ถกกันมาเนิ่นนานไม่แพ้แง่มุมอื่นใด สำหรับประเด็น “สิทธิสตรี” ที่เคยจัดเวทีคุยเข้มข้นตั้งแต่ก่อนรัฐธรรมนูญ 60 จะคลอดออกมาท่ามกลางความกังขาของสังคมไทย กระทั่งกลายเป็นวาระยิ่งใหญ่ในการกระทุ้งให้แก้ไขกันในวันนี้
“เราไม่ได้เรียกร้องหยุมหยิม เราคำนึงถึงความแตกต่างของสรีระร่างกาย ถ้าทำได้ จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย” คือคำกล่าวของ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายกสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย บนเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “บทบาทของผู้หญิงกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่” จากเครือข่ายองค์กรสตรีภาคประชาสังคม ที่อาคารรัฐสภา 2 เมื่อปี 2559 หลังกล่าวลงลึกในรายละเอียดแม้กระทั่ง “จำนวนห้องน้ำ”
ตัดฉากมาในสถานการณ์ล่าสุดที่มีการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ แน่นอนว่า สิทธิสตรีก็เป็นอีกแง่มุมที่ไม่อาจมองข้าม
ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ของวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา ห้องยูงทอง 2 สมาคมธรรมศาสตร์ ซอยงามดูพลี สถาบันปรีดี พนมยงค์ มากมายด้วยผู้คนที่สนใจในประเด็นดังกล่าว รอคอยการเปิดเวที “เสวนา สิทธิมนุษยชน-สิทธิสตรี ในรัฐธรรมนูญและสถานการณ์ปัจจุบัน ในวาระ 108 ปี ชาตกาล ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์” โดยมีนักวิชาการจากหลายแวดวงเข้าร่วม
ในขณะเดียวกัน ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (WeMove) และองค์กรเครือข่าย ก็ออกแถลงการณ์ 8 ข้อ ผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญให้ “เป็นธรรมทุกเพศสภาพ”
นับเป็นเหตุการณ์บ่งชี้ถึงภาคส่วนต่างๆ ที่มีต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 ในประเด็นอันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องสิทธิทางเพศที่ผนึกกำลังอย่างแข็งขัน

หญิงไทยกว่า 5 ล้าน ‘ทำงานฟรี’
กฎหมายเพียงกระดาษ ชีวิตจริงขาด ‘เสมอภาค’
เริ่มที่ ดร.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ที่ย้อนเล่าเข้าธีมวาระ 108 ชาตกาล ท่านผู้หญิงพูนศุข โดยระบุถึง “หลัก 6 ประการ” ของคณะราษฎร ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญของสิทธิมนุษยชน นั่นก็คือเรามีสิทธิที่จะมีทั้งเอกราช ความปลอดภัย เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ
“จริงๆ แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย ก็ระบุไว้ว่า ผู้หญิงมีสิทธิที่จะลงคะแนนเลือกตั้งและลงเลือกตั้ง ถือได้ว่าเป็นความก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นในยุโรปก่อนหน้านั้น แต่เวลาที่กล่าวถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็จะนึกถึงปฏิญญาสากล ที่คนชอบอ้างว่าเป็นเรื่องฝรั่ง ทำไมต้องทำตามเขา ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่พึงมี”
จากนั้นมาถึงความเป็นไปในชีวิตจริงที่ว่า แม้ในประเทศไทยมีกฎหมายเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ก็ยังมีการเลือกปฏิบัติทางกฎหมาย สิทธิหลายอย่างยังมีปัญหา เช่น สิทธิทางการเมือง ที่การจัดการปัญหาต่างๆ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมายังมีปัญหาอยู่ หรือการใช้บัตรเดียวเลือกทั้ง 2 ระบบ ขณะที่ สิทธิพลเมืองเป็นปัญหามาก เพราะพลเมืองไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้ เพราะมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำหนดอยู่
“ที่จำเป็นต้องแก้ไข ในเรื่องของสิทธิสตรีนั้น ต้องยอมรับสังคมไทยมีความคิดแบบชายเป็นใหญ่ แม้ว่าจะมีการเขียนสิทธิไว้ตามกฎหมาย แต่ที่จริงแล้ว ก็ยังไม่มีความเสมอภาคทางสังคม เช่น เรื่องค่าแรง ที่ข้อมูลจากทั่วโลก พบว่าผู้หญิงและเด็กกว่า ทำงานฟรีกว่า 12,500 ชั่วโมงทั่วโลก คิดเป็นมูลค่า 324 ล้านล้านบาท ขณะที่ผู้หญิงไทยมีผู้หญิงที่ทำงานโดยไม่ได้รับค่าแรงประมาณ 5,280,000 กว่าคน และยังมีความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นตลอด”

เพิ่มโควต้า ‘ส.ส.หญิง’ ย้อน รธน. 3 ฉบับ
มีเขียน แต่ไม่ค่อยมีใช้
มาถึงอีกประเด็นที่แม้ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง แต่ก็ยังต้องฟังซ้ำอย่างไม่รู้เบื่อ เพราะเป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ นั่นคือ ความคิดเรื่อง “ชายเป็นใหญ่” ที่ไม่ใช่เพียงสังคมไทย หากแต่รวมถึงในรัฐสภา
ดร.ลัดดาวัลย์มองว่า จากข้อมูลต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แม้จะพูดว่าไม่มีปัญหาเรื่องความเสมอภาคของสตรี แต่จริงๆ แล้วก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นตลอด นั่นก็เพราะความคิดเรื่องชายเป็นใหญ่ รวมไปถึงในรัฐสภา และผู้ออกนโยบายสาธารณะที่ไม่มีผู้หญิงเข้าไปร่วมร่างกฎหมาย
“ข้อมูลการศึกษาระบุไว้ว่า หากผู้หญิงเป็นผู้ร่างกฎหมาย จะช่วยส่งผลต่อนโยบายภาคสังคมอย่างมีนัยยะสำคัญ ช่วยลดความขัดแย้งและลดปัญหาคอร์รัปชั่น จึงเสนอให้มีการเพิ่มโควต้าผู้หญิงในแวดวงการเมือง เพื่อช่วยให้ผู้หญิงมีโอกาสได้เข้าถึงระบบมากขึ้น เนื่องจากผู้ชายมีประสบการณ์ในด้านการเมืองมากกว่าผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มต้นในแวดวงการเมือง เพราะแม้รอบที่ผ่านมาจะมีจำนวน ส.ส.หญิงมาก แต่ก็ยังน้อยกว่าระดับที่ควรจะเป็น” ดร.ลัดดาวัลย์กล่าว
ขณะที่ ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เสริมข้อมูลจากรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ตั้งแต่ 40 50 และ 60 ว่ามีการระบุถึงสิทธิของคนไทยและ “ความเท่าเทียมทางเพศ” ในหลายต่อหลายหมวด ทว่า ในทางปฏิบัติกลับไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างที่ควรจะเป็น
“ในรัฐธรรมนูญปี 40 50 และ 60 มีการพูดถึงสิทธิของคนไทยและความเท่าเทียมทางเพศในหลายหมวด เช่น ชายและหญิงต้องเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเพศ อายุ สถานภาพใดก็ตาม มีการระบุให้จัดสรรงบประมาณตอบสนองต่อความต้องการต่อความหลากหลายทางเพศ ที่บ่งบอกความเท่าเทียม และให้พรรคการเมืองสร้างสมดุลในการส่งผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์และแบบเขต ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่ได้ถูกบังคับใช้เท่าไหร่” ดร.เอกพันธุ์ระบุ

8 ข้อจาก ‘วีมูฟ’ แก้ รธน. ‘เป็นธรรมทุกเพศสภาพ’
ในวันเดียวกัน ที่ สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (WeMove) และองค์กรเครือข่าย ก็ออกแอ๊กชั่นด้วยการตั้งโต๊ะแถลงยืนยันว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีประเด็นในเชิงหลักการและสาระสำคัญหลายประการที่สร้างปัญหาและส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยส่วนรวม ผู้หญิง และเพศหลากหลายอย่างมาก ทั้งที่ตลอดช่วงของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว วีมูฟ และองค์กรเครือข่ายได้เสนอหลายประเด็นต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้รับการยอมรับที่จะบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ 2560
พูดง่ายๆ ว่า ถูกเมิน
เท่านั้นไม่พอ วีมูฟยังบอกว่า บรรยากาศระหว่างการร่าง ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ขาดเสรีภาพในการแสดงความเห็นอย่างเพียงพอและกว้างขวาง ซ้ำร้าย ยังบัญญัติเรื่องใหม่ๆ ที่ขัดแย้งต่อหลักการประชาธิปไตย จึงทำให้เกิดปัญหานานัปการตั้งแต่ประกาศใช้จนถึงปัจจุบัน
เนื้อหาในแถลงการณ์ของวีมูฟและองค์กรเครือข่าย เริ่มต้นด้วยการชี้แนะให้ศึกษาวิเคราะห์รัฐธรรมนูญ 2560 ว่ามีข้อเด่น ข้อด้อยอะไร และในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระนี้ควรมีกระบวนการอย่างไรในแบบที่ผู้หญิงและทุกเพศสภาพต้องการ
ส่วนข้อเสนอเชิงหลักการ ที่ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทยห่วงกังวลและต้องการผลักดันเป็นพิเศษ ทั้งหมด 8 ข้อ ประกอบด้วย
1.ต้องประกันและบัญญัติเรื่อง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ สิทธิชุมชน ความเสมอภาค และความเสมอภาคระหว่างเพศ อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม
2.วีมูฟ ยืนยันหลักความเสมอภาคระหว่างเพศ โดยใช้มาตรการพิเศษเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางโอกาส เช่น การจัดให้มีสัดส่วนของหญิง-ชาย (Gender Quota) โดยให้มีเพศใดเพศหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามในองค์กรตัดสินใจทุกระดับ รวมทั้งในการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว.และกรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งขอยืนยันการทำนโยบายและงบประมาณของรัฐทุกหน่วยงานที่ต้องคำนึงถึงเพศสภาพ วัย และสภาพของบุคคล (Gender Responsive Budgeting-GRB) ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 71 วรรค 4
3.ผู้หญิงและเพศหลากหลายต้องเข้าถึงและได้รับการคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรม ปกป้องคุ้มครองนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน และพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ต้องมีสันติภาพและปลอดภัยสำหรับผู้หญิง เด็ก และผู้บริสุทธิ์ทุกศาสนา
4.เพิ่มกลไกและประสิทธิภาพของภาคประชาชนในการตรวจสอบนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และองค์กรอิสระ
5.ส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และให้หลักการข้อเสนอกฎหมาย เอื้ออำนวยต่อประชาชนมากกว่าปัจจุบัน
6.ยืนยันการจัดสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า โดยเฉพาะเด็กเล็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ และสุขภาพ
7.เพิ่มอำนาจการตัดสินใจของผู้หญิงในการจัดการฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
8.ให้บัญญัติสิทธิแรงงานในหมวดสิทธิเสรีภาพ “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับหลักประกันด้านความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน สิทธิด้านหลักประกันในการดำรงชีพทั้งระหว่างการทำงาน และเมื่อพ้นภาวะการทำงาน มีระบบแรงงานสัมพันธ์ และระบบไตรภาคีที่ผู้ทำงานมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน รวมทั้งระบบประกันสังคมที่เป็นอิสระ” และรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87, 98, 183 และ 190

สำหรับข้อเสนอต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย 1.ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ประกอบด้วยประชาชนทุกเพศสภาพและทุกภาคส่วน คล้ายคลึงกับสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 2.มีกลไกรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวางตลอดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญทุกขั้นตอน นับตั้งแต่ก่อนร่างรัฐธรรมนูญ ระหว่างร่างรัฐธรรมนูญ และหลังจากร่างเสร็จแล้ว และ 3.ให้ทำประชามติ โดยต้องเผยแพร่อย่างทั่วถึง และให้ประชาชนมีเวลาศึกษาร่างรัฐธรรมนูญ
เหล่านี้คือความคิด ความเห็น และความเคลื่อนไหวในภาคประชาชนต่อสิทธิที่ผู้หญิงและทุกเพศสภาพพึงมี โดยวาดหวังให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกแก้ไขในทิศทางที่ควรจะเป็นดังเช่นที่เคยหวัง แต่พลาดหวังมาแล้วก่อนหน้า
108 ปี พูนศุข พนมยงค์
สิทธิสตรี สิทธิพื้นฐาน 2475

ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยาคู่ชีวิต ปรีดี พนมยงค์ บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีวาระครบรอบ 108 ปี ชาตกาลในพุทธศักราช 2563
ดร.จริย์วัฒน์ สันตะบุตร อดีตเอกอัครราชทูต กล่าวในโอกาสนี้ว่า ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ นับเป็นบุคคลตัวอย่างที่อาจจะไม่เคยได้คิดเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือสิทธิสตรี ทว่า เป็นแบบอย่างในเรื่องสิทธิมนุษยชนได้อย่างดี คือการทำหรืออยากให้คนอื่นได้รับสิทธิ โดยไม่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น
“อ.ปรีดี และท่านผู้หญิงพูนศุข นับได้ว่าเป็นผู้มีสิทธิมนุษยชนในหัวใจ เห็นได้จากหลัก 6 ประการของคณะราษฎร
ที่ผ่านมาท่านต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสิ่งต่างๆ ที่เป็นสิทธิของประชาชน ท่านผู้หญิงพูนศุข ไม่เคยขัดสิ่งที่ อ.ปรีดีทำ และยังสนับสนุน หลายครั้งไม่อาจทำในสิ่งที่อยากทำได้ เพราะต้องดูแลครอบครัว เป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูก เหมือนกับผู้หญิงไทยหลายคน”
ด้าน ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า แนวความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิสตรีนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครองตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา ที่มีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ถือได้ว่า
เราก้าวหน้ามาตั้งแต่ 80 กว่าปีก่อน แต่ปัจจุบันกลับเดินถอยหลัง
“สังเกตได้ว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับหลังการรัฐประหารนั้น ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ถูกบรรจุไว้ ไม่เป็นไปตามที่ควร และมักถูกตั้งคำถาม เพราะเขียนออกมาแบบ มาตรฐานไทยๆ แต่คำถามคือ “ไทยๆ” นี้ เป็นส่วนน้อยหรือส่วนมาก เพราะไทยๆ ก็ควรจะเป็นประชาชนคนไทยที่เป็นเจ้าของประเทศนี้ การจะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยนี้ ต้องสร้างจิตวิญญาณประชาชาติ ต้องให้ความสำคัญในการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ผ่านการแก้ไข รณรงค์ให้ความรู้ประชาชน
ในด้านสิทธิมนุษยชนนี้ เรายังมีเรื่องที่ต้องตั้งคำถามอีกมาก เช่น เรามีสิทธิที่จะได้อากาศบริสุทธิ์ในการหายใจ และรัฐมีหน้าที่ต้องดูแลเรา หรือการใช้ข้อมูลโทรศัพท์ ที่รัฐมีสิทธิจะเก็บข้อมูลบิ๊กดาต้าของเราหรือไม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 60 นี้ ยังต้องแก้ไขอีกหลายมิติ โดยเฉพาะสิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรี”

