ปี พ.ศ. 2559 ดูเหมือนจะมีข่าวคราวการจัดกิจกรรมรำลึกนักคิด นักเขียน ปัญญาชน และนักปฏิวัติของสยามประเทศไทย คนนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
นั่นเป็นเพราะว่า เป็นปีที่ 50 ครบรอบการจากไปของเขา
ชายผู้สร้างสรรค์ผลงานให้กับสังคมไทยผ่านการปฏิบัติ และหนังสือที่เขาเขียนไว้มากมายในช่วงระยะเวลาอันแสนสั้นของชีวิต ที่ไม่ถึง 36 ปีเต็ม
จิตร ภูมิศักดิ์ คือชายที่กำลังพูดถึง
นี่คือคนที่นักวิชาการผู้ศึกษาค้นคว้าผลงานและชีวิตของเขาบอกว่า “ตายแล้วเกิดใหม่” (หลายครั้ง)
ปีนี้อาจเป็นอีกคราวครั้งหนึ่งที่เราจะได้เห็นจิตร “เกิดใหม่”
เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีการจากไป งานเขียนของเขาจะไม่มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปจัดพิมพ์ก็ได้ ซึ่งนั่นจะทำให้ผู้คนหางานของจิตรมาศึกษาได้ง่ายยิ่งขึ้น
“จิตร (จะ) ยังมีชีวิตอยู่”
จาก”หนองกุง”ถึง”เสียมเรียบ” ตามรอยไกด์นำทัวร์”เขมร”
ตรงกับวันครบรอบการจากไป 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา…
มีโอกาสได้ร่วมเดินทางตามรอยจิตร ไปกับ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ประธานมูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์ เพื่อไปเยือน “อนุสรณ์สถาน จิตร ภูมิศักดิ์” ณ บ้านหนองกุง อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นบริเวณที่เขาเสียชีวิต
เสร็จจากการรำลึกที่บ้านหนองกุง คณะของเราเดินทางล่องใต้ ผ่านด่านชายแดนช่องจอม ต.คำบ่อ จ.สุรินทร์ จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ดินแดนที่เนืองแน่นไปด้วยปราสาทหินในวัฒนธรรมขอม

เสียมเรียบ เป็นเมืองที่จิตรเคยมาใช้ชีวิตเป็นไกด์นำเที่ยวให้กับบริษัทบางกอกทัวร์ ในช่วงที่เขาถูกพักการเรียนหลังกรณีโยนบก
ผลงานที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งชิ้นหนึ่งของจิตรเกิดขึ้นในช่วงนี้
นั่นคือหนังสือที่มีชื่อว่า “ตำนานแห่งนครวัด” ประวัติศาสตร์สนทนาเขียน อ่าน ง่ายแบบนิยาย ฉายให้เห็นทั้งประวัติศาสตร์ผู้คน ประวัติศาสตร์สังคม และประวัติศาสตร์ศิลปะ
คือบทสนทนาที่ไม่รู้จบ ซึ่งดำรงอยู่คู่สังคมไทยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
ดังที่ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ซึ่งเป็นหนึ่งในวิทยากรทริปนี้ด้วย บอกว่า หนังสือ “ประวัติศาสตร์สนทนาตำนานแห่งนครวัด” หรือที่เรียกชื่อกันอย่างสั้นๆ ว่า “ตำนานแห่งนครวัด” ของจิตร ภูมิศักดิ์ เขียนขึ้นก่อนปี พ.ศ.2501 หรือก่อนที่จะติดคุกในยุครัฐทหารจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ธำรงศักดิ์บอกว่า ในยุคทศวรรษ 2490 ที่จิตรกำลังเรียนปริญญาตรีอยู่ในจุฬาฯ กล่าวได้ว่าเป็นทศวรรษที่งานศึกษาเกี่ยวกับยุคสมัยพระนครของกัมพูชากำลังเฟื่องฟู งานเขียนที่ทรงพลังในการอธิบายพัฒนาการของอังกอร์ (Angkor) หรือพระนครหลวง ของปราชญ์ที่อ่านจารึกเขมรมากว่า 40 ปี คือยอร์ช เซเดย์ ได้พิมพ์ออกมาในภาษาฝรั่งเศส (ปี พ.ศ.2529 แปลเป็นไทยโดย ปรานี วงษ์เทศ ในชื่อ “นครวัด”) ขณะที่ในไทยมีงานสองชิ้นเกี่ยวกับเรื่องราวของกัมพูชาและนครวัดนครธมที่ได้รับนิยมในขณะนั้น หนึ่งคืองานของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง “นิราศนครวัด” เป็นบันทึกการเดินทางท่องเที่ยว พิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ.2467 และในการพิมพ์ปี พ.ศ.2481 กระทรวงศึกษาฯ (ชื่อ ธรรมการ ในขณะนั้น) ได้ขอพิมพ์เพื่อให้โรงเรียนใช้เป็นหนังสือเรียน ซึ่งเท่ากับน่าจะเป็นหนังสือที่รับรู้กันในยุคสมัยนักเรียนของจิตร

แต่แม้ว่าจะชื่อ “นิราศนครวัด” แต่ก็กล่าวถึงนครวัดในไม่กี่หน้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความทึ่งในเรื่องความใหญ่โตและความสง่างามของปราสาทนครวัด
อีกหนึ่งเล่มนั้น เพิ่งพิมพ์ออกมาในขณะที่จิตรกำลังสนใจเรื่องเหล่านี้และรวมทั้งกำลังมีอาชีพเสริมเป็นไกด์พาฝรั่งเที่ยวนครวัดนครธมด้วย นั่นคืองานของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นักเขียนลือชื่อและเจ้าของสยามรัฐ ที่พิมพ์ “ถกเขมร” ออกมาในปี พ.ศ.2496 ซึ่งก็คือบันทึกการเดินทางไปเที่ยวชมโบราณสถานเมืองพระนครที่เสียมเรียบและเที่ยวเมืองหลวงพนมเปญ
หนังสือเล่มนี้มีภูมิรู้ทางวิชาการรอบด้าน แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสนุกและขบขันในเรื่องต่างๆ ของเขมรและนครวัด
ด้วยเหตุนี้เอง ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ ม.รังสิต จึงวิเคราะห์ว่า หนังสือตำนานแห่งนครวัดของจิตร น่าจะเป็นการเอาจริงเอาจังทางวิชาการเล่มแรกของไทยเกี่ยวกับนครวัดนครธม เพื่อโต้ตอบต่อความขี้เล่นของงานที่มีมาก่อน และการเห็นแต่รูปทรงของปราสาทแต่ไม่เห็นพลังทางสังคมเศรษฐกิจและการเมืองของการสร้างปราสาทหินเหล่านี้ของยุคทาสศักดินาเมื่อเกือบ 1,000 ปีมาแล้ว
“จิตรแต่งหนังสือเล่มนี้โดยการใช้กลวิธีการท่องเที่ยวของคนหนุ่มสาว 3 คน ที่กำลังเดินเที่ยวชมในบริเวณนครวัด มีไกด์อธิบาย มีการซักถาม มีการถกเถียงทั้งอย่างเอาจริงเอาจังและอย่างเป็นมิตร การตั้งชื่อว่า ตำนานแห่งนครวัด ก็เป็นแนวทางที่พยายามทำให้มีน้ำเสียงเป็นเรื่องเล่าที่น่าเพลิน น่าฟัง ที่ผู้อ่านชาวไทยชอบกัน ขณะเดียวกัน ชื่อที่นำหน้าว่า “ประวัติศาสตร์สนทนา” คือการบอกเป็นนัยว่า นี่คืองานวิชาการในรูปแบบหนึ่ง ที่เป้าหมายของประวัติศาสตร์คือการฟื้นอดีตในด้านต่างๆ บนหลักฐานที่มีอยู่และการแปลความหมายให้คนปัจจุบันเข้าใจ

“จิตรเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการศึกษางานวิชาการทางประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์เป็นบทสนทนาอันไม่รู้จบระหว่างอดีตที่อยู่ต่อหน้าเราในแต่ละยุค จิตรกำลังสนทนาเรื่องอดีตของยุคทาสศักดินากับเราที่กำลังอยู่ในปัจจุบันนั้นเอง” ธำรงศักดิ์กล่าว
คณะตามรอยจิตร ภูมิศักดิ์ ในครั้งนี้ นอกจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญแล้ว ลูกทัวร์หลายคนก็ล้วนแต่เป็นผู้ทรงความรู้
อาทิ พนัส ทัศนียานนท์, เคร็ก เจ.เรย์โนลด์ส, ผาสุก พงษ์ไพจิตร, คริส เบเคอร์, ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, ธเนศวร์ เจริญเมือง, อัครพงษ์ ค่ำคูณ, สมฤทธิ์ ลือชัย เป็นต้น
ทั้งหมดมาเพราะชื่นชมในชีวิตและผลงานของจิตร ภูมิศักดิ์
บทสนทนาของพวกเขาที่มีต่อปัญญาชน-นักปฏิวัติผู้นี้ตลอดการเดินทางจึงมีไม่รู้จบเช่นกัน
เปิดบ้าน”แสงเงิน-ภิรมย์-จิตร”
เล็งสร้าง”มิวเซียม-ห้องสมุด”
ใช่แต่เพียง “ตำนานแห่งนครวัด” เท่านั้นที่จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ทิ้งไว้ให้กับสังคมไทย ยังมีผลงานอีกมากมายที่เขาสร้างสรรค์ไว้ในหลากหลายนามปากกา
หลังทริปตามรอยจิตร ภูมิศักดิ์ ผ่านไปไม่นานชาญวิทย์ชักชวนเจ้าหน้าที่มูลนิธิพร้อมทั้งคนที่นิยมชมชอบจิตรไปเยี่ยมชมบ้านที่ครั้งหนึ่งปัญญาชน-นักปฏิวัติผู้นี้เคยใช้ชีวิตอยู่
บ้านที่แม่-แสงเงิน ฉายาวงศ์, พี่สาว-ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ และ จิตร ภูมิศักดิ์ เคยพำนักพักอาศัย

จิตรมาอยู่บ้านหลังนี้ หลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ ในช่วงปลายปี พ.ศ.2507 (ถูกควบคุมตัวโดยไม่มีความผิดอยู่เป็นเวลาถึง 6 ปี)
หมายความว่า ระหว่างปลายปี พ.ศ.2507 ถึงปลายปี พ.ศ.2508 ก่อนที่จะเดินทางเข้าป่าทางภาคอีสาน จิตรใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
เป็นบ้านในเมืองหลังสุดท้ายในชีวิตของเขา
เพราะต่อมาอีกประมาณครึ่งปี คือ ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2509 ก็อย่างที่หลายคนรู้คือ จิตรถูกล้อมยิงเสียชีวิตในทุ่งนาป่าร้างบ้านหนองกุง ต.คำบ่อ
อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร จุดเดียวกับที่เป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานของเขาในเวลานี้
สำหรับการเปิดบ้าน “แสงเงิน-ภิรมย์-จิตร” นอกจากจะเป็นการรำลึกถึงจิตรแล้ว ยังเป็นการหารือร่วมกันเพื่อจะฟื้นคืนชีวิตให้สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งปัญญาชน-นักปฏิวัติคนสำคัญเคยพำนัก

ชาญวิทย์พาเยี่ยมชมบ้านกึ่งไม้กึ่งปูน 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่อย่างเงียบสงบในซอยงามวงศ์วาน 23 จากนั้นก็ชักชวนมาปรึกษาหารือถึงโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น
ชาญวิทย์บอกว่า เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี การจากไปของจิตร เรามีความตั้งใจที่จะจัดกิจกรรมรำลึกถึงเขา ทำให้จิตรยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่จะทำให้คนรับรู้ถึงการมีชีวิตของจิตรมากที่สุด นั่นคือการได้ศึกษาผลงานของเขานั่นเอง
จากคำอธิบายนี้ ทำให้มูลนิธิ เล็งจัดพิมพ์หนังสือ “ทุกเล่ม” ของจิตร
แม้รู้ว่าผลงานนั้นมีอยู่มาก และอาจต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่เชื่อว่าหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ จะเกิดประโยชน์กับสังคมไทยอย่างมหาศาลไม่แพ้กัน
ขณะที่บ้านย่านเมืองนนทบุรีหลังนี้ จะกลายเป็นสถานที่จัดแสดงถึงเรื่องราวและผลงานของจิตร ภูมิศักดิ์

“หลังจากที่ป้าภิรมย์เสียชีวิต บ้านหลังนี้ตกเป็นสมบัติของมูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งเราก็ไม่ได้ใช้ทำอะไร จนกระทั่งมาปีนี้ คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการบูรณะซ่อมแซม โดยพยายามให้คงรูปแบบเดิมมากที่สุด ก่อนที่จะจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเพื่อเชิดชูเกียรติให้จิตร ภูมิศักดิ์” ชาญวิทย์กล่าว
และบอกด้วยว่า ในเร็ววันนี้ กิจกรรมแรกที่เล็งจัดขึ้น นั่นก็คืองานเสวนาถึงชีวิตและผลงานของจิตรภูมิศักดิ์
ปิดท้ายด้วยการนำชมบ้านหลังดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งด้วย
โครงการทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ อาจกล่าวได้ว่าทำให้ชายชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์ เกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง
เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนั้น คงเป็นหน้าที่นักวิชาการผู้ค้นคว้าศึกษาได้จำแนกแจกแจง
แต่จะกี่ครั้งก็ตาม สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นการที่ผู้คนได้ศึกษาผลงานของปัญญาชน-นักปฏิวัติผู้นี้ มิใช่หรือ


