ย่ำไปในดงเพลง : เพลงที่กองทัพควรฟัง

เป็นประเทศที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจากสงครามแท้ๆ

และให้เกียรติกองทัพ-ทหารเอาไว้อย่างสูงมีแสนยานุภาพอันดับหนึ่งของโลก

แต่หลักการที่ประเทศชาติ ประชาชน และกองทัพสหรัฐยึดกุมเอาไว้อย่างจำหลักหนักแน่น ก็คือ

กองทัพจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือจะไม่ทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

อย่างเด็ดขาด

หลักฐานทางอ้อมอย่างหนึ่งก็คือ ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด

ทุกปีจะมีหนังวีรกรรมของทหารหาญหรือกองทัพออกมาให้ดูกันจนเบื่อ ทั้งหนังเกรดเอ เกรดบี เกรดซี

แต่ถ้าเป็นเมื่อไหร่ที่มีพล็อตว่าทหารเข้ามายุ่งกับการเมือง หรือลากรถถังออกมาจากกรมกอง

กองทัพจะกลายเป็น “ผู้ร้าย” และเป็น “ผู้แพ้” เสมอ

อีกอย่างหนึ่งก็คือเพลง

เพราะความที่เป็นสังคมที่ผสมผเสความแตกต่างหลากหลายเข้าด้วยกัน

สังคมอเมริกันจึงอุดมไปด้วยเพลงมาร์ช เพลงปลุกใจ เพลงเชิดชูเกียรติทหาร

ขณะเดียวกันก็มากมายไปด้วยเพลงต่อต้านสงคราม

ทั้งระดับปรัชญา ทั้งระดับภาพรวม จนกระทั่งลงมาถึงระดับบุคคล

โดยเฉพาะในช่วงที่การต่อต้านสงครามเวียดนามพุ่งขึ้นสูงเป็นกระแสสังคม ตั้งแต่ราวกลางทศวรรษ 1960 มาจนถึงต้นทศวรรษ 1970

เพลงต่อต้านสงครามทยอยกันออกมาไม่ขาดสายในแต่ละปี

เท่าที่พอจะนึกได้อย่างเร็วๆ ก็มี Blowin’ in the Wind และ Master of War ของ Bob Dylan

Child in Time ของ Deep Purple, I’m your Captain(Closer to Home) ของ Grand Funk Railroad, War Pigs ของ Black Sabbath, The Cruel War ของ Peter, Paul and Mary, Fortunate Son ของ CCR, One Tin Soldier ของ The Original Castle

แม้แต่เพลงป๊อปอย่าง Billy Don’t Be a Hero ของ Bo Donaldson & the Haywoods

ไปจนกระทั่งถึงเพลงอมตะอย่าง Imagine ของ John Lennon

และย้อนไปก่อนหน้านั้นก็ Where Have All the Flowers Gone ของคุณปู่ Pete Seeger นักร้องเพลงเพื่อชีวิตรุ่นแรกๆ ของสังคมอเมริกัน

ก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยหมด

แต่ที่เล่นใหญ่ จัดมาทีเดียวทั้งอัลบั้ม ก็ต้อง The Wall ของ Pink Floyd ที่ประกาศ “วิญญาณขบถ” วิพากษ์ทั้งระบบการศึกษา และแสดงจุดยืนต่อต้านสงครามอย่างชัดเจน

ใครว่าง มีเวลาพอ หาเปิดฟังเปิดดูบนอินเตอร์เน็ต

เอาได้ มีทั้งแบบฟังอย่างเดียว และฟังด้วยดูด้วย

ชั่วโมงสิบห้านาทีนี่เผลอไปเดี๋ยวเดียวหมดอัลบั้มแล้ว

เพราะความแตกต่างหลากหลายที่ต้องมาหลอมรวมอยู่ร่วมกัน อันจะต้องอาศัยความเคารพในกติกาของกันและกัน

รวมทั้งการยืนอยู่บนหลักการพื้นฐานว่า ทุกคนในสังคมมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเท่ากัน

ไม่ใช่ใครถือปืนแล้วเสียงดังกว่า

กองทัพสหรัฐไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เท่าใด จึงอยู่ใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลพลเรือนเสมอ

เสนอความเห็นได้ ให้ข้อมูลได้

แต่อำนาจในการประกาศสงคราม อำนาจในการสั่งเคลื่อนกำลังทหารอยู่กับประธานาธิบดีและรัฐมนตรีกลาโหม

จะไม่เห็นด้วยก็ได้ เสนอความเห็นแย้งหรือคัดค้านก็ได้

แต่สุดท้ายก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง

ถ้าไม่ฟัง ไม่ทำตาม ก็ลาออกไป

จะลากปืนลากรถถังมาโค่นรัฐบาล หรือจี้จับตัวใครไม่ได้

เพราะสังคมไม่ยอม ในกองทัพด้วยกันเองก็ไม่ยอม

ตรงนี้เป็นหลักการอันล่วงละเมิดมิได้

และสมควรอย่างยิ่งที่กองทัพหรือบุคลากรของประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศ ที่ส่งคนไปเรียนรู้วิทยาการ ความก้าวหน้าจากกองทัพหรือโรงเรียนฝึกทหารของเขา

ควรจะเรียนรู้และเอากลับมาใช้ในบ้านด้วย

ไม่ใช่กลับมาแล้วในหัวมีแต่คิดว่า จะจัดซื้ออะไรมาประดับบารมี (ซึ่งเผลอๆ ก็มีค่าคอมมิสชั่นตุงกระเป๋า)

ในยามที่เสียงเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูปกองทัพ” ดังขึ้นเรื่อยๆ ในสังคม

ประเด็นหลักข้อหนึ่งซึ่งละเลยไปไม่ได้ ก็คือเรื่องเส้นแบ่งของบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของกองทัพนี่เอง

องค์กรไหนจะ “ศักดิ์สิทธิ์” หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การสถาปนา (หรือหลอก) ตัวเองขึ้นมา แต่อยู่ที่ว่าคนอื่นๆ ส่วนอื่นๆ ในสังคมพร้อมใจยินดีที่จะมอบเกียรติยศนี้ให้หรือไม่

ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ ความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ขององค์กร ความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม (ในฐานะองค์กรที่อยู่ได้ด้วยภาษีของประชาชน)

วันนี้ออกนอกเรื่องเพลงไปมากหน่อย คงให้อภัย

เพราะยังมีอะไรหลายอย่างติดค้างมาตั้งแต่เหตุการณ์กราดยิงที่นครราชสีมา รวมไปถึงปฏิกิริยาตอบสนองจากกองทัพและรัฐบาลหลังจากนั้น

ซึ่งชวนให้สงสัยว่า นี่ถ้าไม่เคยฟัง ก็อาจจะฟังแล้วไม่เชื่อไม่ชอบประดาเพลงต่อต้านสงครามที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น

ถึงได้มี “กำแพง” ขวางกั้นระหว่างองค์กรกับสังคมอยู่

งั้นเอา Hey You จาก The Wall ไปย้อนฟังดูอีกครั้ง

Hey you, out there on the road
Always doing what you’re told
Can you help me?
Hey you, out there beyond the wall
Breaking bottles in the hall
Can you help me?
Hey you, don’t tell me there’s no hope at all
Together we stand, divided we fall

แต่ถ้ายังไม่เชื่อว่าจะต้องอยู่ร่วมกับสังคมอย่างกลมเกลียวให้ได้ ก็เอา Where Have All the Flowers Gone ไปปลง

Where have all the soldiers gone, long time passing?
Where have all the soldiers gone, long time ago?
Where have all the soldiers gone?
Gone to graveyards, every one
Oh when will they ever learn, when will they ever learn?

เชื่อไหม?

The Wall Full Album-Pink Floyd

Where Have All the Flowers Gone-Pete Seeger

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เจ้าชายแฮร์รี-เมแกน ‘เจ็บหนัก’ หลังถูกห้ามใช้ Sussex Royal สร้างแบรนด์
บทความถัดไปอิตาลี สั่งปิด 10 เมือง หลังพบติดเชื้ออื้อ ดับแล้ว 1 ราย คนแรกในยุโรป