คอลัมน์ เล่าเรื่องหนัง : ‘Marriage Story’ ชีวิตคู่คือการเคารพซึ่งกันและกัน

23.02.20 | 12:59 น.
ภาพประกอบ Netflix

นิยามความรักความสัมพันธ์ที่ปรากฏในภาพยนตร์ Marriage Story มีความตกผลึกเป็นอย่างสูงจากฝีมือการกำกับภาพยนตร์โดย “โนอาห์ บอมบาค” เจ้าของผลงานหนังที่เล่าเรื่องราวความรักความสัมพันธ์เกี่ยวกับสถาบันครอบครัวได้ดีที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็น The Squid and the Whale (2005) Meyerowitz Stories” (2017) และผลงานหนังขาวดำที่ได้รับการชื่นชมอย่าง Frances Ha(2012) เรื่องราวของหญิงสาวที่กำลังค้นหาหนทางชีวิตของตัวเอง

งานของบอมบาคมักจะร้อยเรียงไปเรื่อยๆ เรียบ นิ่ง แต่มีพลังกับคนดูยิ่งนัก เพราะเขาบอกเล่าเรื่องราว “ภายใน” ของตัวละครที่แท้จริงแล้วล้วนมีเรื่องของคนดูอย่างเราเข้าไปผสมผสานด้วย นั่นทำให้คนที่ดูหนังบอมบาคหลายคนต้องทั้งจุกอึ้งกันบ้างว่ามีเรื่องราวที่ตรงกับตัวเองกันคนละส่วนใดส่วนหนึ่ง

เอกลักษณ์ของหนังของเขาจึงผสมผสานองค์ประกอบสำคัญ ตั้งแต่บทภาพยนตร์ที่มีไดอะล็อกเฉียบคม และนักแสดงที่ต้องถ่ายทอดอารมณ์ลุ่มลึกของตัวละครที่ครอบครองนั้นให้ส่งพลังมาสู่คนดู ตามติดด้วยวิธีการลากวางมุมกล้องเพื่อช่วยขับเน้นอารมณ์ของตัวละคร

ผลงานเรื่องล่าสุดของเขา Marriage Story” คืองานตกผลึกเรื่องเล่าความรักความสัมพันธ์ที่พบเห็นได้ในวิถีชีวิตคู่ทั่วไป บอมบาคใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง พาไปดูบริบทความรักของชีวิตคนคู่หนึ่งที่ต่างต้องจบลงแยกย้ายไปในเส้นทางของตัวเอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวัตถุดิบอันทำให้ Marriage Story คือหนังรักดราม่าชั้นดีที่เข้าถึงแก่นแท้ “ความรักความสัมพันธ์” เพราะส่วนหนึ่งเรื่องราวถูกสกัดจากชีวิตส่วนตัวของ บอมบาค กับอดีตภรรยา “เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์” นักแสดงสาวชาวอเมริกันมากฝีมือที่หย่าร้างกันตั้งแต่ปี 2013

Advertisement

หนังเริ่มต้นเล่าเรื่องผ่านตัวละครสามีภรรยา “ชาร์ลี” และ นิโคล” ที่อยู่ในภาวะชีวิตคู่ง่อนแง่น และกำลังเข้าสู่กระบวนการแยกทางอย่างเรียบง่าย

“ชาร์ลี” คือผู้กำกับละครเวทีอนาคตไกลในนิวยอร์ก หนุ่มอัธยาศัยดีรักครอบครัว และกำลังวาดฝันอนาคตที่สดใสในงานสายละครเวที ด้าน นิโคล” นักแสดงสาวที่ละทิ้งชีวิตสดใสในฮอลลีวู้ด ลอสแองเจลิส มาร่วมสร้างครอบครัวและสานฝันเป็นนางเอกละครเวทีให้กับสามีที่นิวยอร์ก

ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 1 คน และต่างก็ช่วยกันเลี้ยงลูกชายตัวน้อยด้วยกัน

“บอมบาค” วางจังหวะการเล่าเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ในหนังไว้อย่างละมุนและแยบคาย เราจะได้เห็นฉากเปิดเรื่องที่ “ชาร์ลี” และ “นิโคล” ผลัดกันเล่าถึงข้อดีที่พวกเขามองเห็นในตัวของอีกฝ่าย ก่อนที่ภาพสวยสดงดงามนั้นจะมลายหายไปเมื่อคนดูได้รู้ความจริงว่า แท้จริงแล้วทั้งคู่กำลังอยู่ในช่วง “แยกทาง” ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการหย่าร้างทางกฎหมาย

Marriage Story” พาไปดูว่ากระบวนการหย่าร้างทางกฎหมายในแบบฟ้องร้องดำเนินคดีนั้นหนักหนาสาหัสเพียงใด เพราะการต้องสู้ทั้งสิทธิเลี้ยงดูลูก การแบ่งสินสมรส ซึ่งทุกอย่างจะต้องผ่านกระบวนการขุดคุ้ย ลากไส้อีกฝ่ายขึ้นมาอ้างบนศาล ไล่ไปจนถึงการถูกตรวจสอบต่างๆ นานา

แต่นี่ไม่ใช่หนังเล่าเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อฟาดฟันเอาชนะ แต่หนังค่อยๆ พาคนดูไปทบทวนดูรายละเอียดว่า ทำไมคนคู่หนึ่งที่ดูจะลงตัวและน่าเป็นรักแท้ของกันและกัน เข้าใจกันตั้งแต่ความรู้สึก ความคิดไปจนถึงรู้ข้อบกพร่องของกันและกัน ไฉนจึงลงเอยที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

นี่คือหนังที่เล่าเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ และชีวิตสมรสที่ “ตกผลึก” อย่างมาก หนังไม่ตัดสิน ชี้ถูกหรือผิด แต่ Marriage Story ดำเนินเรื่องให้เราเห็นถึงความหมายของ “ความผูกพัน”

หนังมีฉากปะทะและฉากละมุนที่น่าจดจำหลายฉาก แม้แต่ฉากทะเลาะที่สาดอารมณ์ใส่กันพร้อมพรั่งพรูเหตุผลของแต่ละฝ่าย เป็นฉากที่ขมวดให้เราเห็นว่าคนสองคนที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันใช่เพียงความรักอย่างเดียวจะพาชีวิตคู่ไปตลอดรอดฝั่ง หากแต่ยังต้องมี ความเคารพซึ่งกันและกัน” มิใช่เพียงปฏิบัติตัวตามบทบาทที่อีกฝ่ายหนึ่งคาดหมายเท่านั้น

เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าต่างได้ “สูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเอง” ลงไป เมื่อเข้าสู่วังวนชีวิตสมรส เช่นที่ “นิโคล เปิดใจกับทนายความว่า ชีวิตคู่ของเธอแม้จะรักชาร์ลีแค่ไหน แต่มันก็ทำให้เธอไม่มีความเป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป ไม่ได้ทำสิ่งที่รักและสนใจ นำไปสู่การขาดความนับถือตัวเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในชนวนสำคัญของปัญหารักร้าว

แม้หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องราวของคู่รักที่กำลังจะหย่าร้างลง แต่แท้จริงมันคือภาพยนตร์ที่นิยามแง่มุมความรักได้ลึกซึ้งและมีความเป็นจริงอย่างสูง

“แค่เพราะว่าบางอย่างจบไปไม่ได้หมายความว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นจริง กระบวนการหย่าร้างมันมีขึ้นเพื่อแยกคนทั้งสองออกจากกันและหาคำนิยามให้อีกฝั่งเท่านั้น แต่มันไม่ได้หมายความว่าความรักที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่นั้นไม่จริง ตลอดหนังทั้งเรื่องมันมีความรักอยู่ในทุกฉาก โนอาห์ บอมบาค ให้สัมภาษณ์ไว้ถึงหนังเรื่องนี้

หนังยังมีอีกหนึ่งฉากประทับใจที่ใครหลายคนต่างชื่นชม เป็นฉากที่ ชาร์ลี” ร้องเพลงในร้านอาหารหลังจากเขาตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วแม้ชีวิตสมรสจะล้มเหลว แต่เวลาเกือบ 10 ปี ต่างก็ได้มอบสิ่งที่ดีมากมาย ที่แม้มันจะมีทั้งด้านมืด เลวร้าย แต่มันก็มีด้านสว่างและสวยงามดำรงไว้อย่างคู่กัน และนั่นเองคือ “ชีวิตคู่” ซึ่งที่สุดเขาก็เข้าใจและนำมาสู่การเลือกที่จะเคารพซึ่งกันและกันกับ นิโคล”

การกล้าแยกทางกันเดินเพื่อให้อีกคนไปมีชีวิตที่ออกค้นหาตัวเองอีกครั้ง…จึงเป็นหนทางที่ต้องยอมรับให้ได้

ช่วงท้ายของหนังเราจึงได้เห็นความผ่อนคลายที่แม้จะลงเอยที่การหย่าร้าง แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่น เพราะทั้ง “ชาร์ลี” และ “นิโคล” ต่างได้เติบโตในอีกขั้นชีวิตผ่านสถานการณ์ในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป

ชีวิตคู่เป็นเรื่องความเคารพกันและกัน แม้พวกเขาจะล้มเหลว แต่ที่สุดก็ยังคงหลงเหลือความรักให้กัน

Marriage Story” คือภาพยนตร์ที่ “โนอาห์ บอมบาค” ตกผลึกจากทั้งชีวิตของพ่อแม่ของเขาที่หย่าร้าง และชีวิตส่วนตัวของเขาเองที่ก็ผ่านการหย่าร้างเช่นกัน และได้ข้อสรุปสุดท้ายว่า แม้ความสัมพันธ์ของชีวิตสมรสบางครั้งจะเจ็บปวด บางเวลาก็ทุกข์ ขื่นขม แต่ด้านหนึ่งก็ทำให้เรารู้จักที่จะรักใครคนหนึ่งอย่างสุดหัวใจ ดั่งเช่นเพลงที่ “ชาร์ลี” ขับขาน

ใครสักคนที่กอดคุณแน่นเกินไป ใครสักคนที่ทำคุณเจ็บลึกเกินไป ใครสักคนที่มานั่งเก้าอี้คุณ มาทำลายการนอนของคุณ ใครสักคนที่ต้องการคุณมากเกินไป ใครสักคนที่รู้จักคุณดีเกินไป ใครสักคนที่จะทำให้คุณหยุดกะทันหัน ทำคุณรวดร้าวใจ

…กระนั้นเขาก็ทำให้คุณรู้จัก “ความมีชีวิตชีวา” นั่นเอง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน