ย่ำไปในดงเพลง วันที่ 4 เมษายน 2563 : บ้านเรือนเคียงกัน : โดย เขบ็ดหัวโต
ไม่ว่าจะโดยคำขอร้องของรัฐบาล ของคุณหมอ ของบุคลากรทางการแพทย์ หรือโดยสำนึกส่วนตัว
นาทีนี้การ “แยกกันอยู่” มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด
หากต้องการสกัดการแพร่เชื้อของโคโรนาไวรัส
ก็จะมีคนจำนวนหนึ่งที่บริษัทห้างร้านทั้งหลาย ปิดกิจการถาวรบ้าง ชั่วคราวบ้าง หรือยังไม่ปิดกิจการแต่ละปริมาณการทำงานลง หรือมีนโยบายให้ทำงานนอกที่ทำงานบ้าง
จำนวนไม่น้อยจึงอยู่ “บ้าน”
ให้เข้าบรรยากาศก็ต้องเป็นเพลงบ้าน-บ้าน
คราวที่แล้วเป็นเพลง “บ้านของเรา” ของ คุณเลิศ ประสมทรัพย์
คราวนี้ขอต่อยอดด้วย “บ้านเรือนเคียงกัน” สองเวอร์ชั่น
เวอร์ชั่นแรก ออก “ลูกกรุง” และมาก่อน
คือ บ้านเรือนเคียงกัน ของวงสุนทราภรณ์ ขับร้องโดย คุณศรีสุดา รัชตะวรรณ
ที่ขึ้นต้นเสียงแจ๋วๆ ว่า
“บ้านเรือนเคียงกันแอบดูทุกวันมองเมียง
ถึงหากอยู่เคียงห่างกันสักเพียงวาเดียว
แต่ดูไกลกันไม่เคยสัมพันธ์กลมเกลียว
เห็นหน้าหน่อยเดียวเกิดความรักเหนี่ยววิญญาณ…”
แต่งเนื้อโดย ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ทำนองโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน
เรื่องทำนองนี่มีผู้รู้ท่านให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เป็นทำนองไทยโบราณ ชื่อเพลง “ข่า”
พยายามสืบค้น-สอบถามในระยะเวลาอันจำกัด ยังไม่ได้ความอะไร
ถ้าได้ข้อมูลหรือความคืบหน้า รวมทั้งหาฟังเพลงที่ว่าได้ จะมารายงานให้ทราบอีกครั้ง
ปีที่เพลงนี้ออกเผยแพร่นั้นไม่ชัดเจน แต่ต้องอยู่ในช่วงระหว่างปี 2495-2505
เพราะคุณศรีสุดาเข้ามาเป็นนักร้องวงสุนทราภรณ์ในปี 2495
ส่วนครูแก้วออกจากวงเมื่อปี 2505
เป็นเพลงที่ดึง “บุคลิก” ของคุณศรีสุดาออกมาได้ดีที่สุดเพลงหนึ่ง
คือทั้งสด และใส
ทั้งเนื้อเพลง ดนตรี และเสียงร้อง สะท้อนความเขินอายของสาววัยรุ่นแรกรักออกมาได้ชัดเจน
แล้วอีกไม่กี่ปีต่อมา ก็มีเพลงชื่อเดียวกัน ใช้ทำนองเดียวกันออกมา เหมือนตั้งใจจะ “ล้อ” กันโดยตรง
และดูเหมือนจะโด่งดังกว่าต้นฉบับ
บ้านเรือนเคียงกันเวอร์ชั่นนี้ขับร้องโดย “แมน ซิตี้ ไลอ้อน” ชาย เมืองสิงห์ ชื่อในวงการแสดงของ คุณสมเศียร พานทอง
ซึ่งปกติจะโด่งดังจากเพลงที่แต่งเองร้องเอง
แต่เพลงนี้คนที่ลงชื่อว่าเป็นผู้แต่งทั้งคำร้องและทำนอง (ที่ยกมาทั้งท่อน) ก็คือ ครูวิเชียร คำเจริญ
หรือที่คนรุ่นหลังรู้จักในชื่อ “ลพ บุรีรัตน์” นักแต่งนักร้องเพลงเฮฮา และเป็นป้อนเพลงอย่างถอยห่าง (ความจริงเพลงนี้ก็เข้าสถานการณ์เหมือนกัน) หรือฉันเปล่านา เขามาเอง, ตั๊กแตนผูกโบว์ ฯลฯ ให้พุ่มพวง ดวงจันทร์ โด่งดังขึ้นมาเป็นราชินีลูกทุ่ง
เพลงนี้ออกวางตลาดในปี 2508
ถึงจะคงทำนองเดิมไว้ แต่ปรับดนตรีให้ “ทะเล้น” ขึ้น ด้วยการใช้แอคคอเดี้ยน
ทำให้ท่อน “แต่แด๊น แต่แดน แต่แดน” ตอนขึ้นต้นของเพลง กลายเป็นทำนองฮิตติดปาก
มีรายการวิทยุสมัยนั้น ถ้าจำไม่ผิดคือรายการของคุณเกษม ฉายพันธุ์ เอาไปเป็นเพลงขึ้นต้นรายการ
จนคนฟังทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ไปจนถึงเด็กเล็กเด็กน้อยร้องกันได้ทั่วเมือง
และที่ร้ายกาจก็คือ ถ้าบ้านเรือนเคียงกันฉบับสุนทราภรณ์เป็น “รักใส-ใส”
บ้านเรือนเคียงกันฉบับชาย เมืองสิงห์ ก็เป็น “รักทะเล้น”
สะท้อนบุคลิกของนักร้องและนักแต่งเพลงออกมาได้ชัดเจน
แค่แกร้อง “โอ๊ย ในอุรา พี่มันเหมือนว่าถูกลนด้วยไฟ”
ก็โอ๊ยยยยย ไปถึงไหนต่อไหน
ถ้าฟังคุณศรีสุดาแล้วหลับตานึกภาพเห็นบ้านมีรั้ว แต่อยู่ใกล้กันหรือตรงข้ามกันในหมู่บ้านสงบ เรียบร้อย สวยงาม
ฟังเพลงนี้ของชาย เมืองสิงห์ ก็จะได้อารมณ์ชนิดบนอยู่ใกล้ระดับหลังคาเกยกันเลยทีเดียว
ใครที่รู้จักบ้านของชาย เมืองสิงห์ ที่อยู่ในชุมชนข้างวัดเซิงหวาย เตาปูน ก็จะนึกภาพออก
ถ้านึกภาพไม่ออก ก็นึกถึงบ้านในชุมชนแออัดทั้งหลาย หรือบ้านเก่าๆ ที่เป็นเรือนแถวหรือห้องแถวไม้อยู่ติดกันเรียงราย ใช้ฝาบ้านเดียวกัน
บ้านหนึ่งทำอะไร อีกถัดไป 3-4 หลังรู้กันหมด
นั่นแหละ
อารมณ์ประมาณนั้นเลย
ที่ตั้งใจนำมาเสนอพร้อมกันทั้งสองเพลงนี้
ก็เพราะอยากให้ครบทั้งสองอารมณ์นั่นแหละครับ
ทั้งบ้านมีรั้วและบ้านหลังคาเกยกัน (ซึ่งมีจำนวนมากกว่า)
จะทิ้งบ้านไหนก็ไม่ได้ เพราะเป็นคนไทยด้วยกันทั้งหมด
แต่โดยหลักการแล้ว รัฐต้องเข้ามาดูแลคนที่อ่อนแอกว่า มีความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองน้อยกว่า หรือประสบกับวิกฤตในระดับที่สูงกว่า
ไม่ใช่เรื่องเลือกปฏิบัติ
แต่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และพยุงฐานรากของสังคมเอาไว้ให้ได้
อย่างที่เรียนเอาไว้เมื่อครั้งที่แล้วละครับ
คฤหาสน์กลางสลัมที่กำลังถูกไฟไหม้ ไม่มีทางอยู่เป็นสุขได้
จะให้ทุกฝ่ายอยู่เย็นเป็นสุขจริง ต้องเริ่มต้นจากดับไฟรอบบ้านก่อน
แล้วหาทางยกระดับสลัมให้ขึ้นมาเป็นชุมชนน่าอยู่ให้ได้
ไม่อย่างนั้นหลุดจากวิกฤตนี้ เราก็จะพลัดเข้าไปในอีกวิกฤตหนึ่ง
ด้วยความสะบักสะบอม
จนไม่รู้ว่าจะหาทางออกจากวิกฤตได้อย่างไร เมื่อไหร่
และด้วยต้นทุน (ของคนทั้งสังคม) เท่าไหร่
…
บ้านเรือนเคียงกัน – ศรีสุดา รัชตะวรรณ
https://www.youtube.com/watch?v=GVkHNauNQwo
บ้านเรือนเคียงกัน – ชาย เมืองสิงห์
https://www.youtube.com/watch?v=6XmOHf7FXKc

