.ดร.จรัญกล่าว พร้อมอธิบายต่อว่า

ในช่วงปีแรกเป็นการปฏิวัติส่งออกที่กระเทือนกับรัฐกษัตริย์ ด้วยความต้องการเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐแต่ไม่ประสบความสำเร็จ อีกอย่างที่อิหร่านต้องการคือ “โลกมุสลิม เป็นหนึ่งเดียว” หรืออย่างน้อยอิหร่านต้องการมีอิทธิพลในการดูแลชนฝ่ายเดียวกัน แต่เวลาเดียวกันอิหร่านก็มีอิทธิพลในการปลดปล่อยปาเลสไตน์ จึงมีบทบาทกับซุนหนี่ แต่เป้าหมายที่มีมาตลอดคือการปลดปล่อยปาเลสไตน์จากการยึดครอง จึงประกาศให้วันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน เป็นวันปลดปล่อย

ส่วนเหตุที่การสังหาร พล.ต.คัสเซม โซไลมานี ส่งผลสะเทือนอย่างมากนั้น ศ.ดร.จรัญอธิบายว่า เป็นเพราะสุไลมานีมาจากครอบครัวยากจน ใฝ่ฝัน แสวงหาการศึกษา เริ่มเป็นทหารตั้งแต่ยังอายุน้อย ช่วยการรบในสงคราม 8 ปี และเติบโตมาเรื่อยๆ และที่สำคัญคือ สุไลมานีใกล้ชิดกับผู้นำคนสำคัญในปัจจุบัน

นอกจากนี้ อีกสาเหตุจากบทวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์อินเดียคือ 1.กรณีที่ทรัมป์กำลังจะถูกเข้ายึด เพื่อสร้างความรู้สึกรักชาติของคนสหรัฐ และ 2.มีความพยายามที่ เจ้าชายมูฮัมหมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย รู้สึกอยากคุยกับอิหร่าน เหมือนโดนัลด์ ทรัมป์ อยากคุยกับอิหร่านหลังจากสังหารสุไลมานี และอีกประการคือ เห็นการรวมกลุ่มของพันธมิตรใหม่ ระหว่างรัสเซีย อิหร่าน และจีน

“ที่น่าสนใจคือมีการประชุมของรัฐสภาเรียกร้องให้กองกำลังต่างชาติออกจากอิรัก ซึ่งสหรัฐบอกว่าออกได้แต่ต้องคืนค่าใช้จ่ายให้ อารมณ์ของอเมริกันเป็นแบบนี้ เป็นคนที่อยากอยู่ในสงครามมากกว่าจะชนะสงคราม

คัสเซม โซไลมานี ในทรรศนะของชาวอิหร่านเป็นคนที่มีความสำคัญ การแสดงความไว้อาลัย คนมืดฟ้ามัวดิน ความรู้สึกที่มีต่อผู้นำของเขายิ่งใหญ่มาก ผู้นำของเขาจะรวมตัวกันและพูดเสมอว่า ท่านผู้นำของเรา หรือ “Down with America” มีอยู่ตลอดเวลา และอาจมองได้ว่า ความตายของคัสเซม โซไลมานี ใกล้เคียงกับ อิหม่าม อยาตุลเลาะห์ โคมัยนี

ทั้งนี้ สิ่งที่ตอบโต้โดยอิหร่าน คือทางสหรัฐยอมรับว่ามีการกระซิบจากหน่วยข่าวกรองแล้วว่าไม่ได้ต้องการมุ่งเป้าให้มีการสังหาร เพียงโจมตีเป็นสัญลักษณ์ ที่สำคัญคือทั้งสองฝั่ง ‘ไม่ต้องการให้มีสงคราม’ แสดงให้เห็นว่าทุกครั้งที่ว่าจะเกิดเหตุการณ์โลกครั้งที่ 3 ไม่จริง

แต่ก็เป็นไปได้ที่เหตุการณ์จะดูอ่อนลง ประการสำคัญคืออิรักไม่ต้องการให้อิรักเป็นพื้นที่สงครามอีกต่อไป แต่หลังจากนี้เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร หากเป็นสงครามผ่านตัวแทนของอิหร่านหรืออิหร่านเองก็อาจเป็นสงครามยืดเยื้อและตอบโต้ แต่หากอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียกลับมาญาติดีกัน อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก็อาจมีหวัง” ศ.ดร.จรัญกล่าว

ก่อนจะพูดถึงกรณีที่เกี่ยวกับไทย คุณดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ที่บอกว่า สหรัฐบอกไทยน่าสนใจว่า สหรัฐบอกเช่นนั้นจริงๆ กับนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียและรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย ถึงการโจมตีคัสเซม โซไลมานี พร้อมเหตุผล หากจริงแสดงว่า “เป็นการบอกพันธมิตรแต่ไม่บอกคองเกรส” และ “แสดงว่าไทยสำคัญกว่าคองเกรส” เป็นมิตรที่มีอะไรต้องบอก หรืออาจเป็นไปได้ว่า “ไทยสนิทกับจีนมากขึ้น”

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร

ส่องสถานการณ์โลก ย้อนมองไทย

ในส่วนมุมมองของผู้คร่ำหวอดในกระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศในประเทศไทย และงานด้านความมั่นคง อย่าง รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ เผยถึงมุมมองตำแหน่งแห่งที่ของไทยในประเด็นนี้ จากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า

ความขัดแย้งยังไม่จบ อาจกำลังเริ่มต้นเข้าสู่สถานการณ์ใหม่ หรือวงจรใหม่ จากข้อน่าสังเกตคือ เหตุใดอิหร่านไม่ส่งกล่องดำให้ รวมถึงสัญญาณเรดาร์ของหลายประเทศที่ช่วงนั้นค่อนข้างเข้มข้น

โดยเหตุผลของอิหร่านมี 3 ข้อ คือ

1.บินใกล้เขตทหารมาก โดยเฉพาะหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองกำลังปฏิวัติอิสลาม

ภาพจาก Erfan KouchariTasnim News Agency via AP

2.เป็นอุบัติเหตุ ใช้คำว่า Human Errors

3.แต่ทั้งหมดจะไม่เกิดถ้าสหรัฐไม่โจมตีเขา

“กล่าวคือ ‘เป็นความผิดสหรัฐ’ แต่ที่น่าสงสัยคือ นับแต่มีการยิงขีปนาวุธเข้าไปในอิรัก เหตุใดอิหร่านไม่สั่งปิดน่านฟ้า เป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก และต้องหาคนรับผิดชอบ เพราะพื้นที่ทางการบินคือพื้นที่อันตรายที่สุด รัฐบาลและสภาความมั่นคงต้องสั่งปิดน่านฟ้า แต่อิหร่านไม่สั่งปิด เข้าใจว่าสถานการณ์ของโลกมีบางอย่างที่ไม่เป็นไปตามแผน ซึ่งต้องรอการสอบสวนต่อไป”

รศ.ดร.ปณิธาน ยังแสดงความเสียใจกับ สุลต่าน กอบูส บิน ซาอิด อัล ซาอิด แห่งโอมาน ที่สิ้นพระชนม์ ซึ่งไม่สามารถประเมินขนาดของผลกระทบได้ เพราะครองราชย์ถึง 50 ปี ยาวนานสุดในตะวันออกกลาง เป็นสุลต่านผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพ เป็นผู้ปล่อยตัวประกันชาวอเมริกันที่ถูกกล่าวหาว่าไปล้วงความลับอิหร่าน จบนายร้อยที่อังกฤษ มีความใกล้ชิดอังกฤษและอเมริกัน

“น่าจับตามองว่าภายใต้สถานการณ์ใหม่โดยปราศจากสุลต่านแห่งโอมานจะเป็นอย่างไร ทั้งสหรัฐ อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย และอีกหลายประเทศ เช่น จอร์แดน บาห์เรน ก็สนับสนุน ซึ่งเข้าใจว่าต้องการลดอิทธิพลของอิหร่าน เนื่องจากในบรรดากลุ่มสหรัฐและพันธมิตรมองว่าเป็นภัยคุกคาม และสนับสนุนการก่อการร้ายในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่มั่นใจว่าไทยคิดอย่างไร แต่เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2515 ชาวอิหร่านเข้ามาเมืองไทย พยายามสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ ที่เราเรียกกันว่า วาเลนไทน์ บอมบิง ที่ถนนสุขุมวิท ซอยปรีดี ซึ่งมี 3 คน เกิดอุบัติเหตุทำระเบิดใส่ตัวเองบาดเจ็บ โดนจับกุมดำเนินคดี เข้าใจว่าอยู่ในการควบคุมของเรา คนหนึ่งศาลตัดสินแล้วว่าจำคุกตลอดชีวิต อีกคน 15 ปี คนที่ 3 หนีไปมาเลเซีย ขณะนี้โดนจับกุมอยู่ในขั้นตอนส่งกลับมารับโทษ ซึ่งอิหร่านก็ให้ความร่วมมืออย่างดี หรืออีกเหตุการณ์ ทรักบอมบ์ มีการพยายามระเบิดสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ที่ชิดลม ด้วยระเบิด ขนาด 1,000 กิโลกรัม ซึ่งในวงการต่างประเทศเชื่อว่ากลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังคือกลุ่ม ฮิซบอลเลาะห์ เป็นความเชื่อของอิสราเอล และพันธมิตรอย่างสหรัฐ ว่ากลุ่มที่เข้ามาปฏิบัติการในไทยคือกองกำลังซึ่งใกล้ชิดกับอิหร่าน

“เป็นเป้าหมายที่ไม่เปลี่ยนและอาจไม่เปลี่ยนอีกหลายปี แต่มีโอกาสปรับความเข้าใจ ต้องหาช่องทางให้ทั้งสองประเทศปรับทัศนคติ ลดการเผชิญหน้าลง ซึ่งขณะนี้ยังทำไม่ค่อยได้

หลายคนบอกว่าอย่าไปคิดมาก แก้ปัญหาในประเทศให้หมดก่อน ทั้งที่ความจริงต้องแก้ไปพร้อมๆ กัน จะรออย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ เพราะคือวงจรใหม่

หรืออีกเหตุผลคือ ทางสหรัฐเชื่อว่ามีภัยคุกคามเฉพาะหน้าที่จำเป็นต้องโจมตีรถยนต์โดยสารของบรรดาผู้นำทางทหารของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า พล.ต.คัสเซม โซไลมานี เป็นวีรบุรุษก่อนเสียชีวิตด้วยซ้ำ ขณะนี้เป็นสัญลักษณ์ไปแล้ว ซึ่งการโจมตีทางสัญลักษณ์ก็อาจเกี่ยวกับการลดอิทธิพลในภาพรวม” รศ.ดร.ปณิธานเผย

ก่อนจะกล่าวต่อว่า รมว.การต่างประเทศ พูดกับสื่อหลายสำนักก็ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นภัยคุกคามเฉพาะหน้าเร่งด่วนที่ต้องตัดตอนถึงขั้นลงมือโจมตีหรือไม่ ซึ่งคำพูดเหล่านี้จะบอกว่าเราอยู่ฝ่ายไหน ถ้าฝ่ายต่อต้านสหรัฐก็บอก สังหาร ถ้าฝ่ายสนับสนุนสหรัฐก็บอก ป้องกันตัวเอง คือเหตุผลที่ 2 ที่ต้องการตัดตอนไม่ให้เกิดขึ้นอีก

“นอกจากนี้ อีกประการที่เรามักไม่ค่อยรู้ อย่าง ปัจจัยภายในสหรัฐ ทุกครั้งที่มีการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้น จะมีเรื่องต่างประเทศเข้ามา ตั้งแต่ครั้งสงครามเวียดนาม มีการโจมตีกัน ซึ่งทุกครั้งหุ้นบริษัทขายอาวุธขึ้น และเมื่อสังเกตจะเห็นว่าสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีทุกครั้งไม่เหมือนเดิม ส่งสัญญาณพร้อมเผชิญหน้าทุกรูปแบบ ทั้งฝ่ายตรงข้ามในประเทศ นอกประเทศ หญิง-ชาย ประธานาธิบดีเปิดศึกทุกรูปแบบตั้งแต่เช้า ตี 3 ทวีตเปิดศึกร่ายยาวทั้งวัน ซึ่งคนอเมริกันชอบมาก นี่คือแนวคิดอเมริกันเป็นใหญ่”

“การโจมตีทำให้เกิดสถานการณ์ที่เหลือเชื่อในตะวันออกกลาง ทุกประเทศคงคิดอย่างจริงจังแล้วว่าจะติดอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ ในระยะสั้น การโจมตีทางทหารจะเกิดขึ้น และอเมริกันอาจสวนกลับ ต้องเฝ้าระวังกันไป ระยะกลาง การก่อการร้ายในรูปแบบเก่าและใหม่จะเกิดขึ้น ซึ่งอาจรุนแรงขึ้น คราวนี้หากจะยึดเครื่องบินโดยสารและชนตึกอาจมีการไลฟ์สด หรืออาจสังหารตัวประกันระดับสูงให้เห็น แบบที่ ‘ไอซิส’ ทำผสมกันไป และอาจเกิดสถานการณ์ใหม่ที่เราต้องเตรียมตัว” รศ.ดร.ปณิธานทิ้งท้ายในรอบแรก

“ไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกคนคิดไว้แล้ว แต่จะทำอย่างไรหากเกิดขึ้นจริง” คือโจทย์ใหญ่ในเวลานี้

ภาพจาก Erfan KouchariTasnim News Agency via AP

ท่าทีต่างชาติ ทางออกไทย
ผ่านข้อเสนอ’ยามนี้ของอาเซียน’

มาถึงด้านตำแหน่งแห่งที่ของประเทศไทยในเรื่องความขัดแย้งของสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ที่ต้องรับรู้ว่าเราควรอยู่ตรงไหน และมีอะไรที่ควรคำนึงถึง ไปจนถึงจะรับมืออย่างไรในแง่การดำเนินนโยบายต่างประเทศ ต่ออิหร่านและตะวันออกกลาง ซึ่งไม่รวมเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการทำมาค้าขาย

รศ.ดร.ปณิธาน เล่าถึง ท่าทีนานาชาติอย่างที่เป็นทางการ ก่อนว่า ส่วนใหญ่มีจุดยืน “เป็นกลาง” ซึ่งเข้าใจได้ ไม่มีใครอยากเลือกข้าง ส่วนใหญ่เรียกร้องให้ยุติวงจรความรุนแรง โดยแนะว่า อาเซียนควรเอาแบบอย่างสหภาพยุโรป หรือ อียู (EU) ซึ่งค่อนข้างซับซ้อนและส่วนตัวมองว่าดี ทั้งนี้ ท่าทีภาพรวมถือว่าเป็นกลาง เรียกร้องให้ทุกประเทศลดความตึงเครียด แสดงความห่วงใย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ก็เกาะท่าทีนี้ ทว่า อินเดียน่าสนใจและอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีท่าทีเฉพาะของอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ทั้งที่เป็นกลางและไม่เป็นกลาง

มีท่าทีที่ไม่ได้ประกาศ แต่มีการส่งกองกำลังเข้าไป เช่น อังกฤษ ซึ่งเป็นการส่งคนไปเพื่อคุ้มกันผลประโยชน์

ประการต่อมา ท่าที่ต่อสหรัฐ ซึ่งมี 3-4 จุดยืนคือ 1.ประณาม ซึ่งน้อยมากอย่างผิดสังเกต มีรัสเซียออกมา ซึ่งผิดคาดว่าจีนจะอยู่ตรงนี้แต่ไม่อยู่ 2.ตำหนิว่าทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ 3.กลุ่มที่แสดงออกและดำเนินการอย่าง “อิรัก” รัฐสภาลงมติผลักดันกองกำลังต่างชาติรวมทั้งสหรัฐเพื่อลดทอนแรงกดดัน 4.สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐพยายามใช้ พ.ร.บ.เพื่อควบคุมอำนาจของประธานาธิบดีในการประกาศสงครามขั้นต่อไปกับอิหร่าน ซึ่งต้องผ่านการลงมติก่อน

ประการที่ 3 ท่าทีสนับสนุน เช่น “อิสราเอล” ที่นายกรัฐมนตรีประกาศและให้สัมภาษณ์ชื่นชมสหรัฐว่าเป็นมิตรประเทศที่ดีที่สุด รวมทั้งอีกประเทศที่ออกมาขยับอย่าง “แคนาดา” น่าสนใจว่าตอนแรกแสดงความกังวลเพียงอย่างเดียว แต่ตอนนี้เดินหน้าเรียกร้องให้อิหร่านรับผิดชอบ เป็นไฟต์บังคับให้แคนาดาขยับเข้าใกล้สหรัฐกับอิสราเอลมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวไม่รู้ว่าแคนาดาจะเดินอย่างไรเพราะค่อนข้างซับซ้อน แต่กลุ่มนี้สนับสนุนสหรัฐและพยายามช่วยแก้สถานการณ์

และกลุ่มที่ 4 ฝรั่งเศส ดำเนินการเชิงรุก ร่วมมือกับเยอรมัน อังกฤษ โดยอังกฤษเพิ่มกำลังทหาร ฝรั่งเศสหารือประธานาธิบดีอิรัก เดินหน้าหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ

“ที่น่าสนใจ คือเกาหลีเหนือตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องนี้ อินเดียลำบากที่สุดและอาจเป็นตัวชี้วัด เพราะเป็นพันธมิตรที่สำคัญสุดกับสหรัฐในแง่การคานกับจีน ซึ่งไม่อยากให้สองประเทศทะเลาะกันเพราะผลประโยชน์อยู่กับทั้ง 2 ประเทศ จึงยังไม่ประกาศท่าทีใดๆ ส่วนบางประเทศเพื่อนบ้าน สิงคโปร์ บูรไน และอีกหลายประเทศ ค้าขายเก่งจึงไม่มีท่าทีและยังนิ่ง ซึ่งการนิ่งนั้นทำให้เขาได้ประโยชน์” คือ 4 ประเด็นที่ต้องศึกษาให้ดี ตามที่ รศ.ดร.ปณิธานชี้แนะ

ชี้ทางเดินไทย สำคัญคือ ‘ท่าที’
แนะ ‘อียู’ คือแบบอย่าง

จากพื้นฐานของเหตุผล และผลประโยชน์แห่งชาติ รศ.ดร.ปณิธาน บอกว่า จะต้องคิด 3 เรื่องคือ

เราต้องการอะไร?

“ถ้า 1.ไม่ต้องการอะไร ก็ไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆ อยู่นิ่งไม่ได้มากไม่เสียมาก ไม่ต้องแถลงก็ได้ ปิดปากแน่น ‘โพสิชั่น คือโนโพสิชั่น’ ไม่เป็นทางการก็ทำไป เดี๋ยวนักข่าวภาคประชาชนตรวจสอบเอง”

2.เราต้องการเลือกข้าง ต้องการใช้โอกาสประกาศให้ชัดเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติบางอย่างหากเชื่อว่าได้มากกว่าเสีย และพร้อมรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

“อิสราเอลพร้อมมาก หึกเหิมทันที จะเดินหน้า เพราะคิดว่าได้ประโยชน์ ที่ผ่านมาสูญเสียมามาก พ่ายแพ้ในการต่อสู้ ครั้งนี้จึงเป็นการกู้หน้า กู้สถานการณ์ของเขา เป็นจุดหักเหสำคัญของอิสราเอล”

หรือ 3.ไม่ต้องการเลือกข้าง แต่ต้องการได้ประโยชน์อย่างมาก

“ซึ่งไทยน่าจะอยู่กรอบนี้ อยากได้กำไรมากจากการลงทุนน้อย ถ้าใช่ ยากที่สุด ในสถานการณ์นี้ อันตรายที่สุด ต้องคำนวณให้ดีว่าผลทางเศรษฐกิจคืออะไร” รศ.ดร.ปณิธานกล่าว

“ตะวันออกกลางสดใส จีนประกาศไม่ส่งกองกำลัง แต่ส่งพ่อค้าเข้าไปขายของทุกแห่งที่รบ จีนจะครองโลกเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะชวนไทยไปด้วย เป็นโอกาสที่ต้องมอง รวมถึงผลทางด้านความมั่นคง”

ทั้งนี้ รศ.ดร.ปณิธาน มองว่า หากจะใช้โอกาสนี้เดินไปข้างหน้าต้องมีท่าทีที่ต่างจากเดิม การนิ่งเงียบ รอเวลา ตัดสินใจเป็นคนสุดท้าย แบบคลุมเครือ อาจไม่ได้ประโยชน์ในโลกยุคปัจจุบัน

“ในโลกปัจจุบันอาจต้องมีท่าที เริ่มที่ ความเข้มเข็งของอาเซียน เพื่อเป็นพาหนะให้กับเรา เพราะอาเซียนถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กลางตั้งแต่แรก ซึ่งต้อนนี้มีฐานเศรษฐกิจที่ใหญ่ วงจรการพูดคุยเรื่องความมั่นคงเกือบ 30 ประเทศ เศรษฐกิจเกือบทั้งระบบมีพลังมหาศาล เวียดนาม อินเดีย ไทย คล้ายกัน ไม่ต้องการให้เกิดสงคราม ต้องการค้าขายให้เศรษฐกิจเดินหน้า แม้มาเลเซียเดินหน้ามากกว่านี้ไม่ได้แต่ถ้าหลายประเทศเดินเขาก็ต้องเดิน ทุกคนบอกว่าประเทศไทยกับ ‘อาเซียน’ มาด้วยกันตั้งแต่แรก เราสามารถสร้างพื้นที่กลางได้ ต้องอาศัยการตัดสินใจและความรอบคอบ ซึ่งทุนเดิมและศักยภาพมี สิงคโปร์คงไม่ยุ่งแต่คงไม่ค้านหากอาเซียนจะใช้กลไกเหล่านี้ในการเดินหน้าเรียกร้องให้ทุกคนสงบ ยุติ ซึ่งไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้น อเมริกาอ้างได้ว่า ‘อาเซียนเรียกร้อง’ อาเซียนก็อ้างได้ว่า ‘นี่เป็นผลงาน’ แต่ขณะนี้หน้าต่างเหล่านั้นเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อรบแล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป เป็นการสร้างเวที กระแส นโยบาย ท่าทีในช่วงสำคัญ ก่อนจะมีแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”

“ท่าทีสำคัญที่สุดเป็นบทบาทเชิงสัญลักษณ์ว่าอาเซียนไม่ได้อยู่ข้างใครทั้งนั้น ไม่ได้อยู่ในกลไกการแย่งชิงอำนาจทุกประเทศ ให้อาเซียนมีจุดยืนใหม่ ด้วยการดูแลเพื่อนบ้านสมาชิก อย่างที่อียูเป็นกลาง ลดราวาศอกและมาคุยกันในเวที เป็นโอกาสที่หายาก ควรเป็นจุดยืนอย่างเป็นทางการของไทยในสถานการณ์เช่นนี้” รศ.ดร.ปณิธานกล่าวทิ้งท้าย

บรรยากาศงานเสวนา
บทความก่อนหน้านี้รัฐบาลให้ปชส.สถานการณ์น้ำฤดูแล้ง แจงทันทีถ้าพบคลาดเคลื่อน
บทความถัดไปสารคดีเสียงจากแผ่นดิน#6 EP.11 ตอน : ผักอินทรีย์บ้านดอนศาลเจ้าพืชเสริมแต่สร้างรายได้หลัก