‘สวนยางยั่งยืน’ ทางรอดเกษตรกรไทย ในสถานการณ์ ‘กลไกตลาด’ ผันผวน

6.02.20 | 17:16 น.

เรื่องการเกษตรของประเทศไทยนั้น หัวข้อ “ราคายางพารา” ยังคงเป็นปัญหาที่ถูกนำมากล่าวถึงบ่อยๆ แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางออกเลย

ด้วยแนวทาง สวนยางยั่งยืน หรือการเปลี่ยนสวนยางเชิงเดี่ยวให้มีความสมดุลนิเวศ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ปลูกพืช-ทำปศุสัตว์ร่วมการปลูกยาง ซึ่งเป็นการแก้ไขอย่างยั่งยืน อีกทั้งนี่ก็ไม่ใช่ประเด็นใหม่เอี่ยมอ่อง ทว่า จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีโครงการนำร่อง หรือสวนต้นแบบที่เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

แน่นอนว่า ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่าง “เกษตรกร” ไม่เคยนิ่งเฉย ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราจึงเห็นข่าวคราวการปลูกพืชแซมยาง อาทิ ผักพื้นบ้าน กาแฟสายพันธุ์ต่างๆ สตรอเบอรี่ พืชที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ อาทิ ไม้สัก จำปาทอง ตะเคียนทอง รวมทั้งหันมาทำเกษตรผสมผสาน เช่น เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงแพะ ทำฟาร์มเห็ด ฯลฯ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความอยู่รอด

อีกทั้งตัวอย่างล่าสุดจาก สมพงศ์ ราชสุวรรณ ประธานกลุ่มน้ำยางสดบ้านพรุเตียว อ.นาทวี จ.สงขลา เปิดเผยว่า สมาชิกในกลุ่มมีการปรับปรุงจากทำสวนยางพารา หันมาเลี้ยงโครายละ 2 ตัว หรือตามสภาพกำลัง อีกทั้งยังทำเกษตรปลูกต้นไม้ ผลไม้ ปลูกพืชผัก ไม้เศรษฐกิจ อาทิ กระถินเทพา เพื่อเตรียมขายให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานชีมวลในพื้นที่ อ.จะนะ และ อ.เทพา จำนวน 3-4 แห่ง

นอกจากนี้ ยังมองว่าการทำสวนยางพาราสามารถคู่ขนานกับการเลี้ยงโคได้ เนื่องจากมูลของโคนำไปทำเป็นปุ๋ยใช้ในสวนยาง ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้จำนวนมาก ตลอดจนกระถินเทพาเป็นพืชโตเร็ว ประกอบกับมีโรงโม่บดไม้นำไปจำหน่ายให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ซึ่งรับซื้อไม้ทุกขนาด ทำให้เกิดรายได้เสริมจากส่วนนี้เพิ่มยิ่งขึ้น

Advertisement

“ผมมีที่ดินประมาณ 4 ไร่ ปลูกกระถินเทพา 800 ต้น ระยะ 5 ปี จะมีราคาต้นละ 500 บาท จะมีเงินประมาณ 300,000 บาท มีหนี้สิน 200,000 บาท สามารถชำระคืนได้

“แต่หากปลูกยางพาราใช้เวลา 7 ปี และเมื่อกรีดได้แล้วยังไม่มีโอกาสคืนชำระ จะอยู่แบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว” ประธานกลุ่มน้ำยางสดบ้านพรุเตียวเน้นย้ำ

จากซ้าย โสภณ แย้มกลิ่น, สุนทร รักษ์รงค์, ขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล, อุทัย สอนหลักทรัพย์ และมนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร


ปลูกป่ายาง-ทำสวนผสมผสาน คำแนะนำจากผู้อาบน้ำร้อนมาก่อน

เพื่อให้เข้าใจปัญหามากยิ่งขึ้น หลายภาคส่วนจึงรวมตัวกันพูดคุยกันในเสวนา สถานการณ์ยางพารา การทำสวนยางยั่งยืน พร้อมๆ กับการนำเสนอผลวิจัยเรื่อง Sustainable Agribusiness Model for Poverty Reduction in Thai Small-scale Rubber Farmers โดย มนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร และ โสภณ แย้มกลิ่น ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งงานนี้เพิ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ณ ห้องแคนนา โรงแรมรามาการ์เด้นส์

เปิดเวทีด้วยผู้อาวุโสที่สุดในงานอย่าง อุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยท.) ผู้มีประสบการณ์การทำสวนยางพารานานหลายสิบปี กล่าวเข้าประเด็นแบบไม่อ้อมค้อมว่า จะปลูกพืชอะไรที่ให้ความร่มเย็นเท่าสวนยางพารานั้นไม่มีเลย เพราะเมื่อเข้าไปสวนยางก็ได้อากาศบริสุทธิ์ไว้หายใจแล้ว รวมทั้งยังศรัทธาแนวคิดการทำสวนผสานของคนโบราณที่ปลูกพืชหลากหลาย ไม่ใช่อะไรไม่ดีก็โค่นทิ้งแล้วเปลี่ยนไปปลูกชนิดใหม่

“ผมศรัทธาคนโบราณที่เขาไม่ได้ปลูกยางอย่างเดียว ในสวนยังมีต้นสะตอ เหลียง ยางนาปะปนอยู่ คนเมื่อก่อนฉลาดกว่าเรา เรายิ่งอยู่ยิ่งโง่ เพราะโค่นต้นยางเตียนหมด อีกทั้งเมื่อก่อนนี้เป็นป่ายาง ไม่ใช่สวนยาง ดังนั้น ถ้าเราปลูกยางผสมผสานอย่างคนโบราณ เราไม่จนเหมือนทุกวันนี้ วันนี้ต้องให้ตลาดนำ พร้อมปลูกพืชแซม

“เราไม่ได้ทำยางอย่างเดียว แต่ต้องแปรรูปด้วย เช่น ขาโต๊ะ ขาเก้าอี้ สนามฟุตซอล พื้นรองเท้า ฯลฯ โดยทำผลิตภัณฑ์จากยางพาราให้มีมาตรฐาน ให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตั้งบริษัทลูกมาดูแล สร้างแบรนด์ พร้อมตรวจคุณภาพสินค้าจากเกษตรกร หากไม่ได้คุณภาพก็ตีกลับ แต่ถ้าดีก็สร้างแพคเกจจิ้งต่อ พร้อมให้ กยท.ส่งขายทั่วอาเซียน

“เราไม่มีวันว่างหรอกครับ ถ้าทำสวนยาง เพราะทำจนทำไม่ไหว ดังนั้นขอสรุปสุดท้ายว่าควรไปจดทะเบียนตามข้อกำหนดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ให้หมด แล้วปลูกสวนผสมผสาน ปลูกป่ายาง ทำระเบียบข้อบังคับให้แน่นกว่านี้ รับรองว่าจะสร้างมาตรฐานรับรองมาอีกกี่อย่างเราก็สู้ได้หมด”

กยท.ออกบูธให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์ควบคู่กับการทำสวนยางพารา ภายในงานวันยางพาราบึงกาฬ 2563


สวนยั่งยืน คนอยู่ได้ มาตรฐานมากมายก็สู้ไหว

ขณะที่ผู้ถูกกล่าวถึงอย่าง กยท.ก็มี ขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย มาให้คำตอบเอง โดยเฉพาะในประเด็นการรับรองมาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) และ PEFC (Program for the Endorsement of Forest Certification Scheme) ซึ่งเจ้าตัวสะท้อนให้เห็นปัญหายางพารา 4 ด้านคือ 1.เรื่องการผลิตและส่งออก 2.ต้นทุน 3.แรงงาน และ 4.การกีดกันทางการค้า ซึ่งมาตรการมากมายที่ออกมาล้วนมี “ผู้ใช้” เป็นคนเริ่มทั้งสิ้น

“ผมยกตัวอย่างอยู่หลายครั้งว่า แถวนี้ชอบกินแกงเขียวหวานไก่ แต่คุณทำแกงเขียวหวานหมูขาย เขาจะซื้อเหรอ ถ้าคิดว่าผลิตแบบนี้ อยากขายแบบนี้ แต่ตลาดไม่ซื้อก็ขายไม่ได้ ต้องดูตลาดก่อน ตลาดต้องการอะไรเราทำแบบนั้น ฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดสวนยางที่ปลูกแทนในปัจจุบันเข้ากับมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน หรือ มอก.14061 ซึ่งครอบคลุมทั้งหมดก็โอเคแล้ว

“เราไม่ได้มองพอยต์เรื่องการออกใบรับรอง เพื่อรองรับสวนยางยั่งยืนเป็นหลัก แต่มองว่าสวนยางยั่งยืนสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ อยู่ด้วยตัวเองได้ ไม่ว่าจะมาตรฐานอะไร หรือประเทศอะไรกำหนดมา เกษตรกรก็อยู่ได้ ฉะนั้นเราควรเตรียมตัววันนี้ให้ดีที่สุด ไม่ใช่มาตรฐานอะไรมาแล้วค่อยทำ”

เลี้ยงโคในสวนยาง หนึ่งในทางรอดของเกษตรชาวสวนยางภาคใต้

อย่างไรก็ดี เมื่อย้อนกลับไปที่แนวคิด “สวนยางยั่งยืน” ขจรจักษณ์มองเป็น 3 ส่วนคือ 1.มองสวนยาง 2.มองคนที่อยู่กับต้นยาง และ 3.มองระบบเศรษฐกิจทั้งหมด หาก 3 ส่วนปนกันได้ก็นับว่าเป็นสวนยางยั่งยืน ทั้งนี้ กยท.ดำเนินเรื่อง “การปลูกแทน” ซึ่งหมายถึงการปลูกยางพันธุ์ดี หรือไม้ยืนต้นชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจแทนต้นยางเก่าทั้งหมดหรือบางส่วนแล้ว ประกอบด้วย 1.ปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี โดยวิธีปลูกด้วยต้นยางชำถุง 2.ปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี โดยวิธีปลูกด้วยเมล็ด หรือต้นกล้า 3.ปลูกแทนด้วยไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ 4.ปลูกปาล์มน้ำมัน 5.ปลูกแบบผสมผสาน

“ตอนนี้ให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาแล้ว เพื่อที่ต่อไปนี้จะปลูกแค่ 3 แบบคือ 1.ปลูกยาง 2.ปลูกพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจทั้งหมด เพื่อลดการปลูกแทนถาวร และ 3.การปลูกแทนแบบศาสตร์พระราชา นี่คือรับเบอร์ซิสเต็ม หรือสวนยางยั่งยืน นอกจากนี้ ในประเด็นมาตรฐานที่ทั่วโลกวางไว้ เราก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำวันนี้ ซึ่งเรายังเตรียมไม่เสร็จ ก็ขายไม่ได้ ช่วยเกษตรกรไม่ได้

“กยท.ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมทั้งกรมป่าไม้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลอดจนสถาบันการศึกษาที่พยายามช่วยอยู่ ถ้าเราเตรียมให้เสร็จภายใน 4-6 ปี ไม่ว่ามาตรฐานอะไรมาเรารับได้ นี่คือสิ่งที่ต้องทำตอนนี้”

เกษตรผสมผสานโดย “สมจิตร์ บรรณจักร์” เกษตรกรชาวเชียงใหม่ มีแนวคิดปลูกกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าใต้ต้นยางพารา พร้อมเลี้ยงสัตว์และพืชอื่นๆ ควบคู่กับการทำสวนยาง (ภาพจากเว็บไซต์ rubber.co.th)


ลดต้นทุน สร้างงานเพิ่ม เสริมรายได้

ด้าน สุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) ก็ยังเดินหน้าผลักดันให้ทำสวนยางแนวใหม่ โดยให้มีการปลูกต้นยางพาราไร่ละ 40 ต้น ระยะการปลูก 4×10 หรือไร่ละ 44 ต้น ระยะการปลูก 4×9 พร้อมใส่ “เมนู” หรือปลูกพืชอื่นแซมในสวนยาง เพื่อเพิ่มรายได้เสริมให้เกษตรกร

ประโยชน์ของสวนยางแบบนี้ นอกจากต้นยางจะโตเต็มที่แล้ว ปริมาณน้ำยางยังใกล้เคียงกับสวนยางเชิงเดี่ยวที่มีปริมาณการปลูก 70-80 ต้นต่อไร่ ดังนั้น เกษตรกรจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนปลูกต้นยางจำนวนมาก ช่วยประหยัดค่าปุ๋ย ตลอดจนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากพืชอื่นๆ ในสวน

“ยางพารามีต้นกำเนิดจากลุ่มน้ำแอมะซอน ดังนั้นยางจำเป็นต้องอยู่กับพืชอื่นถึงจะแข็งแรงทนทาน ไม่เป็นโรค ส่วนเรื่องสวนยางยั่งยืนนั้น เมื่อเราลดจำนวนต้นแล้วเชื่อว่าน้ำยางเท่าเดิม นอกจากนี้ ยังช่วยลดต้นทุน ในเมื่อปลูกไร่ละ 40 ต้นก็ได้น้ำยางเท่ากัน แล้วทำไมจะต้องปลูก 80 ต้น ใส่ปุ๋ยถึง 80 ต้น ดังนั้น สวนยางยั่งยืนคือลดต้นทุน สร้างงานเพิ่ม เสริมรายได้ ผลผลิตใกล้เคียง ต้านทานโรค สร้างความมั่นคงทางอาหาร ช่วยเรื่องพันธุกรรมพืชท้องถิ่น

“หลายคนยังโพสต์เฟซบุ๊กว่าวันนี้สุนทร รักษ์รงค์ ไม่สู้เรื่องราคาแล้วหรือ เพราะเวลาราคายางตกทุกครั้งจะมีเสียงบอกว่าสุนทรไปปิดถนนสิ ผมบอกว่าผมไม่ปิดแล้ว ตลอดเวลา 50 ปีนี้ยางพาราไทยใช้วิธีการเดิมๆ แต่หวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง หวังความร่ำรวย ซึ่งไม่ได้แล้ว เพราะข้อมูลเชิงประจักษ์บอกว่าวันนี้เกษตรกรไทยเป็นหนี้อยู่ไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้จากการทำพืชเชิงเดี่ยว ฉะนั้น ผมจึงคิดวิธีที่แตกต่างว่า ใครคิดเรื่องการแปรูป เรื่องทำถนน ทำเลย แต่ผมกำลังจะชวนพี่น้องประเทศไทยยืมศาสตร์พระราชาทำสวนยาง 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่สวนยางทั้งประเทศ โดยเป็นสวนยางยั่งยืนราว 8 ล้านไร่ ผลผลิต 2 ล้านตัน ถ้าภาคเหนือขายอาราบิก้าได้ ภาคใต้ขายโรบัสต้าได้ ภาคอีสานขายหน่อไผ่ได้ ท้ายที่สุดเมื่อน้ำยางราคาตกด้วยกลไกตลาดที่ไม่เป็นธรรม ถามว่าชาวสวนยางยั่งยืน 8 ล้านไร่ 2 ล้านตัน ประกาศหยุดกรีดยางเพื่อร้องขอต่อตลาดโลกให้ขึ้นราคาที่เป็นธรรมได้หรือไม่ ในเมื่อเรามีรายได้อย่างอื่น แต่วันนี้เราพยายามขยับราคาในสนามที่ไม่เคยชนะเลย 50 ปี”

วอน’รัฐ’ช่วยเหลือ ต่อลมหายใจให้เกษตรกร

จากการลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรชาวสวนยาง จ.ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เรื่องการทำสวนยางยั่งยืนแล้ว มนต์ชัยและโสภณสามารถสรุปลงในวิจัยเรื่อง Sustainable Agribusiness Model for Poverty Reduction in Thai Small-scale Rubber Farmers ได้ว่า เกษตรกรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกยางพาราร่วมกับพืชอื่นๆ พร้อมส่งขายได้ราคา มีเงินงอกเงยจากผลผลิตเรียบร้อยแล้ว

พร้อมกันนี้ โสภณยังเปิดเผยว่า เกษตรกรเหล่านี้ปลูกยางคู่กับพืชร่วมยางชนิดอื่นอยู่แล้ว อาทิ ทุเรียน มังคุด ปาล์ม รวมทั้งเลี้ยงไก่ไข่และสัตว์อื่นๆ ทั้งนี้ คณะวิจัยค้นพบว่าพืชบางชนิดมีราคาขึ้นลงเสมือนยางพารา อาทิ “ปาล์ม” กล่าวคือเมื่อราคายางขึ้น ราคาปาล์มก็ปรับขึ้นตาม แต่เมื่อราคายางลง ปาล์มก็ลงตามด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่มีความผันผวนกับยางพารา สามารถศึกษาข้อมูลได้ภายในงานวิจัย

ก่อนจะจบการเสวนา โสภณยังทิ้งมุมมองเกษตรกรต่อเรื่องสวนยางยั่งยืนให้หลายฝ่ายได้คิดต่อว่า เมื่อเราสอบถามเกษตรกรว่า ทำไมทุกวันนี้ถึงยังไม่ทำสวนยางยั่งยืน คำตอบของเขาคือต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่ว่าจะด้านเงินทุน หรือแนวทางการปลูก เขาทำเองไม่ได้

“เกษตรกรต้องการคำแนะนำว่าเขาควรทำอะไรกันแน่”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน