“ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะถอด เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า ออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 1”
เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ที่เรียกเสียง “ฮือฮา” ได้เป็นอย่างดี
คำถามดังกล่าวได้เกิดขึ้นในการประชุม “ทิศทางของนโยบายยาเสพติดโลกภายหลังการประชุม UNGASS (2016) กับการพิจารณาทบทวนกฎหมายและการตีความของไทยเกี่ยวกับยาเสพติด” โดยมี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานร่วมกันเปิดการประชุม
เกิดเป็นกระแสสังคมที่ตั้งคำถามต่อกรณีดังกล่าวกันอย่างแพร่หลาย
ได้มีโอกาสพูดคุยกับ นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์ หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านสารเสพติด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ดร.คาร์ล ฮาร์ท ศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาและจิตเวช มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติดและการเสพติดยาเสพติดของผู้คน รวมทั้งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ด้านเภสัชวิทยาระบบประสาทที่เกี่ยวข้องยาเสพติด
โดยทั้งสองได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
รู้จักที่มาของ’ยาบ้า’
กับการขึ้นบัญชีเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1
นพ.อภินันท์ได้เริ่มต้นพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า สิ่งแรกที่สังคมต้องทบทวนกันให้ดีก่อนก็คือ คำว่า “ยาบ้า” มีที่มาจากไหน และก่อนที่จะกลายเป็นยาบ้ามันถูกเรียกว่าอะไร
“เราต้องเริ่มต้นดูตั้งแต่กฎบัตรสหประชาชาติ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1976 (พ.ศ.2519) หรือก่อนหน้านั้น เมทแอมเฟตามีนถูกจัดให้เป็นสารออกฤทธิ์ต่อประสาท กลุ่มที่ 2 โดยถือเป็นสารที่มีประโยชน์ทางการแพทย์มากแต่โทษน้อย เดิมทียาตัวนี้ถูกผลิตมาเพื่อประโยชน์ทางการทหารในสงครามโลกเพื่อทำให้ทหารสามารถกรำศึกสงครามได้อย่างต่อเนื่อง
“หลังสงครามยาตัวนี้ได้ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดโดยไม่ได้ถูกควบคุม แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่าสามารถใช้ในทางการแพทย์ได้ด้วยทั้งการรักษา โรคเหงาหลับ โรคสมาธิสั้น โดยเฉพาะในทางตะวันตกที่สามารถใช้ยาตัวนี้ได้ตามคำสั่งแพทย์ ซึ่งสามารถซื้อได้อย่างถูกกฎหมาย” นพ.อภินันท์กล่าว และว่า ปัจจุบันสถานะของเมทเอมเฟตามีนปัจจุบันในระดับสากลยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่
ในขณะที่ประเทศไทยได้มีการยกระดับ เริ่มจากเปลี่ยนชื่อ “ยาม้า” หรือ “ยาขยัน” มาเป็น “ยาบ้า”
และย้ายขึ้นมาเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 ในปี พ.ศ.2539
“การยกระดับในครั้งนั้นได้ทำให้ยาบ้าถูกแบนและเป็นคดีอาญาในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว” นพ.อภินันท์เล่าต่อว่า ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะจุดประสงค์ในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของยาบ้าในช่วงเวลานั้นโดยทำให้ผิดกฎหมาย แต่อีกมุมหนึ่งคือทำให้แพทย์ไม่สามารถใช้ยานี้ได้เพื่อรักษาคนไข้ได้ เพราะถือว่าผิดกฎหมายเช่นกัน
ซ้ำร้ายความหวังที่จะหยุดยาบ้าให้หายไปจากสังคมก็ยังคงไม่เป็นจริงอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
ที่สำคัญเว้นจากปัญหาทางการแพทย์แล้ว การย้ายบัญชียังทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะปัญหานักโทษล้นเรือนจำ
“70 เปอร์เซ็นต์ ของนักโทษส่วนใหญ่เป็นคดียาบ้า ในจำนวนนี้มี 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นคดีเพราะเสพ นอกจากนี้ยังทำให้มีผู้ต้องขังเป็นหญิงจำนวนมาก ตั้งแต่อายุสิบกว่าปีไปจนถึง 60-70 ปี สอดคล้องความเห็นของผู้พิพากษาส่วนใหญ่ที่เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าจำนวนนักโทษที่ถูกกฎหมายนี้กวาดเข้ามานั้นเป็นเพราะโทษรุนแรงจนเกินไป แต่จำเป็นที่จะต้องทำตามที่กฎหมายกำหนด” นพ.อภินันท์กล่าว

ถอดรื้อมายาคติที่ถมทับ
‘เมทแอมเฟตามีน’ไม่อันตรายอย่างที่คิด
เมื่อหันไปถาม ดร.คาร์ล ฮาร์ท ผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติดและการเสพติดยาเสพติดของผู้คน ในประเด็นเดียวกันก็ได้รับคำตอบที่ว่า หากพูดกันตามความจริง เมทแอมเฟตามีนไม่ได้มีอันตรายสูงมากเท่ากับอัตราโทษที่กฎหมายไทยได้กำหนดโทษเอาไว้
เพราะจากที่ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนมานานกว่า 20 ปี สิ่งที่พบคือ 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ใช้เมทแอมเฟตามีนไม่ได้มีปัญหาอย่างที่หลายคนคิด และยังมีประโยชน์ทางการแพทย์อีกด้วย
“เมทแอเฟตามีน มีฤทธิ์กระตุ้นที่ทำให้ผู้คนตื่นตัว มันจึงช่วยผู้ป่วยโรคเหงาหลับที่มักมีอาการง่วงนอนตลอดเวลา ซึ่งก็สามารถใช้ยาตัวนี้ให้สามารถทำงาน รวมไปถึงทำให้คนที่เป็นโรคสมาธิสั้น มีสมาธิที่ดีขึ้น ต่อเนื่องและสามารถดำรงชีวิตแบบเดียวกับผู้คนปกติได้”
ท่ามกลางสภาวะที่ผู้คนกำลังกังวลกับการปรับสถานะของเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า ดร.คาร์ล ฮาร์ท กล่าวว่า ผลร้ายของยาบ้านั้นไม่เป็นอย่าง “มายาคติ” ที่ติดตาพวกเราไปเสียทั้งหมด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะ “คลุ้มคลั่ง” ที่หลายคนคิดว่าเป็นผลโดยตรง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ดร.คาร์ล ฮาร์ท บอกว่า จากการศึกษาเป็นเพราะสมองไม่ได้พักผ่อน การไม่ได้หลับไม่ได้นอนอย่างต่อเนื่องหลายวันเนื่องจากใช้ยาเกินความจำเป็น ไม่ใช่กินยาแล้วทำให้คลั่งทันทีเหมือนที่หลายคนเข้าใจ
“หากเรานำมาทำให้ถูกกฎหมายการใช้ก็จะถูกควบคุมโดยการแพทย์ การให้บริการทางการแพทย์ ผู้คนจะรู้วิธีการใช้ที่เป็นประโยชน์และเหมาะสม”
ดร.คาร์ล ฮาร์ท กล่าวอีกว่า ด้วยความที่เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์จึงต้องท้าทาย “มายาคติ” ของสังคม ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจคัดอาสาสมัครมาทำการทดลอง โดยให้รับเมทแอมเฟตามีนในขนาดที่แตกต่างกัน ท่ามกลางการควบคุมนี้เขากลับพบว่าเมทแอมเฟตามีนสามารถเพิ่มทักษะในการเรียนรู้ให้สูงขึ้น
รวมไปถึงทลายมายาคติของผู้คนที่คิดว่า “เสพครั้งเดียวก็ติดแล้ว” อีกด้วย
เพราะจากการทดลองในทางวิทยาศาสตร์ไม่มีสารเคมีใดๆ ที่ทานครั้งเดียวแล้วจะติดได้
นอกจากนี้ ดร.คาร์ล ฮาร์ท ยังได้นำผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงหรือเสพติดเมทแอมเฟตามีน มาทดลองโดยให้ทางเลือกเขาว่าเลือกที่จะเสพเมทแอมเฟตามีน หรือเลือกเงิน
ซึ่งผลการทดลองก็พบว่าหากเพิ่มจำนวนเงิน พวกเขาเลือกเงินโดยทันที และนั่นหมายความว่าผู้ที่เสพติดเมทแอมเฟตามีนไม่ได้ไม่มีสติ เพราะเมื่อมีทางเลือกที่ดีกว่าเขาก็ยังมีวิจารณญาณในการเลือกสิ่งที่ดีกว่า
ข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการทดลองของ ดร.คาร์ล ฮาร์ท ที่พยายามทำลายมายาคติที่มีต่อเมทแอมเฟตามีนตามหลักวิทยาศาสตร์
“สังคมต้องพิจารณาอย่างมีสติ บางทีเหตุการณ์ไม่กี่เหตุการณ์กลับถูกหยิบยกและนำมาขยายว่าเป็นอย่างนั้นไปทั้งหมด โดยไม่ได้ถูกพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วการกระทำดังกล่าวเกิดจากเมทแอมเฟตามีน หรือเป็นเพราะสาเหตุอื่นๆ ประกอบ
“ถ้าเราเชื่อแต่เฉพาะเรื่องเล่า ไม่ได้ฟังข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือในทางวิชาการ เราก็จะติดอยู่ในมายาคตินั้นไปตลอด” ดร.คาร์ล ฮาร์ท กล่าว

บทสรุปของปัญหา
การแก้ไขที่มีการ’ควบคุม’
“การใช้กฎหมายนี้มานานหลายสิบปี จนมีคนล้นคุก แต่ก็ยังมีผู้เสพและผู้ค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้นไม่ได้หมายความว่ามันได้ผลที่ดี ผู้คนอาจกลัวว่าการปลดล็อกกฎหมายนี้จะทำให้เกิดภาวะการค้ายาบ้าอย่างเสรี ซึ่งความเป็นจริงแนวคิดไม่ได้เป็นเช่นนั้น”
นี่คือ สิ่งที่ นพ.อภินันท์กล่าวเมื่อถามถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหายาบ้าต่อไปในอนาคต
นพ.อภินันท์ชวนคิดถึงคำถามสำคัญว่า สังคมเราพร้อมที่จะรับคนที่ออกมาจากคุก ที่โดนข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ เชื่อว่าไม่มีใครที่จะกล้ารับอย่างเต็มปากเต็มคำ
“เราจำต้องแก้ปัญหาให้เหยื่อเพื่อหาทางเลือกในการลงโทษ ไม่ใช่ขังคุกอย่างเดียว ซึ่งมีหลายวิธีที่ทางวิชาการพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผล”
นพ.อภินันท์ย้ำอีกครั้งว่า การย้ายยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน ออกจากบัญชียาเสพติด ไม่ได้หมายถึงการขายอย่างอิสระเสรีโดยทันที แต่ต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน ซึ่งร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดทั้งหมดยังอยู่ในชั้นกฤษฎีกา ที่สำคัญคือสุดท้ายก็ต้องอยู่ในการควบคุมทางการแพทย์ และต้องมีการเสริมบริการแก่สังคมในด้านสาธารณสุขควบคู่ไปด้วย
ขณะที่ ดร.คาร์ล ฮาร์ท กล่าวว่า ในขณะที่ผู้ครอบครองสารแอมเฟตามีนมากกว่า 375 มิลลิกรัมขึ้นไป จะมีบทลงโทษ 4-15 ปี แต่ถ้านำมาจากต่างประเทศจะมีบทลงโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ในขณะเดียวกันถ้ามีเฮโรอีนมากกว่า 3,000 มิลลิกรัมถึงจะมีโทษเท่ายาบ้า
เท่ากับว่าสังคมไทยให้โทษกับยาบ้ามากกว่าเฮโรอีนถึง 10 เท่า!
“จากกฎหมายนี้ทำให้เห็นว่าสังคมไทยให้บทลงโทษกับแอมเฟตามีนมากเกินไป ทั้งที่ทั่วโลกไม่ได้ให้โทษขนาดนี้ อย่างกรณีที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องคิดคุกถึง 25 ปี เพราะนำเมทแอมเฟตามีนเพียง 1.5 เม็ด มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งผมมั่นใจอย่างยิ่งจากประสบการณ์ทั้งชีวิตว่า เมทแอมเฟตามีนเพียง 1.5 เม็ด ไม่ได้เป็นอันตรายกับชีวิตของใคร”
“โทษที่เกิดขึ้นพวกคุณว่ามันสมเหตุสมผลหรือไม่?” ดร.คาร์ล ฮาร์ท กล่าวชวนคิดทิ้งท้าย
ทั้งหมดเป็นเสียงจากอีกฟาก
ท่ามกลางการถกเถียงที่ยังคง “คุกรุ่น” ในสังคมไทยเวลานี้

