ปลอดไฟ ไม่ไร้น้ำ วิถี ‘คนรักษ์ป่า’ หนทางแก้แล้ง ด้วยแรงชุมชน

3.03.20 | 17:41 น.
ป่าชุมชนบ้านแม่ขมิง จ.แพร่

หนึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้เศรษฐกิจ หรือการเมืองไทย คือประชาชนในส่วนท้องถิ่นกำลังขาดซึ่งหนึ่งในปัจจัยสี่อย่าง “น้ำ”

ในขณะที่แล้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มผู้มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนด้วยการผลาญธรรมชาติได้สร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว แต่มีหนึ่งชุมชนที่เดิมประสบปัญหาดินโคลนถล่มเมื่อปี 2544 จากการทำลายป่าไม้ ทำให้เส้นทางน้ำและป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ขาดน้ำในฤดูแล้ง ไม่สามารถทำเกษตรได้ดังเดิม กลับสามารถฟื้นฟูทรัพยากรให้มีใช้ได้ไม่ขาด ด้วยพลังและข้อตกลงร่วมกันภายในหมู่บ้าน โดยน้อมนำแนวทางตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ ตั้งแต่การสร้างฝาย ปลูกป่าในใจคน เพื่อฟื้นฟูให้ป่าเป็นต้นน้ำ ทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี

ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน อ.วังชิ้น จึงมองเห็นศักยภาพและภาวะผู้นำของหมู่บ้าน ส่งเข้าประกวดในนาม หมู่บ้านแม่ขมิง จากระดับจังหวัด สู่ระดับภาคเหนือ จนได้รับรางวัลชนะเลิศประดับประเทศ ประเภทดีเด่น “สืบสาน รักษา ต่อยอด สร้างสุขปวงประชา” ในโครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักษ์ชุมชน” ประจำปี 2562 โดย บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

มาวันนี้ 2 ปี 9 เดือน กับการเป็นประธานป่าชุมชนบ้านแม่ขมิง อัจฉริยะพงษ์ ปันฟอง ผู้ที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเป็น “ผู้ใหญ่” ได้นำพาชาวบ้านมาอยู่จุดที่ชุมชนดีขึ้นด้วยมือของชุมชนได้แล้ว ด้วยคีย์สำเร็จไม่ได้ความซับซ้อนใดๆ นั่นคือ “การทำงานเป็นทีม แบบกระจายอำนาจ”

“ตอนนี้เราไม่ได้ทำงานเฉพาะกลุ่มเฉพาะด้าน แต่ที่หมู่บ้านจะมีข้อตกลงแบ่งงานการทำงานเป็นหัวหมวด หรือหัวคุ้ม 1 หมวดเท่ากับ 12 ครัวเรือน ในหมู่บ้านมีทั้งหมด 236 หลังคา จะมีหัวหน้าและคณะกรรมการหมู่บ้านดูแลรักษากฎระเบียบของหมู่บ้าน โดยมีผู้นำชุมชน ทั้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ดูแลชั้นบนสุด ในการทำงานจึงง่ายเพราะมีการตกลงร่วมกันจนเกิดเป็นแผนพัฒนาหมู่บ้านว่าในแต่ละเดือนเราจะทำอะไรบ้าง”

Advertisement
ป่าชุมชนบ้านแม่ขมิง จ.แพร่

มกราฯ-เมษาฯ กำหนดว่า “ทำแนวกันไฟ” กุมภาฯ จะทำฝายชะลอน้ำ เมษาฯ ประเพณีเลี้ยงผีขุนห้วย มีนาฯ ทำแนวกันไฟอีกรอบให้โอบล้อมพื้นที่ป่าชุมชนเพื่อรักษาต้นน้ำไว้ไม่ให้ไฟที่อยู่นอกพื้นที่เข้ามาได้ คือแผนพัฒนาที่ชาวบ้านแม่ขมิงได้มาจากการระดมความคิด

“เมื่อทำเรื่องการฟื้นฟูป่า ก็รู้สึกว่าป่าให้น้ำกับเรา สภาพของปีཨ คือน้ำมุดหาย มาไม่ถึงอ่างเก็บน้ำ เราจึงใช้ระบบท่อโดยสร้างฝายชะลอน้ำ ทำให้ต้นน้ำของเรามีน้ำตลอดทั้งปี และเอาน้ำมาเติมอ่างใหญ่เพื่อแจกจ่ายไปครัวเรือน

“แล้งปีนี้เราจึงยังมีน้ำในอ่างใหญ่สามารถจ่ายได้ทุกวัน ที่อื่นแล้งต้องให้ส่วนต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือ แต่ที่นี่อีก 5 เดือนข้างหน้ารับรองว่ามีน้ำพอใช้ จนเหลือแบ่ง เป็นผลที่ได้จากการช่วยกันฟื้นฟูป่า” ประธานป่าชุมชนแม่ขมิงยืนยัน

ปลูกป่าในใจคน ต่อยอดจิตสำนึกสู่เยาวชน

ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 กับการขอแรงเยาวชนจากโรงเรียนในพื้นที่มาเรียนรู้รักษ์ป่าช่วยสร้างฝายและแนวกันไฟ โดยมีเป้าหมายทำฝายให้ครบ 500 ตัว ตามแผนงาน 5 ปี ซึ่งขณะนี้ทำไปแล้ว 154 ตัว

ผู้ใหญ่ยังบอกอีกว่า เคล็ดลับในการสร้างความเข้าใจกับเด็กและปลุกจิตสำนึกจะใช้วิธี “ทำกิจกรรม” โดยตกลงกันในหมู่บ้านว่าถ้าไม่มีเหตุสุดวิสัยจะเลือกทำวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะเด็กๆ หยุดเรียน จะได้ติดตามผู้ปกครองมาร่วม ซึ่งบางคนก็มาแทนพ่อแม่ที่ติดภารกิจ ข้อตกลงคือต้องมาทุกครัวเรือน ส่วนการพัฒนาอ่างเก็บน้ำมี 3 หมู่บ้านที่ได้ใช้ประโยชน์ก็จะเข้ามาช่วยลอกรื้อวัชพืช

ผู้ใหญ่บอกว่า หลักการทำงานจะเน้นการดักตะกอนเป็นส่วนใหญ่ จึงใช้ฝายชุด แต่ละคุ้มกำหนดให้ทำนำร่อง 1 ชุด เพื่อดักตะกอนไม่ให้ไหลลงมาทับถมสู่อ่าง และชะลอความแรงของน้ำ เป็นที่มาของเหตุผลที่ว่าจ่ายน้ำเท่าไหร่ก็ไม่หมด เพราะไม่มีตะกอน ประโยชน์ของการดักตะกอนคือ จะช่วยชะลอน้ำทำให้พื้นที่รอบข้างเกิดความชุ่มชื้น เมื่อทับถมหนาขึ้นก็สามารถนำกลับมาเป็นดินปลูกหรือปุ๋ยได้

อัจฉริยะพงษ์ ปันฟอง ประธานป่าชุมชนบ้านแม่ขมิง

นอกจากนี้ยังมีพลังงานทดแทนอย่าง “ระบบโซลาร์เซลล์” และแผนอีกส่วนคือ “การเพาะกล้าพันธุ์ไม้ป่า” เพื่อฟื้นฟูต้นน้ำให้น้ำไหลลงยังถังพักน้ำไว้ใช้สอย ซึ่งหากกลางวันไม่มีคนใช้น้ำก็จะล้นถังและไหลลงไปเติมอ่างอยู่ตลอดเวลา

คือภาพกว้างการทำงานอย่างร่วมแรงแข็งขันของชุมชนแห่งนี้

สื่อสารหลากช่องทาง
คีย์หลักประสานงานราบรื่น แม้ ‘ต่างวัย’

อดีตเกิดภัยพิบัติดินโคลนถล่ม น้ำหลาก พื้นที่ป่าหายไป แต่ภัยพิบัติเมื่อปี 2544 ถูกฟื้นฟูจากความตระหนักร่วมรู้กัน

เมื่อชาวบ้านรวมตัวกันจดทะเบียนเป็นป่าชุมชน เมื่อปี 2547 และต่ออายุทุก 5 ปี มีผู้นำผลัดเปลี่ยนมาแล้วหลายรุ่น

บุญทิวา ด่านศมสถิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เผยว่า ผู้นำคนล่าสุดเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง วางแผนพร้อมมีโครงสร้างองค์กรคนรุ่นใหม่ โดยจัดหมวด 236 หลังคาเรือน เทียบเท่ากับองค์กร

“ตั้งแต่ข้างบนที่สร้างวิสัยทัศน์ กำหนดภารกิจ พันธกิจ แต่ทั้งหมดจะมีส่วนร่วมในการวางแผนและข้อตกลงร่วมกัน โดยวางแผนเป็นระยะๆ ตัวแทนทุกครัวเรือนจะมาร่วมกิจกรรมที่ตกลงร่วมกัน ทำให้เห็นภาพทั้งหมด ป่าชุมชนแห่งนี้จึงได้รับการประเมินว่า ‘ดีเยี่ยม’ ชนะเลิศระดับประเทศ เพราะมีองค์กรที่ชัดเจน มีแผนงานเข้มแข็ง ทั้งผู้นำและสมาชิกเด็กที่อยู่ในเมือง มองหาว่าจะเรียนรู้เรื่องป่าไม้ที่ไหน และที่นี่เป็นอีกจุดที่เด็กสนใจมาถ่ายทำวีดิทัศน์ด้วยตนเอง”

ด้าน อัจฉริยะพงษ์ เผยว่า หลังได้รับรางวัลชาวบ้านดีใจมาก พวกเรากำหนดว่า อย่างน้อยต้องได้รางวัลชมเชย เอาเงินมาล่อก่อน ไปแข่งระดับจังหวัดได้ 1 หมื่น

“เมื่อทางป่าไม้เห็นกิจกรรมทางเฟซบุ๊กของหมู่บ้านจึงเข้ามาส่งเสริม ลุกกันขึ้นมาคุยกับหมู่บ้านกันใหม่ เตรียมดินกันใหม่ เมื่อชนะเลิศระดับจังหวัดเราตั้งเป้าเลยว่าระดับประเทศ พอได้เงินมาผมจะคืนให้แต่ละหมวดเพื่อเป็นทุนในการบริหาร ทำงาน และพัฒนากิจกรรมต่างๆ ของหมู่บ้าน

คราวนี้ชาวบ้านก็ทำกันใหญ่เพราะเขามีกำลังใจ และดึงหมู่บ้านข้างเคียงเข้ามาร่วม ขณะนี้ทำไปแล้วเป็นระยะทาง 8 กม. และกำลังจะครบ 15.3 กม. ในพื้นที่รอบป่าชุมชน รวม 389 ไร่”

“บอกอย่าง หนึ่งคนแต่ละวัยเข้าถึงไม่เหมือนกัน” ประธานกระซิบ

“เรื่องการสื่อสารมีปัญหาเรื่องช่องว่าง จึงมีการจัดแบ่งการสื่อสารแต่ละวัยแม่บ้าน-สูงวัย ใช้หอกระจายเสียง เด็กวัยรุ่น-วัยทำงานใช้ไลน์หมู่บ้าน 3 ครัวเรือนต้องมีสมาชิก 1 คน ส่วนคนภายนอกจะใช้เฟซบุ๊ก กิจกรรมที่ผ่านมาทั้งหมดอยู่บนเฟซบุ๊ก ‘หมู่บ้านแม่ขมิง’ เป็นจุดที่ไม่เคยเห็นในหมู่บ้านที่ไหน

บุญทิวา ด่านศมสถิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ในส่วนของการบูรณาการ ดิน น้ำ ป่า มีหน่วยงานเข้ามาช่วยดูแลเรื่องวิชาการ ใช้กระบวนการ D-S-L-M ในการจัดการทรัพยากรในชุมชน มาสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ โดยมีศูนย์บริหารจัดการน้ำ จ.แพร่ คอยดูแลเรื่องข้อมูล และส่งเราไปไฟต์โครงการจากหน่วยงานต่างๆ เริ่มมา 2 ปี ได้รับงบประมาณเกิน 2 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อวัสดุ เขาให้วัสดุมาเราก็ใช้แรงงานจากชาวบ้านช่วยกันทำ และแบ่งปันให้หมู่บ้านข้างเคียง

อย่างปีที่ผ่านมาได้ 3.5 ล้านบาท หมู่บ้านใช้ไป 1 ล้าน อีก 2.5 ล้าน ขยายไปอีก 5 อำเภอในพื้นที่ จ.แพร่ ไม่เฉพาะในตำบล หรือหมู่บ้าน แต่เราขยายเป็นระดับจังหวัด เพราะถูกบีบด้วยแรงงานกับกรอบเวลา เช่น ผู้ได้รับผลประโยชน์ทำระบบท่อต้องมาขุดแนวท่อวันละกี่คน กี่ครัวเรือน 1 เดือน ได้กี่ร้อยเมตร ถ้าเราจะเอาทั้งหมดจะเลยระยะเวลาที่กำหนด จึงจำเป็นต้องเอาส่วนระยะทางไปให้ที่อื่น ขยายผลไปยังหมู่บ้านข้างเคียงเพื่อพัฒนาระบบกระจายน้ำในพื้นที่การเกษตร ทำให้พื้นที่รอบข้างมีน้ำเก็บไว้เหมือนเราด้วย หนองนาโมเดลเราทำก่อนของรัฐบาล เราส่งเสริมให้เอาน้ำไปเติมสระสำรองพื้นที่เกษตรของตัวเอง” ประธานหมู่บ้านแม่ขมิงเผย

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เหตุใดบ้านแม่ขมิงจึงเป็นที่ยอมรับ และได้รับการประเมินสูงสุดของป่าชุมชนที่ร่วมประกวดด้วยกัน

เรียนรู้ รักษ์ ระบบนิเวศ
เก็บมา-ปลูกคืน ฟื้นผืนป่า

“การเข้าไปหาของป่าจะต้องปลูกต้นไม้คนละ 1 ต้น คือข้อตกลงร่วมกันส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้นไม้เพิ่มขึ้น

ตอนนี้นโยบายจังหวัดมีจุดคัดกรองและลงทะเบียนเฉลี่ยไม่เกิน 2-3 คนต่อวัน โดยจะปลูกในช่วงฤดูฝน ชาวบ้านขึ้นไปเก็บเห็ดบนดอย เอาเม็ดมะม่วงที่งอกอยู่หลังบ้านติดไปด้วย เหมือนจ่ายค่าธรรมเนียม ซึ่งต้นไม้ที่ปลูกไม่ได้จำกัดชนิด เป็นไม้ผลที่งอกหลังบ้านได้ เป็นการปลูกแบบป่า ไม่ใช่การบังคับ เพียงแต่ขอความร่วมมือ แต่จะมีการสำรวจไม้โต วงรอบเกิน 100 ซม. โดยคณะกรรมการป่าชุมชน ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 58 ต้น

นอกจากรักษาป่าเดิมไว้ก็มีการขยาย โดยมีแผนเพิ่มพื้นที่สีเขียว รณรงค์ให้เยาวชนมาเพาะกล้า มีอ่างสำรองน้ำท้ายหมู่บ้าน นั่นหมายความว่าน้ำทุกหยดที่มาจากป่า ชุมชนจะสามารถเก็บไว้ได้หมด เอาป่าเป็นตัวตั้งเพื่อให้ได้น้ำ

ส่วนโครงสร้างอื่นๆ ของชุมชนไม่ได้พัฒนาเพียงเรื่องเดียว ยังรวมทั้งประเพณี วัฒนธรรม การศึกษา อาชีพ อยู่ในปฏิทินแผนงานประจำปีของหมู่บ้าน

“เฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานมีทีมดูแล ทุกกลุ่มทุกองค์กรในหมู่บ้าน กองทุนหมู่บ้าน สตม. อสม. เราจะคุยกันตลอดใน 1 เดือน คุยกัน 4-5 ครั้ง ชาวบ้านก็รู้สึกภูมิใจที่เมื่อมานั่งคุย สิ่งที่เขาคิดถูกตอบสนองความต้องการ”

“ก่อนหน้านี้มีเลี้ยง ‘ผีขุนห้วย’ จะมีการทำแนวกันไฟซ่อมแซมฝาย เหมือนเป็นการให้ชาวบ้านไปนั่งสนทนากัน ทานข้าวกลางวันด้วยกัน เป็นกุศโลบายให้ป่าปกปักรักษา ส่วนดินถล่มจากการสัมปทานป่าไม้ ทุกเดือนเมษายน คณะกรรมการหมู่บ้านจึงตกลงว่าตอไม้ที่อยู่ในพื้นที่ป่าชุมชนจะสร้างวิสาหกิจชุมชนรากไม้ระดับ 4 ดาว ให้คณะกรรมการประมูลกับวิสาหกิจ เพื่อมีเงินกลับมาพัฒนาป่าชุมชนอีกทาง”


 

กิจกรรมทำธนาคารใบไม้

ปุ๋ยธรรมชาติ ‘ธนาคารใบไม้’
ทางฟื้นดิน ลดไฟป่า

อีกหนึ่งกิจกรรมสำหรับความร่วมมือของภาครัฐ กับชุมชน

ว่าที่ร้อยตรีหญิง พันธุ์เครือ ทิพย์โสด นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอวังชิ้น บอกว่า ธนาคารใบไม้ เป็นนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ให้เจ้าหน้าที่เกษตรมาช่วยสอนทำธนาคารใบไม้ เพื่อฟื้นฟูพัฒนาดิน ลดปัญหามลพิษ และไฟป่า

โดยใช้ 1.ใบไม้ที่ร่วงหล่นตามพื้น 2.ใบไม้ที่ได้จากแนวกันไฟ ซึ่งธนาคารใบไม้ไม่ได้มีกฎตายตัวว่าจะต้องมีการถอน-ฝากเพียงอย่างเดียว แต่ธนาคารใบไม้เป็นจุดที่ให้เด็กเอาใบไม้มาฝาก เมื่อเป็นปุ๋ยก็ถอนมาใช้ในครัวเรือนได้ เป็นการฟื้นฟูดิน

อีกส่วน นำใบไม้จากที่ทำแนวกันไฟมาทำปุ๋ย และใช้ฟื้นฟูดินบริเวณนั้น

สำหรับกรมส่งเสริมฯ มีการจัดทำกลุ่มยุวเกษตรกรสอนเด็กๆ ทำปุ๋ย ทำจิตอาสา เด็กๆ ให้ความสนใจมาร่วม เริ่มตั้งแต่ประถม โดยจะสลับมาร่วมกันทำงานจิตอาสา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน