คอลัมน์ นอกลู่ในทาง : มันนี่เกมชิงคลื่น 5G

22.02.20 | 13:08 น.
ฐากร ตัณฑสิทธิ์

เสร็จสิ้นการประมูลคลื่น 5G สมใจ และเกินความคาดหวังไปมากในแง่รายได้จากการประมูล จากเดิม “กสทช.” ประเมินไว้ 5 หมื่นกว่าล้าน ขยับเป็น 7 หมื่นกว่าล้าน เมื่อเห็นว่าใครเข้าชิงคลื่นไหนบ้างแต่วันเคาะราคาจริง (16 ก.พ.2563) ทะลุไปไกลมาก

ที่เหนือความคาดหมาย คือ คลื่น 700MHz มีผู้เสนอตัวเข้าชิง 3 ราย เอไอเอส, กสท โทรคมนาคม และทรู แต่ชนะแค่ 2 แถมเคาะราคากันดุเดือดยาวถึงรอบที่ 20 ปิดดีลไปในราคา 17,153 ล้านบาท/

ชุดความถี่

สูงเกินราคาเริ่มต้นกว่า 100% (ราคาตั้งต้น 8,792 ล้านบาท) ทำเอา เลขาธิการ กสทช. “ฐากร ตัณฑสิทธิ์” โปรโมเตอร์ใหญ่การประมูลคลื่น 5G ถึงกับออกปากว่า “ราคาจะสูงไปถึงไหน” ระหว่างที่กำลังเคาะราคาสู้กันอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ

ในขณะที่คลื่น 2600MHz จากที่ประเมินกันว่าน่าจะดุเดือดกลับจบเร็วมาก ภายใน 2 เคาะ (40 นาที) ทำให้ราคาคลื่นขยับขึ้นไปสูงกว่าราคาตั้งต้นเพียง 5% ปิดที่ 1,956 ล้านบาท/ชุดความถี่ จาก 1,862 ล้านบาท

Advertisement

ส่วนคลื่น 26GHz ถ้าจะบอกว่า “ไม่มีเซอร์ไพรส์” คงไม่ได้ คลื่นย่านนี้มี 4 ราย เข้าประมูลคือ “เอไอเอส, ทรู, ดีแทค และทีโอที” แต่มีมากถึง 27 ชุดคลื่นจึงน่าจะแบ่งกันไปได้ครบ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น จบลงในเคาะเดียว 445 ล้านบาท/ชุดความถี่

แต่ไม่มีใครคิดว่า “ดีแทค” ซึ่งเป็นบริษัทเดียวที่มีอาการว่าอาจไม่เข้าประมูล แม้ที่สุดจะตัดสินใจเข้าชิงคลื่น นัยว่าเพื่อรักษาคำมั่นสัญญาที่ว่า “จะไม่หยุดพัฒนาโครงข่าย” หลังเปลี่ยน “ซีอีโอ” แบบสายฟ้าแลบ

ก็แล้วแต่

เมื่อผลประมูลออกมา ปรากฏว่า “ดีแทค” มักน้อยกว่าที่ใครจะคิด (มาก) แม้ซีอีโอใหม่จะนำทีมมาประมูลเองก็ยังเคาะซื้อคลื่นไปแค่ 2 ชุด น้อยกว่า “ทีโอที” ที่เคาะซื้อไป 4 ชุด

ใช่หรือไม่ว่า เป็น “ราคา” สำหรับค่าตั๋วรถไฟ 5G จะได้บอกใครต่อใครได้ว่า “ไม่ได้ตกขบวน” (นะ)

“เลขาธิการ กสทช.” แจกแจงผลการประมูลโดยสรุปว่า การประมูล 3 ย่านความถี่ คือ 700MHz 2600 MHz และ 26GHz ได้เงินรวม 100,521 ล้านบาท แบ่งได้เป็น คลื่น 700MHz เป็นเงิน 51,460 ล้านบาท คลื่น 2600MHz เป็นเงิน 37,434 ล้านบาท และคลื่น 26GHz เป็นเงิน 11,627 ล้านบาท

โดยคลื่น 700MHz มี 3 ใบอนุญาต มีผู้เข้าชิง 3 ราย มีผู้ชนะ 2 ราย คือ กสท โทรคมนาคม จำนวน 2 ใบอนุญาต เป็นเงินรวม 34,306 ล้านบาท และ “เอดับบลิวเอ็น” ในเครือเอไอเอสจำนวน 1 ใบอนุญาต เป็นเงิน 17,154 ล้านบาท

ส่วนคลื่น 2600MHz มี 19 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 10MHz มีผู้ชนะ 2 ราย ได้แก่ “เอดับบลิวเอ็น” ได้ 10 ชุดคลื่น เป็นเงินรวม 19,561 ล้านบาท และ “ทียูซี” ในเครือทรู ได้ 9 ชุดคลื่นความถี่ เป็นเงิน 17,873 ล้านบาท และคลื่นความถี่ 26GHz มี 27 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 100MHz แต่ประมูลออกไป 26 ใบอนุญาต ได้แก่ “เอดับบลิวเอ็น” จำนวน 12 ชุดคลื่น เป็นเงินรวม 5,345 ล้านบาท “ทียูซี” ได้ 8 ชุดคลื่น เป็นเงินรวม 3,577 ล้านบาท ทีโอที ได้ 4 ชุดคลื่นเป็นเงิน 1,795ล้านบาท และ “ดีทีเอ็น” ในเครือดีแทค ได้ 2 ชุดคลื่น เป็นเงิน 910 ล้านบาท

“เอดับบลิวเอ็น” คว้าไปได้ครบทั้ง 3 ย่านคลื่น สมฐานะ ถัดมาเป็นทรู ได้ 2 ย่าน 2600 MHz และ26GHz ตามด้วยแคท กับคลื่น 700MHz และทีโอทีกับดีแทค ในคลื่น 26GHz

ไทม์ไลน์การทำงานจากนี้ พลันที่บอร์ด กสทช.ลงมติรับรองผลการประมูลวันที่ 19 ก.พ.แล้ว สำนักงาน กสทช.จะแจ้งไปยังผู้ชนะแต่ละรายให้นำเงินประมูลงวดแรกมาชำระได้เลยภายใน 90 วัน

คลื่น 2600 MHz เมื่อจ่ายงวดแรก 10% ของราคาใบอนุญาต และได้รับใบอนุญาตแล้วก็พร้อมใช้งานได้ทันที ส่วนคลื่น 700 MHz อยู่ระหว่างเรียกคืนคลื่นทั้งหมดคาดว่าจะพร้อมใช้ได้ใน 1 เม.ย.นี้ ขณะที่คลื่น

26 GHz มีข้อกำหนดว่าต้องชำระเงินค่าประมูลทั้ง 100% ใน 1 ปีเท่ากับ “ใครอยากใช้คลื่นนี้เร็ว ก็ให้รีบมาชำระเงินทั้งหมดโดยเร็ว”

“เอไอเอสและทรู ประสานมาแล้วว่าพร้อมจ่ายค่าประมูลงวดแรก เพื่อให้ กสทช.ออกใบอนุญาตใช้คลื่นโดยเร็วจะได้ติดตั้งอุปกรณ์โครงข่าย เพราะต่างต้องการเป็นผู้ให้บริการ 5G รายแรก”

เลขาธิการ “กสทช.” ย้ำทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จในการประมูลคลื่น 5G ครั้งนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับประเทศไทยที่จะก้าวเข้าสู่เทคโนโลยี 5G ซึ่งไม่เพียงทำให้ก้าวล้ำนำหน้าประเทศอื่นในอาเซียนเท่านั้น ยังขับเคลื่อนภาคการผลิต และภาคบริการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และประเทศได้ด้วย

น่าสนใจว่า ถัดจาก “5G” จะมีอะไรเป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกในจังหวะที่เครื่องยนต์หลายตัวแทบจะดับสนิท