หน้าแรก ประชาชื่น ย่ำไปในดงเพลง...

ย่ำไปในดงเพลง : เพลงของคน(สามัญ)

8.02.20 | 12:02 น.

ในหนังสือ “ไพบูลย์ บุตรขัน คีตกวีลูกทุ่ง” ของ วัฒน์ วรรยางกูร บอกเอาไว้ว่า ในช่วงของการเริ่มต้นอาชีพนักแต่งเพลงอย่างจริงจังนั้น

ครูไพบูลย์ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ร่วมคณะแม่แก้วของ “ครูพรานบูรพ์” จวงจันทร์ จันทร์คณา แค่นามแฝงว่าพรานบูรพ์นี้ก็แสดงถึงความเป็นนักอ่านตัวยงแล้ว

พรานบูรพ์ หรือพรานแห่งบูรพา หรือทิศตะวันออก ถอดมาจากคำว่า Hunter of the East ในหนังสือรวมบทกวีรุไบยาตของโอมาร์ คัยยัม กวีผู้ยิ่งใหญ่ซาวเปอร์เซียที่มีชีวิตในช่วงคริสตศตวรรษที่ 11-12

แปลอีกชั้น พรานแห่งบูรพาทิศก็คือดวงอาทิตย์ ผู้ล่าชีวิตและทุกวันที่อรุณรุ่ง

ครูพรานบูรพ์เกิดเมื่อ พ.ศ.2444 โตขึ้นมาในบรรยากาศของการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นกรณีกบฏ ร.ศ.130 (พ.ศ.2455) ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกที่กระทบถึงสยามในขณะนั้น

Advertisement

และที่สุดก็คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475 อันเป็นช่วงที่กำลังเป็นหนุ่มใหญ่อายุ 31 ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร แต่ยังมีกำลังวังชา และมีไฟเต็มที่ตามวัย

รวมทั้งคงมีความฝันเหมือนคนวัยหนุ่มทั่วไป โดยเฉพาะหนุ่มหัวทันสมัย ที่เคยเข้าเรียนรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เพราะฝันว่าจะเป็นนายอำเภอ แต่ครูอาจารย์บอกว่าตัวเล็กไป จึงต้องย้ายไปเรียนวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดียวกัน

เรียนได้ 2 ปี ก็ต้องออกกลางคัน เพราะมารดาเสียชีวิต ไม่มีคนส่งเสีย

แต่ทอง ตกท้องร่องน้ำครำน้ำคลองอย่างไรก็เป็นทองวันยังค่ำ ไม่จบปริญญาไม่เป็นไร ใช้พื้นฐานภาษาไทย ม.8 จากสวนกุหลาบนั้นแหละออกมาทำมาหากิน

จากเขียนบทกวี มาเขียนบทละคร เขียนเพลง แล้วสุดท้ายก็เป็นผู้อำนวยการคณะละคร

เลือดลมของคนหนุ่ม ไฟฝันของคนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นสำหรับเพื่อนรวมชาติ และจิตใจที่รักความเป็นธรรม เป็นที่มาของเพลง “คนเห็นคน”

คนเห็นคนเป็นคนนั่นแหละคน
คนเห็นคนใช่คนใช่คนไม่
กำเนิดคนต้องเป็นคนทุกคนไป
จนหรือมีผู้ดีไพร่ไม่พ้นคน

ปีที่เพลงนี้บันทึกเสียงครั้งแรกเพลงนี้ไม่ทราบชัด แต่น่าจะเป็นในราวปี 2481-2

ผู้ขับร้องร่วมกันคู่แรกคือคุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี และคุณสุรสิทธิ์ สัตยาวงศ์

มีครูอย่างนั้นแล้ว ศิษย์จะเป็นอื่นไปได้อย่างไร

ครูไพบูลย์เกิด พ.ศ.2461 ไม่ทันเหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130 แต่กับเหตุการณ์ 2475 นั้น “เต็มๆ”

เพราะในช่วง 15 ปีแรกภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เสรีภาพในสังคมไทยงอกงามเบ่งบาน

แนวคิดมนุษยนิยม และความเสมอภาคได้รับการยกย่องเชิดชูในหมู่นักคิดนักเขียน

จนกระทั่งเกิดการรัฐประหาร พ.ศ.2490 ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “บรรพบุรุษของรัฐประหารโดยกองทัพไทย”

ค่านิยมต่างๆ ในสังคมถูกลากกลับย้อนหลังอย่างน้อย 20-30 ปี

คล้ายๆ กับรัฐประหาร 2549 ที่ไม่สะเด็ดน้ำ ต้องรัฐประหารซ้ำกันอีกครั้งปี 2557 เพื่อลากสังคมไทยกลับเข้าถ้ำให้ได้นั่นแหละ

แต่ไฟในใจคนที่จุดติดแล้ว เคยมอดดับไปหมดจริงหรือ?

อุดมการณ์ ความรู้ ที่ส่งต่อกันรุ่นต่อรุ่นจะสูญสิ้นไปเพราะอำนาจกดเอาไว้แน่หรือ?

กรณีครูพรานบูรพ์ต่อมาถึงครูไพบูลย์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่ใช่

และไม่มีวันทำได้

ถึงการแสดงออกจะต้องปรับต้องเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และด้วยศิลปะของศิลปินเองบ้าง

แต่แก่นแกนข้างในไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

ฉะนั้น นอกจากจะแต่งเพลงอมตะอย่างค่าน้ำนม มนต์รักลูกทุ่ง โลกนี้คือละคร หรือฝนเดือนหก และผลงานทั้งหวานซึ้ง สนุกสนาน แสบๆ คันๆ ไว้กว่า 500 เพลงแล้ว

หลายชิ้นในนั้นยังแทรกจุดยืนความเชื่อของคนแต่งเอาไว้ด้วยอย่างแนบเนียน

เช่น กลิ่นโคลนสาบควาย ที่ราชการไทยเคยประกาศห้ามเผยแพร่ออกอากาศ ในช่วงที่โหมปราบปรามคอมมิวนิสต์ แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เพราะทำให้คนแห่ไปซื้อแผ่นเสียงมากขึ้น

รวมทั้งเพลงยกย่องเชิดชูความเป็นสามัญชน ชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่เอาแค่ชื่อเพลงก็ไม่ต้องอธิบายอย่างอื่นแล้ว อย่างน้อย 2 เพลงด้วยกัน

ทั้งสองเพลงนี้ชื่อเดียวกัน แต่เนื้อและนักร้องคนละคน

“คนเหมือนกัน” เพลงแรกขับร้องโดยคำรณ สัมบุณณานนท์ ในปี พ.ศ.2501

ท่อนแยกร้องว่า

บ้านเมืองอร่ามดูงามวิไล
แต่เหตุไฉน น้ำใจไม่เห็นจำเริญ
คนไหนยากจน ถนนแทบไม่มีเดิน
คนไหนมีเงิน คนนั้นเป็นเทวดา

ส่วน “คนเหมือนกัน” อีกเพลงขับร้องโดยรุ่งเพชร แหลมสิงห์ ในปี พ.ศ.2512

ขึ้นต้นว่า

น้องเอยเกิดมาเป็นคน จะรวยหรือจนก็หนีไม่พ้นเป็นคนเช่นกัน

และจบว่า

เราเกิดเป็นคนมองเห็นคนไม่สำคัญ คิดเหยียบย่ำหยามกัน เขาว่าคนนั้นมิใช่เป็นคน

เห็นอิทธิพลครูพรานบูรพ์ที่ส่งต่อมาถึงครูไพบูลย์ไหมครับ

แนวคิดนี้ยังถ่ายทอดไปสู่นักร้องนักแต่งเพลงรุ่นต่อมา อย่าง “สรวง สันติ” ที่แต่งเพลงชื่อเดียวกันนี้ให้บุปผา สายชล ขับร้อง

หลายคนคงจำท่อนขึ้นต้นได้แม่น

คนจนคนรวยไม่ช้าก็ม้วยมรณา คนดีคนบ้าไม่ช้าก็มรณัง

พอถึงท่อนแยก

คนจนก็คน คนมีก็คน คนนั้นย่อมเป็นคน แล้วคนไหงชอบเดียดฉันท์

ถึงวันนี้ความชอบและรสนิยมหลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย และอาจจะแสดงออกไปคนละอย่าง

แต่แก่นแกนลึกๆ ที่อยู่ข้างในไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย

บางอย่างที่เหมือนเป็นแผลตกสะเก็ดไปแล้ว คุ้ยแคะแกะเกามันมากเข้า

เดี๋ยวก็กลายเป็นแผลใหม่ แผลสดขึ้นมาจนได้

อย่าทำเป็นเล่นกับ “คน” เข้าเชียว

คนเห็นคน
https://www.youtube.com/watch?v=e6fri8Sjtzg

คนเหมือนกัน (รุ่งเพชร แหลมสิงห์)
https://www.youtube.com/watch?v=qqEBVNZCZpQ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน