ในวันที่โรงพยาบาลคือสนามรบ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ถึงเวลาที่ไทยต้อง ‘ล็อกดาวน์’

22.03.20 | 14:19 น.

หนึ่งในบุคลากรทางการแพทย์ที่มีบทบาทสูงมาก ทั้งต่อสู้ เรียกร้อง และผลักดันอย่างหนักหน่วง เพื่อให้ภาครัฐเห็นความสำคัญของสุขภาพคนไทยมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเรื่องสนับสนุนการแบน 3 สารเคมีเกษตร, เห็นควรให้ปลดล็อกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ล่าสุดยังเสนอให้”ล็อกดาวน์” ปิดประเทศ ปิดเมือง ปิดบ้าน 3 สัปดาห์ เพื่อหยุดการแพร่กระจายของโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19

เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก “ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา” หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ควบตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้าและอบรมโรคติดเชื้อไวรัสสัตว์สู่คน และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในเวลาเดียวกัน

ด้วยสำเร็จการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ วท.บ. (เกียรตินิยม) สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์, คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พ.บ. (เกียรตินิยม) สาขาแพทยศาสตร์, แพทยสภา ว.ว. (วุฒิบัติผู้เชี่ยวชาญ) สาขาอายุรศาสตร์, แพทยสภา ว.ว. (วุฒิบัติผู้เชี่ยวชาญ) สาขาประสาทวิทยา และ Johns Hopkins University Fellowship Neurology / Neurology School of Medicine & Neuroimmunology ตามลำดับ ทำให้หมอธีระวัฒน์ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ตั้งแต่อายุ 35 ปี มีผลงานวิจัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังผลิตงานค้นคว้า ประดิษฐกรรม ตำรา ฯลฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา ได้รับเลือกให้เป็น “บุคคลคุณภาพแห่งปี 2019 ด้านสาธารณสุข” จากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (มสวท.)

Advertisement

ปัจจุบันออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลไทย “ล็อกดาวน์” 21 วัน หรือ 3 สัปดาห์ เพื่อหยุดการแพร่กระจาย “โควิด-19” พร้อมให้เหตุผล 3 ประการ คือ 1.ไม่มียา 2.ระบบสาธารณสุข กายภาพ อุปกรณ์ กำลังคน ที่อาจไม่เพียงพอ และ 3.วันนี้เป็นวาระสุดท้ายที่ต้องก้าวนำเชื้อโรค ไม่ใช่เกิดวิกฤตรุกล้ำเข้าไปในระบบสาธารณสุขมากกว่านี้ ดังที่มีข้อจำกัดมากตามข้อ 1-2

แต่ไม่รู้ว่าเสียงนี้จะดังพอให้ผู้มีอำนาจได้ยินหรือไม่?

อาการของ “ผู้ป่วย” โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่แท้จริงเป็นอย่างไร?

เมื่อเกิดอาการไม่สบาย หรือมีอาการป่วยคล้ายโรคไข้หวัด จะไม่สามารถยืนยันได้ทันทีว่าป่วยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 หรือไม่ แต่ถ้าหากมีการป่วยด้วยโรคโควิด-19 และมีอาการเพียงเล็กน้อย สามารถเดิน วิ่ง ขยับร่างกาย รับประทานอาหาร ดื่มน้ำได้ หรือเกิดขึ้นในผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง อายุไม่มาก คนหนุ่มสาว และผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว อาการป่วยก็จะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีไข้เล็กน้อย หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ กรณีเช่นนี้รับประทานยารักษาโรคอาการเหล่านั้นจะหายไปได้เอง

หากผู้ที่มีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยขณะนี้ ไม่แนะนำให้ไปที่โรงพยาบาล เพราะหากตรวจพบเชื้อ แต่ผู้ป่วยมีอาการเพียงเล็กน้อย แพทย์ก็จะให้ผู้ป่วยกลับไปดูแลตนเอง พักผ่อนตามคำแนะนำ เนื่องจากอาการน้อย เชื้อไวรัสหายเองได้ แต่ขณะอยู่บ้านจะต้องแยกห้องพัก แยกสิ่งของเครื่องใช้ รักษาระยะห่างกับคนรอบข้าง 2 เมตร เพื่อความปลอดภัย เฝ้าดูอาการตนเอง หากมีอาการป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น หายใจเร็วขึ้นแต่น้อยกว่า 30 ครั้งต่อนาที รู้สึกเพลีย ไม่ค่อยอยากรับประทานอาหาร และมีไข้เล็กน้อยขึ้นไปแล้ว จึงต้องไปพบแพทย์เพื่อรักษาในโรงพยาบาล

การพิจารณาผู้ป่วยที่ติดเชื้อเป็น “ผลบวก” จะต้องดูควบคู่กับอาการป่วยเพื่อวินิจฉัยรักษา ผู้ป่วยอาการน้อยที่พักอยู่บ้านไม่ต้องใช้ยารักษาอะไรเลย สามารถทานยาพาราเซตามอลได้ และเมื่อมีอาการจะแพร่เชื้อได้อีก 20 วัน จึงจะต้องแยกตัวเองออกจากผู้อื่นในระยะนี้จนกว่าจะครบ หากมีพื้นที่ในบ้านน้อย จะต้องแบ่งขีดเส้นจำกัดพื้นที่ให้ชัดเจน หากจะเข้าห้องน้ำจะต้องเข้าเป็นคนสุดท้าย และทำความสะอาดให้ดี

เนื่องจากมีผู้ป่วยอาการที่ไม่มาก ทำให้ไม่ทราบได้ว่าผู้ติดเชื้อจริงๆ แล้วมีจำนวนมากแค่ไหน หากจะอ้างว่าผู้ติดเชื้อมีไม่มากนั้น ไม่เป็นความจริง กล่าวได้ว่า เนื่องจากขณะนี้จะต้องมีผู้ติด/รับเชื้อในประเทศไทยจำนวนมากพอสมควร แต่มีอาการเล็กน้อย ดังนั้น จึงไม่ทราบได้ว่าติดเชื้อโควิด-19 จริง มีผลต่อการแพร่กระจายเชื้อไวรัสต่อและอาจจะทำให้มีการแพร่ในวงกว้าง

ทั้งนี้ การแสดงอาการของโรคจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน เนื่องจากการติดเชื้อมีลักษณะเป็น “ลูกโซ่” หมายถึง แต่ละโซ่ที่เกิดขึ้น ผู้รับเชื้อจนเกิดอาการและทำให้เกิดมีการแพร่เชื้อจะมีระยะไม่เท่ากัน แสดงอาการออกมาไม่พร้อมกัน จะค่อยๆ ทยอยออกมาเป็นลูกโซ่และเป็นเน็ตเวิร์ก คือเครือข่ายกลุ่มก้อนที่ใหญ่ขึ้น

อย่างที่ทราบว่าเชื้อโควิด-19 แพร่ได้เร็วกว่าไข้หวัดใหญ่ 3 เท่า และขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อในไทยยังเฉลี่ยวันละ 30 คน มากที่สุด 60 ดังนั้น สามารถคาดคะเนว่าจะเป็น 30 ทุกวันได้หรือไม่?

ทางการพยายามลดตัวเลขตรงนี้ โดยการทำมาตรการกลางซอย ไม่สุดซอย คือลดหรืออาจปิดสถานบันเทิง โรงมหรสพต่างๆ หรือไม่ให้มีการชุมนุม ประชุม หรือแม้แต่เลื่อนสงกรานต์ การเลื่อนลักษณะนี้หรือปิดแบบนี้ต้องไม่ลืมว่าจริงๆ ไม่ได้ปลี่ยนวิถีชีวิตคนปกติประจำวัน คนยังออกไปทำงานแบบเดิม โดยสารรถเมล์ แท็กซี่ รถประจำทาง หรือรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินต่างๆ ซึ่งแออัด

กระบวนการเหล่านี้โดยเฉพาะการเลื่อนวันสงกรานต์เป็นเพียงการชะลอเพื่อรอปะทุใหม่ ตัวเลขอาจลดลงก็ได้ ดังนั้น การปิดจริงๆ เหล่านี้เพื่อให้เศรษฐกิจกลับคืนเหมือนเดิม 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ไม่นานมานี้รัฐบาลเพิ่งออกมาตรการสั่งปิดสถานบันเทิง สถานบริการ โรงมหรสพ รวมทั้งแหล่งที่มีคนเข้าไปรวมตัวกันมากๆ และอื่นๆ นาน 14 วันแล้ว มองว่าเป็นอย่างไร ได้ผลแค่ไหน?

มาตรการนี้ใช้เพื่อจิตวิทยาให้ประชาชนไม่ไปในสถานที่ต่างๆ และเพื่อไม่ให้ตัวเลขพุ่งสูงในแต่ละวัน แต่หลังจากนี้จะมีการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในทุกวัน และจะไม่สามารถทราบได้ว่ามาตรการการปิดสถานบริการใหญ่ระยะเวลา 14 วัน จะต้องปิดไปอีกนานแค่ไหน อาจจะต้องปิดต่อเนื่องไปอย่างไม่รู้จบ และไม่รู้จะเริ่มเมื่อไร อาจจะต้องปิดต่อเป็นปี

นี่เป็นการแก้ไขได้เพียงบางจุด แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง ฉะนั้นเราจะไม่รู้จุดจบที่เราเข้าใกล้ชีวิตประจำวันจะอยู่เมื่อไร เชื้อไวรัสก็อยู่ในสถานที่ได้ หากมีผู้ที่ติดเชื้อเข้าไป แต่สิ่งที่ต้องทำคือ การดูแลคนไม่ให้รับเชื้อ

ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่การระบาดระยะที่ 3 แล้วหรือไม่?

กรณีที่เกิดในสนามมวยไม่สามารถหาได้ว่าใครเป็นผู้แพร่เชื้อคนแรก ไม่ทราบว่าต้นตอของการแพร่เชื้อ นัยยะหนึ่งคือเข้าสู่การระบาดระยะที่ 3 แล้ว ทุกครั้งเมื่อมีผู้ติดเชื้อทั้งรายบุคคลหรือกลุ่มก้อน จะต้องมีผู้ที่เป็นคนแพร่เชื้อที่อาจจะไม่ทราบว่าได้ไปแพร่เชื้อให้ที่ไหนมาแล้วบ้าง

หากเราบอกว่าคนติดที่สนามมวย ขณะนี้เราตามตัวได้หมด แต่ต้องนึกถึงว่า คนที่นำเชื้อมาให้ที่สนามมวย เขาก็สามารถเดินไปแพร่เกิดเป็นกระจุก เป็นกลุ่มต่างๆ ต่อไปได้ นี่คือที่มาแล้ว แท้ที่จริงแล้วเราอยู่ในภาวะที่มีการแพร่กระจายทั่วไปอยู่แล้ว ผมเห็นด้วยกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ระบุว่าการเข้าสู่การระบาดระยะที่ 3 ไม่จำเป็นต้องมีการประกาศ เนื่องจากประเมินได้จากสถานการณ์การพบผู้ป่วยจำนวนมาก หรือการแพร่ของเชื้อกระจายเป็นวงกว้าง

ยืนยันว่ามาตรการปิดประเทศ ปิดเมือง ปิดบ้าน หรือ “ล็อกดาวน์” เป็นเวลา 3 สัปดาห์จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้ หรือถ้า “ล็อกดาวน์” ตอนนี้ยังทันการณ์ไหม?

มาตรการส่วนตัวที่ได้แนะนำให้มีการปิดเมือง เพื่อให้ประชาชนอยู่บ้าน ทั้งผู้ที่มีอาการมากหรือน้อยเป็นระยะเวลา 20 วัน เป็นสิ่งที่ควรจะทำ ซึ่งมาตรการนี้ในหลายประเทศได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น ออสเตรีย และอีกหลายประเทศ มาตรการของเรายังมีช่องโหว่ ถึงแม้จะปิดสถานบริการ แต่คนที่ไปทำงานยังเดินทางไปทำงานปกติ ใช้รถโดยสารสาธารณะปกติ ดังนั้น โอกาสที่จะแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นยังเหมือนเดิม การปิดสถานที่เป็นการปิดในกลุ่มใหญ่ แต่ขณะเดียวกันกลุ่มที่เป็นลูกโซ่ ยังดำเนินแพร่เชื้อต่อไปได้

ฉะนั้น ให้ปิดเมืองหมด 21 วัน และภายหลังใช้มาตรการเสริม เช่น รักษาระยะห่าง 1-2 เมตร การตรวจหาผู้ติดเชื้อใหม่ในกลุ่มและพื้นที่ต่างๆ เพื่อควบคุมไม่ให้แพร่กระจายซ้ำสอง หลังจากนั้นเราจะใช้ชีวิตได้ปกติ เริ่มหายใจหายคอได้ เราจะต้องเริ่มต้นศูนย์ใหม่อีกครั้ง อย่างน้อยก็ทำให้ประเทศไทยสะอาดใหม่ และหลังจากนั้นก็คอยควบคุมไม่ให้มันโผล่ออกมาอีก

การที่ประชาชนออกไปนอกบ้าน แล้วรับเชื้อเข้ามา ก็จะเป็นการรับเชื้อเข้าสู่คนในครอบครัวอีก และขณะนี้ปัญหาที่โรงพยาบาลพบคือผู้สูงอายุเข้ามารับการรักษา แต่ไม่ทราบว่าติดเชื้อมาได้อย่างไร เพราะส่วนใหญ่อยู่แต่บ้าน ไม่ได้ไปสถานที่อื่นๆ เราก็อกสั่นขวัญแขวนแล้วที่ตัวเลขของผู้ติดเชื้อยืนยันที่ปรากฏไม่สามารถคาดคะเนจำนวนผู้ติดเชื้อจริงๆ ในประเทศได้เลย และทุกคนที่ได้รับเชื้อก็นึกถึงว่าผู้ที่เป็นคนแพร่เชื้อให้ อาจจะไปไหนต่อไหนแล้วก็ได้

และวันนี้ทัน จริงๆ แล้วหากสามอาทิตย์นี้พอฉลองสงกรานต์ได้ ก็ไม่ต้องเลื่อนสงกรานต์ แต่ถ้าไม่ทำมาตรการแบบนี้ หมายถึงเลื่อนสงกรานต์ไปไม่รู้กี่ปีเพื่อให้มาเล่นสาดน้ำกัน เพราะเราก็ไม่แน่ใจว่าขณะนี้โรคเข้ามาอยู่ใกล้ขนาดไหน

ทุกอย่างจะคลีนได้ในเวลา 21 วันจริงหรือ?

อาจไม่คลีน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามีมาตรการเข้มข้น ต้องไม่ลืมว่าประเทศจีนพินาศทั้งประเทศ แต่กลับมาได้ใน 3 อาทิตย์ ภายในระยะเวลาแค่ 1 ธันวาคม 2562 จนปัจจุบันกลายเป็นประเทศสะอาดที่สุด และคนอื่นจะเข้าจีนต้องมีการกักตัว 14 วัน

ถ้าวันนี้ยังเงื้อ ‘โควิด-19’ ไม่ลง หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น?

ที่เกิดขึ้นชัดเจนเลยคือ ทุกประเทศที่เกิดเรื่อง ขณะที่มีจำนวนผู้ป่วยเกิน 130 จะพุ่งมาเลย ดังนั้น ถ้าเรารอให้ถึงขณะนั้นก็จะปรับตัวไม่ทัน หมายถึง ห้องผู้ป่วย อุปกรณ์ต่างๆ แม้แต่กรุงเทพมหานครเองก็ตามที่ประกาศว่ามีเตียงในสังกัด กทม. 170 เตียงเท่านั้น

หากมีคนไข้เดินเข้ามาเรื่อยๆ แค่วันละ 3 ขณะนี้ที่สถาบันบำราศนราดูรเหมือนเป็นสนามรบเรียบร้อย ทั้ง 70 เตียงเต็มหมด เพราะเมื่อคนไข้ผู้ต้องสงสัยเข้ามาต้องมีพื้นที่ให้เขาอยู่ห่างๆ กัน และต้องรอ 6-24 ชั่วโมง เพื่อประกาศว่าติดหรือไม่ติด ถ้าติดก็ไปห้องที่พออาการเบาหรืออยู่กันเป็นกลุ่มได้ แต่เมื่อไหร่ที่อาการหนักต้องย้ายไปที่อื่น

หากประชาชนยังรู้สึกว่าตัวเองป่วย มีไข้ แต่อาการไม่หนักมากจนต้องไปโรงพยาบาลควรทำอย่างไร?

ผู้ป่วยเป็นไข้ไม่สูง ไอ และมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัด แต่มีอาการน้อยและรับประทานยาจนหายได้เอง หากหลังจากที่อาการป่วยหายดีและไม่มีอาการป่วยแล้ว แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งมีการตรวจแอนติบอดี้ของเชื้อโควิด-19 ในร่างกายแล้วพบว่ามีผลเป็นบวก นั่นหมายถึงว่าการป่วยในครั้งนั้นเป็นการป่วยด้วยเชื้อโควิด-19 หรือไม่ กรณีนี้แสดงว่าเป็นการติดเชื้อโควิด-19 เพียงแค่เชื้อไวรัสนั้นหายเองได้โดยการรับประทานยา เนื่องจากแอนติบอดี้เป็นสิ่งที่ไปต่อสู้กับไวรัสมาแล้ว เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเคยมีการติดเชื้อมา

ทั่วไปผลแอนติบอดี้มี 2 ชนิด คือ 1.การติดเชื้ออย่างน้อยที่สุด 2 สัปดาห์ขึ้นไป และ 2.มีการติดเชื้อภายในระยะเวลา 3-5 วัน ดังนั้น การตรวจหาเชื้อจึงทำให้ทราบว่ามีการติดเชื้อในระยะใด เช่น บางคนมีการติดเชื้อเมื่อ 14 วันที่ผ่านมา หรือมากกว่านั้น กลุ่มนี้โอกาสแพร่เชื้อน้อยมาก เนื่องจากเชื้อกำลังจะหมดไปแล้ว หรือบางคนอาจติดเชื้อในระยะ 3-5 วัน ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในการติดเชื้อระยะ 3-5 วัน จะต้องเฝ้าระวังสังเกตอาการตนเองอยู่ในบ้านจนกว่าจะครบ 14 วัน

ยืนยันว่าเชื้อโควิด-19 สามารถหายได้เองในร่างกาย 100% ในผู้ที่มีอาการป่วยน้อย แต่ถ้ามีอาการมาก เชื้อนี้จะแพร่ให้กับผู้อื่นได้ และการแพร่เชื้อของโรคยังเป็นเพียงการสัมผัสสารคัดหลั่ง ไม่ใช่การแพร่ทางอากาศ แต่จะเกิดขึ้นได้ในกระบวนการของคลินิกทำฟันที่มีการดูดละอองฝอยในช่องปาก รวมถึงโรงพยาบาลที่มีการดูดสารคัดหลั่ง

ดังนั้น แพทย์จึงต้องใช้ห้องความดันลบ ซึ่งในประเทศไทยมีประมาณเพียง 100 กว่าห้องเท่านั้น รองรับผู้ป่วยไม่ได้

 


 

Photo by Miguel MEDINA AFP

เราเหมือน ‘อิตาลี’ แล้วหรือยัง?

ดูเหมือนวิกฤตการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 จะไม่จบลงง่ายๆ เพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตัวเลขผู้เสียชีวิตใน อิตาลี ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมีจำนวนรวมพุ่งแซงหน้า จีน ขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ของโลก

ขณะที่สถานกาณ์ผู้ติดเชื้อใน ประเทศไทย ก่อนหน้านี้เคยมีระดับคงที่ด้วยจำนวน 20-30 คนต่อวัน จนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขแถลงพบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มใหม่อีกเท่าตัวคือ 60 ราย นับเป็นรายที่ 213-272 ของประเทศ

สร้างความหวั่นวิตกให้คนไทยว่า เรากำลังเฉียดใกล้สถานการณ์อย่างอิตาลีหรือไม่?

“ถ้าไม่อยากให้เหมือนอิตาลี เรามีตัวอย่างเรียบร้อย จีนเตือนเรามาตลอด บอกว่าให้ทำอะไร”

ถ้อยคำย้ำชัดจาก ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้มองว่าประเทศไทยมี “ตัวอย่าง” การป้องกันวิกฤตการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ชัดเจน ทว่า ผู้มีอำนาจจะตัดสินใจเลือก”อนาคต” ประเทศในทิศทางไหน?

และนี่คือความเห็นแบบ “จัดเต็ม” จากคุณหมอ ผู้พยายามเสนอแนวทางให้ ล็อกดาวน์ ปิดประเทศ ปิดเมือง ปิดบ้าน นาน 3 สัปดาห์ อย่างต่อเนื่อง

“ผมเชื่อว่าถ้าเราประกาศปิดบ้าน คนจะมีความมั่นใจ อย่างยิ่ง อย่างที่คุณนิติพงษ์ ห่อนาค บอกว่าจริงๆ แล้วสงสารท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าที่ปรึกษานายกฯอนุบาลขนาดนี้ กลับไปอยู่บ้านดีกว่า

“หรือถ้าที่ปรึกษาต้องการเอาใจรัฐบาลเพราะกลัวเสียเศรษฐกิจ กลัวเสียอะไรต่งๆ ทำไมไม่ทำแบบสิงคโปร์ เขาคุมเข้มที่สุด เขาไม่สนใจว่าตรวจหาคนติดเชื้อได้เท่าไหร่ ขณะที่ประเทศจีนไม่สนใจเลยว่าเขาพบผู้ป่วยใหม่โดยการใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อให้รู้ว่าเป็น วันเดียวเพิ่มขึ้น 13,000 ราย แต่ 13,000 เขาหมดจด คือสามารถหาผู้ติดเชื้อ-แพร่เชื้อได้หมดเลย อีก 3 อาทิตย์เป็นประเทศสะอาด

“เราต้องการเป็นประเทศสะอาดแบบจีน หรือไต้หวันหรือไม่ นี่คือจุดสุดท้ายแล้ว ถ้าปล่อยให้เนิ่นนาน เชื้อจะค่อยๆ เลื้อยไปเงียบๆ สุดท้ายแล้วคนแข็งแรง คนที่ไม่มีอาการ แม้ผับปิดก็ดื่มเหล้าในบ้านกับพรรคพวก แต่ขณะเดียวกันก็ยังไปร้านอาหาร ไปขึ้นรถไฟฟ้า ขึ้นรถเมล์ รถแท็กซี่ ถามว่าตอนนี้มีมาตรการขจัดเชื้อในรถไฟฟ้ารถไฟใต้ดิน รถทัวร์แล้วหรือยัง?” หมอธีระวัฒน์อธิบายยาว พร้อมกล่าวปิดท้ายด้วยความหนักแน่น

“ขณะล็อกดาวน์อยู่ที่บ้าน จะมีหน่วยส่งกำลังบำรุง ถ้าอยากเอาเงินชิม ช้อป ใช้ ต่างๆ ก็เอาเงินมาให้คนที่อยู่บ้านที่ฐานะไม่ดี ตรงนั้นจะช่วยใช้เงินอย่างมีประโยชน์

“และคำขวัญ ณ ขณะนี้คือ เศรษฐกิจไทยต้องดี ระบบสาธารณสุขต้องไม่บรรลัย”