หนแรกนั้นตั้งใจว่าจะย้อนยุคกลับไปดึกดำบรรพ์กว่านี้อีกหน่อย
ถึงขั้น All Alone Am I ของ Brenda Lee เมื่อปี 1963 หรือใกล้เคียงกันอย่าง My First Day
Alone ของ The Cadscade
ไม่อย่างนั้นก็ All By Myself ของ Celine Dion เมื่อปี 1994
แต่เนื่องจากยังไม่มีประกาศ “ปิดเมือง” สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นต้องแยกกันอยู่แบบตัวใครตัวมัน
เพราะฉะนั้น เพลงที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นจึงอยู่ในข่าย “รอได้”
หวยจึงมาออกที่เพลงซึ่งเกี่ยวข้องกับ “หน้ากาก” อย่าง The Stranger ของ Billy Joel แทน
ไม่ได้ตรงไปตรงมาเป็น “หน้ากากอนามัย” เป๊ะ
เพราะนั้นมันของหายาก ต้องมีเส้นสาย ต้องอยู่ใกล้ชิด “ขาใหญ่” ในรัฐบาลถึงจะมีกับเขาได้
แต่หน้ากากในเพลงนี้คือ “หน้ากากสังคม” หรือจะเรียกว่าหน้ากากหนังมนุษย์ก็คงพอกล้อมแกล้ม
หน้ากากชนิดนี้กันเชื้อโรคไม่ได้ ซ้ำร้ายบางหนก็เป็นตัวเชื้อโรคเสียเอง
Billy Joel หนึ่งในยอดนักดนตรี นักแต่งเพลงที่มียอดขายแผ่นเสียงทั่วโลกมากกว่า 15 ล้านแผ่นเป็นลูกยิวขนานแท้
พ่อหนี้ภัยนาซีออกมาจากเยอรมนีก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง มาเจอกับแม่ที่เป็นลูกยิวในนิวยอร์ก
แต่งงานมีลูก อยู่กันได้ 10 กว่าปีก็หย่าร้างกัน เพราะพ่อ “รับสังคมอเมริกันไม่ได้” แยกตัวกลับไปอยู่ยุโรปตั้งแต่ Billy อายุได้ 8 ขวบ
พ่อนอกจากเป็นนักธุรกิจแล้ว ยังเป็นนักเปียโนคลาสสิกด้วย
แต่อิทธิพลและการฝึกฝนทางดนตรีของ Billy ได้มาจากการเคี่ยวเข็นของแม่ที่ส่งลูกชายคนเดียวไปเรียนดนตรีตั้งแต่อายุได้ 4 ขวบโดยแท้
คนทั่วไปรู้จัก Billy ในฐานะนักเปียโนผู้มีความสามารถ แต่เจ้าตัวบอกว่าที่ชอบและเชื่อว่าเล่นได้ดีกว่าเปียโนก็คือออร์แกน
แต่จะเปียโนหรือออร์แกน ความพยายามของแม่ผลิดอกออกผลอย่างน่าชื่นใจ
เติบโตขึ้นมาในยุค 1960 แน่นอนว่าเหมือนกับวัยรุ่นทั่วไปในยุคนั้นที่ได้รับอิทธิพลของดนตรีร็อกแอนด์โรลมาเต็มๆ
และถึงจะมี Ray Charles ยอดนักเปียโนสายตาพิการเป็นไอดอลประจำตัว (ถึงขนาดเอาชื่อมาตั้งเป็นชื่อกลางของลูกสาว)
แต่แรงบันดาลใจที่อยากทำให้กระโดดเข้าสู่วงการดนตรีนั้นอยู่ในคืนที่นั่งดู The Beatles ออกโทรทัศน์ในรายการ Ed Sullivan Show ในโอกาสที่ยอดวงจากอังกฤษบุกข้ามมาหากินในฝั่งสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก
ว่าแล้วก็เริ่มทำมาหากินทางดนตรีตั้งแต่ปี 1965
แต่เส้นทางของความสำเร็จนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถึงจะมีเพลงฮิตอย่าง Captain Jack ที่เป็นขวัญใจของชาวเมืองฟิลาเดลเฟีย เพลงและอัลบั้มอื่นๆ ที่ตามหลังมาจากนั้นก็ยังไม่ฮิตติดหูคนในวงกว้าง
ความกดดันของการรอคอยความสำเร็จ หนักหนาเสียจน Billy กลายเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า
ถึงขั้นเคยเขียนบันทึกลาตายเอาไว้แล้ว
แต่ท้ายที่สุดก็ผ่านมรสุมชีวิตนี้มาได้และหลักชัยแรกของความสำเร็จก็คือ The Stranger ที่เป็นทั้งชื่อเพลงและชื่ออัลบั้มที่ออกวางจำหน่ายในปี 1977 นี่เอง
อัลบั้มนี้บรรจุเพลงฮิตสุดยอดอย่าง Just The Way You Are เพลงรักหวานบาดใจอย่าง She’s Always A Woman เพลงกระชึ่กกระชั่กที่ไม่ว่าใคร
ก็ร้อง “แก๊ก แก๊ก แก๊ก แก๊ก” ได้อย่าง Movin’ Out (Anthony’s Song)
ไปจนถึงเพลงคึกคักอย่าง Only The Good Die Young และเพลงที่ Billy ถือเป็นเพลงประจำตัวอย่าง Scenes From An Italian Restaurant เอาไว้
จนกระทั่งกลบเพลงที่เป็นชื่ออัลบั้มอย่าง The Stranger ไปเกือบสนิท
ทั้งที่ไม่ว่าจะโดยเนื้อเพลง หรือทำนอง ไปจนกระทั่งถึงการทำดนตรีแล้ว เพลงนี้น่าจะจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของ Billy ด้วยซ้ำ
เสียงเปียโนช่วงขึ้นต้น ตามด้วยเสียงผิวปาก (โดย Billy เอง) ให้อารมณ์โหยหวนอยู่ลึกๆ
ก่อนจะถูกหักมุมด้วยด้วยเสียงกระหึ่มของการบรรเลงครบวง ที่มีกีตาร์เป็นพระเอก
เดินไปอย่างนี้เรื่อยๆ จนกระทั่งกลับมาจบด้วยเสียงเปียโนและผิวปากอีกครั้งในตอนท้าย
เหมือนคนที่กลับมาถอดหน้ากากออกเมื่ออยู่ลำพังตามเนื้อเพลงนั่นแล้ว
ถึงจะออกแนวเพลงรัก แต่เนื้อท่อนแรกของ
เพลงนี้ออกแนวปรัชญาชีวิตกันเลยทีเดียว
Well, we all have a face
That we hide away forever
And we take them out
And show ourselves when everyone has gone
Some are satin, some are steel
Some are silk and some are leather
They’re the faces of a stranger
But we’d love to try them on
ใช่ไหม
เราแต่ละคนสวมหน้ากากทันทีที่ไม่ได้อยู่คนเดียว หน้ากากสารพัดประเภท และทำให้เรากลายเป็น “คนแปลกหน้า” ที่บางครั้งแม้แต่ตัวเราเองก็ยังสงสัย ว่านี่ใช่ตัวเราจริงหรือไม่
แต่นั้นยังไม่อันตรายเท่ากับบางคนที่ใส่หน้ากากแล้วไม่ยอมถอด หรือถอดไม่ได้
ต่อให้คนรอบข้างจับได้ รู้ทัน ว่าที่ใส่อยู่นั่นนะหน้ากาก
เป็นหน้าปลอม ไม่ใช่หน้าจริง
ก็ยังทุรังจะสวมหน้ากากนั้นอยู่ต่อไป
ไม่รู้ว่ากลัวคนจะเห็นหน้าตาที่แท้จริงของตัวเอง
หรือเอาเข้าจริงแล้ว ตัวเองนั้นแหละกลัวที่จะเห็นหน้าตัวเองกันแน่
ไม่ต้องบอกตรงๆ ว่าเป็นใคร-ใคร-ใคร
ท่านทั้งหลายก็คงรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วกระมัง
…
https://www.youtube.com/watch?v= bnlvPoDU5LY

