อาศรมมิวสิก : วาทยกรหญิง เพื่อความเท่าเทียมกันทางเพศ? : บวรพงศ์ ศุภโสภณ

15.03.20 | 13:00 น.

ยังคงเป็นภาพที่แปลกตา หากเราได้เห็นวาทยกรสตรียืนอำนวยเพลงอยู่บนแท่นวาทยกร (Podium) หน้าวงออเคสตรา ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันเราก็ได้เห็นภาพนักดนตรีผู้หญิงนั่งบรรเลงอยู่ในทุกๆ กลุ่มเครื่องดนตรีในวงออเคสตรามากมายจนเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไปแล้ว แม้แต่กระทั่งระดับหัวหน้ากลุ่ม (Principal) หรือแม้แต่หัวหน้าวงออเคสตรา (Concert Master) ก็มีผู้หญิงอยู่ไม่น้อย ยิ่งนักดนตรีระดับผู้บรรเลงเดี่ยว (Soloist) แล้ว การได้เห็นสุภาพสตรีรับบทบาทหน้าที่อันสำคัญทางดนตรีนี้ก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดามาก แล้วเหตุใดภาพของวาทยกรสตรีหน้าวงออเคสตราจึงยังคงเป็นภาพที่ดูไม่คุ้นชินเสมือนตำแหน่งอื่นๆ นับจนถึงปัจจุบันวาทยกรหญิงเริ่มมีจำนวนมากขึ้นๆ และหัวข้อพูดคุยถึงความต้องการเห็นวาทยกรสตรีเพิ่มมากขึ้นก็เริ่มกลายเป็นหัวข้อให้ถกเถียงกันมากขึ้นๆ ในวงการดนตรีคลาสสิก

มีบทความและข้อเขียนมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่น่าสนใจ ผู้เขียนเองได้ไปอ่านพบในบทความของ “แคเธอรีน ลาเกรฟ” (Katherine Lagrave) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือนกันยายนปีกลายนี้เอง เธอได้มีโอกาสพูดคุยกับ “มาริน อัลซอพ (Marin Alsop) วาทยกรหญิงชาวอเมริกันวัย 63 ปี ซึ่งตอนนี้คุณป้ามาริน อัลซอพ ถือเป็นบุคคลต้นแบบ (Role Model) ที่สำคัญในการเป็นวาทยกรชื่อดังระดับโลกที่เป็นสตรีเพศ ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรี(Music Director)ของวง “บัลติมอร์ ซิมโฟนีออเคสตรา” (Baltimore Symphony Orchestra) ซึ่งเป็นหนึ่งในวงออเคสตราชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสุภาพสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ของวงดนตรีวงนี้ เธอได้รับแรงบันดาลใจอันสำคัญมาจากการได้ชมการอำนวยเพลงของเลโอนาร์ด เบอร์สไตน์ (Leonard Bernstein) ที่นิวยอร์กในตอนอายุ 9 ขวบ และเธอบอกว่านั่นคือแรงบันดาลใจดุจสายฟ้าฟาดที่ทำให้เธอตั้งใจมุ่งมั่นต่อตำแหน่งนี้นับแต่วันนั้น โดยไม่เคยลดละความพยายามแม้แต่วันเดียว

มาริน อัลซอพ บอกว่า “ตอนฉันเริ่มงานอำนวยเพลง ฉันก็หวังว่าจะมีสตรีอีกเป็นจำนวนมากที่จะทำงานนี้ได้อย่างดีตามมาอีกมาก แต่แล้ว 5 ปีผ่านไป,10 ปีผ่านไป ฉันกลับรู้สึกว่านี่พวกเธอหายไปไหนกันหมด” รายงานจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ กล่าวว่า ในบรรดาวงออเคสตราชั้นนำที่มีเงินงบประมาณสูงๆ นั้น มีผู้หญิงที่เป็นผู้อำนวยเพลงอยู่เพียง 4 เปอร์เซ็นต์ และการจัดอันดับวาทยกรชั้นนำ 50 คน ที่มีงานอำนวยเพลงแบบล้นมือ ตลอดปีในปี ค.ศ.2018 นั้น มีวาทยกรสตรีอยู่เพียง 3 คนคือ “มาริน อัลซอพ”, “Mirga Grazinyte-Tyla” (เธอเป็นผู้อำนวยการดนตรีของวง “City of Birmingham Symphony Orchestra”) และ “JoAnn Falletta” (ผู้อำนวยการดนตรีของวง Buffalo Philharmonic Orchestra และวง Virginia Symphony Orchestra) มีความเห็นของวาทยกร (ชาย) ระดับโลกบางคนที่ฟังดูว่าเขาไม่ปลื้มนักกับการมีวาทยกรหญิงยืนอยู่หน้าวงออเคสตรา อาทิ ความเห็นของ “ยูริ เทเมียร์คานอฟ” (Yuri Temirkanov) ผู้อำนวยการดนตรีของวงบัลติมอร์ซิมโฟนีฯคนก่อนหน้าที่มาริน อัลซอพจะมาสวมตำแหน่งแทน เขากล่าวในปี ค.ศ.2016 ว่า “ถูกต้องละ สตรีก็สามารถป็นวาทยกรได้ ผมมิได้ต่อต้านพวกเธอหรอก แต่เพียงแค่ผมไม่ค่อยชื่นชอบหรือปลาบปลื้ม”

ในปี ค.ศ.2017 “มาริส ยานซอนส์” (Mariss Janson) ให้ความเห็นว่า “การได้เห็นสตรีอยู่บนแท่น (หน้าวงออเคสตรา)……..อื้ม….ขอบอกว่าคงไม่ใช่อะไรที่ผมโปรดปรานนัก” แต่ความเห็นจากวาทยกรบุรุษเพศที่สร้างความฮือฮา,เกรียวกราวมากที่สุดจนกระทั่งเจ้าตัวแทบจะยืนไม่ติดก็คือ ความเห็นของ “วาซิลี เพเทรงโก” (Vasily Petrenko) ผู้อำนวยการดนตรีของวง Oslo Philharmonic และวง Royal Liverpool Philharmonic ที่กล่าวไว้ในปี ค.ศ.2013 ว่า “วงออเคสตราจะตอบสนองได้ดีกว่า เมื่อพวกเขามีผู้ชายยืนอยู่เบื้องหน้า………..ผู้หญิงสวยน่ารักบนแท่นอำนวยเพลงอาจทำให้นักดนตรีคิดไปถึงเรื่องอื่นๆ……..”

ต่อมาเขาต้องแก้ตัวเป็นพัลวันว่ามันเป็นปัญหาเรื่องการแปล และบริบท,ความหมายที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม

Advertisement

“โจ แอนน์ ฟัลเลตตา” ผู้อำนวยการดนตรีของบัฟฟาโล ฟิลฮาร์โมนิก เธอให้ความเห็นในมุมมองของวาทยกรสตรีได้อย่างน่าฟังและมีเหตุผลว่า “เมื่อวาทยกรชายซ้อมวงแล้วเกิดอารมณ์เสีย มันกระตุ้นให้วงออเคสตราฝึกฝนมากขึ้น,ทำงานหนักขึ้น,ปรับปรุงให้ดีขึ้น……ในขณะที่ภาพผู้หญิงหัวเสียบนแท่นอำนวยเพลงจะก่อให้เกิดผลกระทบที่แตกต่าง……มันเสมือนภาพฝังใจว่าเธอคนนั้นกำลังควบคุมตัวเองไม่ได้ นั่นเพราะว่า โลกและสังคมมองความโกรธของผู้หญิงในลักษณะใด….” เธอยังเล่าอีกว่าในสมัยที่เธอเรียนอำนวยเพลงอยู่ที่สถาบันดนตรีจุลลิอาร์ด (Juilliard) นั้นเธอได้เรียนอำนวยเพลงกับ “ยอร์เก เมสเตอร์” (Jorge Mester) ในช่วงทศวรรษ 1970 เธอเป็นเพียงสตรีเพศเพียงคนเดียวในชั้นเรียน เธอต้องมาขบคิดพิจารณาอย่างมากกว่าคนอื่นๆ ว่าเธอควรจะพูดกับวงออเคสตราอย่างไรดี, ทำไมเธอต้องกล่าวขอโทษเมื่อจะบอกคนเป่าปี่โอโบว่าให้เป่าเบาลงหน่อย หรือว่า ทำไมเธอต้องจ้องมองที่สกอร์ดนตรี (โน้ตฉบับรวมวง) แทนที่จะมองตรงไปที่นักดนตรี เมื่อต้องกล่าวติติงกัน “ยอร์เก เมสเตอร์” ได้ช่วยให้ฉันตระหนักได้ว่าในฐานะบทบาทของวาทยกร “……… มันมิใช่ (เป็นเพียง) สิทธิ ที่จะกล่าวในสิ่งต่างๆ เหล่านั้นหากแต่มันคือความรับผิดชอบ (ในหน้าที่) ของฉันต่างหาก……….. นี่คืองานที่ฉันต้องทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น,ฉันต้องแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ต้องการ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงและปรับปรุง……..และถ้าฉันไม่สามารถทำได้ฉันก็ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งนั้นได้……….”

“แคโรลีน กวง” (Carolyn Kuan) วาทยกรหญิงผู้รับตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรี (Music Director) ของวง “Hartford Symphony Orchestra” ในปี ค.ศ.2011 ด้วยวัยเพียง 34 ปี เธอเป็นวาทยกรชาวไต้หวัน (สตรีคนแรกที่คว้ารางวัล Karajan Fellowship ในปี ค.ศ.2003) ได้ถ่ายทอดประสบการณ์วาทยกรสตรีได้อย่างน่าสนใจว่า “ ……..ในตอนเรียนปริญญาโท ศาสตราจารย์ของฉันคนหนึ่งได้ช่วยเหลือประคับประคองฉันอย่างมาก เขาบอกกับฉันว่า เธอรู้ไหม เธอน่ะมีพรสวรรค์มาก แต่เธอก็มีอุปสรรคใหญ่ๆ อยู่ 3 ประการ คือ 1.อายุเธอยังน้อย 2.เธอเป็นผู้หญิง และ….3.เธอเป็นคนเอเชีย …….” เธอกล่าวว่า ยังจำได้ว่า เธอได้ตอบกลับไปว่า “อื้ม…ดีแล้วค่ะ อย่างน้อยที่สุด คนหนึ่งในนั้นจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลง”

ในสมัยกาลช่วงปี ค.ศ.2019-2020 นี้หัวข้อสนทนาถกเถียงกันในเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเพศในดนตรีเริ่มดังก้องมากขึ้นๆ นิวยอร์กฟิลฮาร์โมนิกทำโครงการ 19 โครงการว่าจ้างนักประพันธ์เพลงสตรีประพันธ์บทเพลง 19 บท ลอสแองเจลิสฟิลฮาร์โมนิก
ออเคสตรา ออกนโยบายว่าโครงการว่าจ้างมอบหมายแต่งเพลง (Commission) 22 โครงการนั้น ครึ่งหนึ่งต้องมาจากสตรีเพศ เรื่องของความเท่าเทียมกันทางเพศในดนตรีกำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากขึ้นๆ หมุดหมายความสำเร็จ (Milestone),การยอมรับในสตรี
เพศเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปีกลายนี้เอง (พ.ศ.2562) “เมียร์กา กราซินิต-ทีลา” (Mirga Grazinyte-Tyla) วาทยกรหญิงชาวลิทัวเนียในวัย 30 ต้นๆ สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะวาทยกรสตรีคนแรกที่ได้รับการเซ็นสัญญาระยะยาวกับบริษัทแผ่นเสียงยักษ์ใหญ่ “หัวเหลือง” อย่าง “ดอยชท์ กราโมโฟน” (Deutsche Gamophon) และเธอยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรีของ “City of Birmingham Symphony Orchestra” วงออเคสตราสำคัญระดับโลกอีกวงหนึ่ง งานวิจัยจากสมาคม “League of American Orchestras”

แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นในความหลากหลายทางเพศ,สายเลือด-เชื้อชาติในการอำนวยเพลงและรายชื่อของนักปะพันธ์ดนตรีที่ได้รับการนำออกแสดงบ่อยครั้งนั้น สตรีเพศกำลังเพิ่มมากขึ้นแข่งขันกับเพศชาย

“Ruth Reinhardt” วาทยกรผู้ช่วย (Assistant Conductor) ของวง Dallas Symphony เธอเป็นหนึ่งในสตรีเพศที่ทุ่มเทในการศึกษาทางด้านการอำนวยเพลงที่สถาบันจุลลิอาร์ด อันมีชื่อเสียง และต้องต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคมามากอย่างไม่ต้องสงสัย เธอให้แง่คิด-มุมมองในมุมกลับได้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เป็นมุมมองที่ดูจะก้าวข้ามเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศอย่างเห็นได้ชัด เธอกล่าวว่า “ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องล่อแหลม ที่เราจะมีวาทยกรสตรีเพศในรูปแบบลักษณะของแฟชั่น (ที่ทำตามๆ กัน) ซึ่งในท้ายที่สุดมันก็จะเสื่อมความนิยมไปตามยุคสมัย….” และเธอก็กล่าวว่า “ฉันเกรงว่าบางทีมันก็ไม่ใช่เป็นการลงทุนระยะยาวที่แท้จริง”

ข้อดีของความคิดและวิธีคิดแบบตะวันตกก็คือการเปิดกว้างทางความคิด (อย่างแท้จริง) วิธีคิดแบบนี้ไม่เคยไว้วางใจในแนวคิดวิธีคิดแบบใดแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อมันผุดขึ้นมา “ตามกระแส” (ไม่ว่าจะเป็นกระแสนิยมหรือกระแสเรียกร้อง) ความคิดแย้งของ “รุธ ไรน์ฮาร์ดท” ก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงด้วยกันเป็นสตรีเพศที่ต้องต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม (ทางวิชาชีพ) เช่นเดียวกัน แต่เธอก็มีสายตาอันยาวไกลที่มองเห็นประเด็นและปัญหาทางศิลปะดนตรีบางอย่างในระยะยาวที่สำคัญมากกว่าเพียงประเด็นความเท่าเทียมกันทางเพศ ผู้เขียนเองคิดว่าหากความคิดนี้มาจากเพศชายก็อาจดูว่าจะขาดความชอบธรรมในบางจุดไป ผู้หญิงด้วยกันเองนั่นแหละที่แสดงออกให้เห็นถึงความมีจิตใจกว้างขวางและมีความเป็นสากลที่สามารถก้าวข้ามประเด็นบางอย่างที่ดูว่าจะสำคัญ (แต่ไม่ได้สำคัญที่สุด) ไปได้

ผู้เขียนคิดว่ามิใช่เพียงแค่เรื่องวาทยกรสตรี ที่หยิบยกขึ้นมาในวันนี้หากแต่ ดนตรี-ศิลปะก็น่าจะสะท้อนความจริงแห่งชีวิตในโลกใบใหญ่ได้ด้วย การกีดกันกันด้วยอคติเรื่องเพศสภาพ เป็นเรื่องเลวร้ายที่ควรถูกกำจัดให้หมดสิ้นไปในทุกๆเรื่อง (ที่มีเหตุผลสมควรอย่างแท้จริง) แต่การต้องสนับสนุนกันด้วยใช้เหตุผลทางเพศสภาพเป็นประเด็นหลักก็ดูจะเป็นเรื่องล่อแหลม-อันตรายเช่นเดียวกัน เมื่อเราไม่ควรกีดกันกันด้วยเพศสภาพ เราก็ไม่ควรสนับสนุนกันเพียงด้วยเหตุผลเรื่องเพศสภาพ ยิ่งเมื่อมองโลกแห่งความเป็นจริงในยุคปัจจุบัน เราจะเห็นความหลากหลายทางเพศได้(และการต้องเปิดใจยอมรับ)ได้แจ่มชัดมากขึ้น วาทยกรและศิลปินทางดนตรี (หรือศิลปินในสาขาอื่นๆ) ที่มิใช่ชายจริง-หญิงแท้ ก็มีมากมายดาษดื่น และเปี่ยมด้วยอัจฉริยภาพอย่างแท้จริงเสียด้วย พวกเขาเหล่านั้น (เพศที่ 3-เพศที่ 4) ควรได้รับการนำมาพิจารณาเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในประเด็นที่ว่านี้ด้วยไหม การนำเรื่องสิทธิทางเพศเข้ามาเป็นเงื่อนไขกับการสร้างสรรค์งานศิลปะในแง่นี้ดูจะเป็นดาบสองคมที่เราควรจะต้องระมัดระวังและพิจารณาให้รอบด้าน

แคเธอรีน ลาเกรฟ จบบทความของเธอได้อย่างแหลมคม ที่ชวนให้นึกไปถึงเรื่องสิทธิสตรีเรื่องอื่นๆ ด้วย เธอกล่าวว่า “……สุดท้ายแล้วการหยิบยกเอาเรื่องเพศสภาพขึ้นมานี้ มันจะ “ช่วย” หรือ “ซ้ำเติม” วาทยกรสตรี หากบรรดาสตรีจะมองเรื่องนี้เป็นเพียงความเท่าเทียมกันทางเพศ……..” และปิดท้ายด้วยวาทะที่ก้าวข้ามความคิดเรื่องเพศสภาพอย่างแท้จริง เธอคือวาทยกรสาวสวย ชาวเม็กซิกัน “อะลอนดรา เดอ ลาพาร์รา” (Alondra de la Parra) ผู้อำนวยการดนตรีของวง “Queensland Symphony Orchestra” เธอบอกว่า “…..ความจริงแล้วพวกเรา (สตรีเพศ) ก็มิใช่เผ่าพันธุ์อะไรที่แปลกแยกแตกต่างออกไป การอำนวยเพลงเป็นงานที่ต้องทำด้วยสมอง,โสตประสาท,จินตนาการ,ประสบการณ์ และบุคลิกภาพ…ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราทุกๆ คนต่างก็มีเท่าเทียมกันทั้งในเพศหญิง-เพศชาย และมันก็มีแตกต่างกันไปในแต่ละปัจเจกบุคคลอีกเช่นกัน ….”

โอ้……นี่ช่างเป็นวาทะเชิงปรัชญาที่สะท้อนความจริงได้อย่างยิ่งใหญ่โดยแท้จริง ความจริงนั้นทั้งงดงามและยิ่งใหญ่น่ายกย่อง ไม่ว่าผู้กล่าวนั้นจะอยู่ในเพศสภาพใดก็ตาม พวกเราควรมาฝึกฝนในการละวางอคติเหล่านี้กันหรือไม่? เราจะชื่นชมหรือตำหนิงานศิลปะเพียงดูที่เพศสภาพของศิลปินผู้สร้างสรรค์หรือ? อะไรคือประเด็นหลัก อะไรคือแก่นแท้ที่เราจะต้องละวางกระพี้ภายนอกเพื่อเข้าให้ถึงแก่นเนื้อในอันแท้จริง เอ……..ท่านผู้อ่านที่เป็นผู้หญิงจะกล่าวหาว่าผู้เขียนไม่เห็นความสำคัญของเรื่องสิทธิสตรีหรือเปล่าหนอ?