ชิงอำนาจการเมือง ‘บ้านพลูหลวง’ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ สะกิดเฟคนิวส์ ‘พระเพทราชาถูกใส่ร้าย’

2.03.20 | 15:11 น.

ถือเป็นอีก 1 ตอนที่ยอดผู้ชมล้นหลามแม้จังหวะออกอากาศจะคาบเกี่ยว #อภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่กลายเป็นแฮชแท็กฮิตด้วยความเข้มข้นร้อนแรง


เช่นเดียวกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไทยซึ่งถูกขยายให้เด่นชัดผ่านรายการ ‘ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว’ ในตอนล่าสุด ‘ชิงอำนาจการเมือง GAME OF THRONES พระเพทราชา บ้านพลูหลวง’

เปิดฉากที่ วัดกุฎีทอง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มากมายด้วยร่องรอยหลักฐานอันเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเพทราชา กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา

“วัดนี้มีโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญเก่าแก่ มีใบเสมาสมัยอยุธยา มีเงื่อนเค้าความเป็นวัดโบราณเก่าไปไกลถึงยุคพระเพทราชาหรือเก่ากว่านั้น รวมถึงพระยานมาศ ที่มีคำบอกเล่าว่าเป็นของพระเพทราชาหรือพระเจ้าเสือซึ่งเป็นพระโอรส คำบอกเล่าเหล่านี้ อย่าถือว่าเป็นจริง แต่ก็อย่าทิ้งว่าเป็นเท็จ”

Advertisement

คือคำกล่าวของ สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ในเครือมติชน ที่ร่ายยาวให้ผู้ชมได้ฟังอย่างจุใจถึงประเด็นสำคัญของประวัติศาสตร์ ในรัชสมัยพระเพทราชา นั่นคือเรื่องการชิงอำนาจทางการเมืองสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเจ้าตัวมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งโลก

“พระเพทราชา เป็นกษัตริย์ราชวงศ์บ้านพลูหลวงซึ่งไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหนกันแน่ และทำไมจึงกลายเป็นชื่อราชวงศ์ อีกทั้งมักถูกใส่ร้ายในทัศนะประวัติศาสตร์ไทย สาเหตุที่เลือกมาถ่ายทำที่วัดกุฎีทอง ริมแม่น้ำท่าจีน เนื่องจากมีหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องกับพระเพทราชาเป็นจำนวนมาก”

เจ้าอาวาสวัดกุฎีทองพาขรรค์ชัย บุนปาน ชม “ยานมาศ” หรือ “เสลี่ยง” ที่เชื่อว่าเป็นของพระเพทราชา

อดีต 1 ใน 2 กุมารสยามที่กลายเป็น ‘ไอดอล’ ของคนรุ่นใหม่ที่สนใจประวัติศาสตร์ในยุคนี้ วิเคราะห์ว่า เวลาคนพูดถึงพระเพทราชา มักมี 2 แนวทาง ได้แก่ 1.รักชาติ ต้านฝรั่ง 2.บ้าอำนาจ โหดร้าย เนรคุณพระนารายณ์ แต่ในความเห็นของตน มองว่าไม่ใช่ทั้ง 2 อย่าง เพราะยุคนั้นชาติและความเป็นไทยยังไม่มี นอกจากนี้ ยังเป็นข้อมูลจากการอ่านพระราชพงศาวดารที่เพิ่งแต่งขึ้นมาใหม่สมัยธนบุรี-รัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งแต่ละฉากมีความคล้ายคลึงกับนิยาย

สุจิตต์ ย้ำว่า พระเพทราชาและทายาทถูกใส่ร้ายจากประวัติศาสตร์ไทยให้ถูกเกลียดชัง ยก ‘เฟคนิวส์’ ให้กลายเป็นเรื่องจริง ทั้งที่เป็นเรื่องแต่งเหมือนนิยาย มีในพระราชพงศาวดารอยุธยาที่ถูกชำระในสมัยรัตนโกสินทร์

หากสรุปด้วยถ้อยคำเรียบง่าย การเมืองสมัยอยุธยา ‘วงใน’ ชิงกันเองจึงสำเร็จ ได้สถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ ดังเช่น พระเพทราชา ชิงจากโอรสพระนารายณ์ และพระเจ้าเสือ ชิงจาก เจ้าพระขวัญ

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น พระนารายณ์ ก็ชิงจากน้องของพระเจ้าปราสาททอง

ส่วน ‘วงนอก’ ชิงไม่สำเร็จ กลายเป็น ‘กบฏ’ ได้แก่ กบฏธรรมเถียร พ.ศ.2237 และกบฏบุญกว้าง พ.ศ.2241

“คนมีอำนาจเท่านั้นจึงชิงอำนาจกันได้ ประชาชนไม่เคยชิงอำนาจสำเร็จ ยุคนั้นชาติไทยยังไม่มี ผมคิดว่าพระเพทราชาไม่ได้เกลียดฝรั่ง แต่เกลียดคนอารักขาสมเด็จพระนารายณ์ที่ได้ผลประโยชน์ การที่พระนารายณ์ทรงย้ายไปประทับอยู่ละโว้ หรือลพบุรี เพราะไม่ไว้ใจขุนนางอยุธยาที่คิดยึดอำนาจทุกวัน เมื่อทรงระแวงจึงต้องจ้าง รปภ.ต่างชาติ ทั้งหมดเกี่ยวกับการเมือง พระเพทราชาต้องทรงกำจัดพวกลิ่วล้อก่อนที่จะชิงอำนาจ”

จากนั้นเดินทางไปยังวัดท่าโขลง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี สุจิตต์กล่าวว่า วัดท่าโขลงเกี่ยวข้องกับพระเพทราชา เนื่องจากทรงเคยกำชับกรมคชบาลซึ่งดูแลคุมช้างใช้ในยุทธศาสตร์ของราชสำนัก พระมารดาทรงเป็นแม่นมของสมเด็จพระนารายณ์

สุจิตต์ วงษ์เทศ มาพบแฟนรายการทุกวันพฤหัสบดีสุดท้ายของเดือนเวลา 20.00 น. ทางเฟซบุ๊กมติชนออนไลน์ ข่าวสด ศิลปวัฒนธรรมและยูทูบมติชนทีวี

ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) บอกว่า ประวัติศาสตร์ยุคพระเพทราชาเป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก มีสีสัน และน่าสนใจ เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ช่วงอื่นๆ ของสุพรรณบุรี รวมถึงประวัติศาสตร์ร่วมสมัย อย่างเรื่อง เสือใบ เสือดำ ตำนานโจรชื่อดัง

“ในประวัติศาสตร์การชิงอำนาจ ใครดาบมากกว่า ก็ชนะไป ประวัติศาสตร์สุพรรณกับอยุธยาคู่กันมา ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกมาก หลักฐานโบราณคดีมีมากมาย ต้องดูแลให้ดี และเกิดประโยชน์ต่อคนในปัจจุบันด้วย แต่ลำพังกรมศิลปากรคงทำเองคนเดียวไม่ได้ หน่วยงานอื่นต้องมาร่วมด้วย เอกชนมาสนับสนุนได้ยิ่งดี อย่างตอนพัฒนาคูเมืองอู่ทอง ที่ท่านบรรหาร ศิลปอาชา สนับสนุน มีหลายส่วนมาบูรณาการร่วมกันทำงานจนสำเร็จ วันนี้สะอาด สวยงาม น้ำคือสิ่งสำคัญ ไม่มีถนนคนไม่ตาย แต่ไม่มีน้ำ คนตาย เพราะอยู่อย่างขาดแคลน ขอให้ทำตั้งแต่วันนี้”

ย้อนกลับไปที่ประเด็น ถิ่นฐานเดิมของพระเพทราชา มีหลักฐานว่าเป็นเชื้อสายผู้ดี ไม่ใช่ชาวบ้านชนบท

ลาลูแบร์บันทึกว่า ‘ตระกูลของเขาได้อยู่ในตำแหน่งอันสูงยิ่งมานาน และมักสัมพันธ์กับพระเจ้าแผ่นดินอยู่เสมอ’

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยายังระบุว่า พระเพทราชา มีมารดาเป็นพระนมของพระนารายณ์ แสดงว่าเป็นเครือญาติใกล้ชิดราชสำนักฝ่ายใน ตั้งแต่แผ่นดินพระเจ้าปราสาททองถึงพระนารายณ์

บิดาเป็นขุนนางชั้นสูง มีอำนาจมากในกรมคชบาล น่าจะมีเทือกเถาเหล่ากออยู่บ้านพลูหลวง ย่าน ‘ช้างป่าต้น’ เมืองสุพรรณ

ช้างป่าต้น เป็นช้างชั้นเลิศเหนือช้างถิ่นอื่น ป่าต้น คือ ป่าหลวง อยู่ในพื้นที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

พระเพทราชา ลายเส้นตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2238 (จากหนังสือ Military Revolutions Wars of Europe & Asia Ottoman Turks Mohammed Siam 27 Portraits. 1695)

อีกประเด็น ไม่กล่าวถึงไม่ได้

สุจิตต์-ขรรค์ชัย ขยี้ปมปัญหาที่ว่า ‘บ้านพลูหลวง’ ในปัจจุบันนั้นคลาดเคลื่อน กล่าวคือ ในพงศาวดารไม่ได้ระบุว่าบ้านพลูหลวงอยู่ตรงไหน ซึ่งทางจังหวัดสุพรรณบุรีกำหนดตำแหน่งไว้ว่า อยู่ในตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง ทางทิศเหนือของกำแพงเมืองสุพรรณ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ส่งผลให้ผู้คนเข้าใจว่าบริเวณดังกล่าวคือบ้านพลูหลวงอันเป็นถิ่นเกิดของสมเด็จพระเพทราชา แต่ไม่ใช่!!!

เพราะจริงๆ แล้ว บริเวณที่ว่านั้น ชื่อว่า ‘บ้านโพธิ์หลวง’ แต่ถูกเปลี่ยนเป็นบ้านพลูหลวง เมื่อราว 40 ปีมานี้เอง โดยอิงจากเอกสารเรื่อง ‘นิทานย่านสุพรรณ’ ของ ศุภร ผลชีวิน ซึ่งเป็นความเข้าใจส่วนตัว แต่ไม่ใช่หลักฐานประวัติศาสตร์

แถบวัดกุฎีทองต่างหาก มีความเป็นไปได้ว่า คือย่านบ้านพลูหลวง เพราะหลงเหลือหลักฐานด้านศิลปกรรมหลายอย่าง ยังไม่นับคำบอกเล่าของชาวบ้านที่เชื่อว่าพระเพทราชาบูรณะวัดกุฎีทอง

เหล่านี้เป็นประเด็นที่ขรรค์ชัยและสุจิตต์ ชวนให้ร่วมขบคิดต่อไปกับ 2 วิทยากรอาวุโสที่ยังขยันขุดค้นแง่มุมมากมายมาให้ร่วมทอดน่องไปด้วยกันเดือนละครั้ง

 


 

อ่านนิราศสุพรรณ เดินตลาดโพธิ์พระยา

มาถึงช่วงท้ายของรายการ วิทยากรชวนเดินไม่ใช่ใคร นั่นคือ กฤช เหลือลมัย เจ้าเก่า

ทริปนี้ คอลัมนิสต์ดังทางการปรุงรส จูงมือแฟนๆ รายการไปยัง ริมแม่น้ำท่าจีน สุพรรณบุรี

ยกบทกลอนในนิราศสุพรรณ ของมหากวี สุนทรภู่ อ่านให้ฟังอย่างเพลินใจ

แน่นอนว่า เกี่ยวข้องกับเมนูอาหารเมื่อผ่านจุดที่มีชื่อบ้านนามเมืองอันสอดคล้อง อย่าง ทับขี้เหล็ก ก็พูดถึงขี้เหล็กที่เป็นพืชพันธุ์ในการหุงหา

‘ทับขี้เหล็กเด้กว่าต้ม ขมเหลือ
ครั้นแต่งแกงต้มเกลือ กลบคั้น
พริกขิงสิ่งใส่เจือ จิบอร่อย น้อยฤา
ขทขื่นคลื่นไส้นั้น แต่น้ำคำขมฯ’

กฤช ช่วยแปลความเปรียบเปรยว่า

“ขี้เหล็ก ถึงจะขมอย่างไร เอามาคั้น ใส่พริกขิงเอามาทำเป็นแกง อร่อยมาก ที่ว่าขมนั้น ก็คือ ‘น้ำคำ’ ของคนต่างหาก”

เจ้าตัวบอก “อ่านแล้วแทบละละลาย”

จากนั้น เดินเท้าเข้าตลาดใหญ่แบบไม่เฟค ดังเช่น เฟคนิวส์ ในประวัติศาสตร์ เพราะที่นี่เป็นตลาดแท้ๆ ของชาวบ้านที่มาจับจ่าย ไม่ใช่สไตล์ตลาดน้ำประดิษฐ์ใหม่อย่างที่ฮิตๆ กัน

กวาดสายตา เจอสิ่งที่ต้องแวะเพราะความว้าว!

เปล่าเลย ไม่ใช่พืชผักอัศจรรย์ใดๆ แต่เป็นอาหารเรียบง่ายอย่าง ‘ผลตำลึง’ ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นในตลาดมานานแล้ว

แม่ค้าหน้าแผงบอกว่า ชาวบ้านจะเอาไปแกงไก่ จะแกงป่า หรือแกงกะทิก็ได้ วิธีการคือ ต้องทุบเอาไส้ออกก่อน

ช็อตนี้ กฤชขอควักกระเป่าซื้อเอง ในราคาแค่ถุงละ 10 บาท

เตรียมไว้แกงลูกตำลึง ซึ่งเป็นแกงกะทิ คล้ายแกงคั่ว แถวเพชรบุรีแกงกับกุ้ง ใส่พริกแกงเผ็ด

พอถึงแผงปลา คอลัมนิสต์ดังบอกอีกว่า “กระเป๋าเงินผมสั่น”

เพราะมีปลาตัวเขื่อง ชวนรับประทาน ไม่ว่าจะเป็น ปลาตะโกก และปลาเทโพ ตระกูลเดียวกับสวาย แต่เนื้ออร่อยกว่า

ปลาแดง คล้ายๆ ปลาเนื้ออ่อน และปลาเบี้ยว ที่พิธีกร เอกภัทร์ เชิดธรรมธร บอก เพิ่งรู้จักเป็นครั้งแรก

ใช้ทำเมนูอะไรได้ทุกอย่าง จะแกง ผัดฉ่า ทอดกระเทียมพริกไท ได้หมด

ราคาขาย “โลละ 300” แม่ค้าแม่ขายเอื้อนเอ่ยวาจาด้วยสำเนียงเหน่อไพเราะ อัตลักษณ์สุพรรณ

ไหนจะปลาสังกะวาด และปลาตะเพียน ซึ่งอย่างหลังมีเรื่องเล่าในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ที่พูดถึงเหตุการณ์ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง รัชกาลพระเจ้าท้ายสระ โอรสพระเพทราชา ตอนหนึ่งว่าโปรดเสวยปลาตะเพียน ถึงขนาดตั้งพระราชกำหนด ห้ามมิให้ผู้ใดกินปลาตะเพียนเป็นอันขาด ใครกิน โดนปรับไหม 5 ตำลึง

เกร็ดประวัติศาสตร์มากมาย รสชาตินัวลิ้นด้วยความรู้ที่หม่ำกี่คำก็ไม่เคยพอ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน