ขอให้ประวัติศาสตร์ อย่าได้ซ้ำรอย โดย บัณฑิต จุลาสัย-รัชดา โชติพานิช หน่วยฯ แผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์ จุฬาฯ

16.04.20 | 17:16 น.
ไข้หวัดใหญ่สเปนในต่างประเทศ มีการดัดแปลงโรงงานเป็นโรงพยาบาลชั่วคราว

เหตุการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ สร้างความสับสน วุ่นวาย ไปทั่วทั้งมหานครและทุกภูมิภาคของไทย คนไทยต่างตระหนักถึงภยันตรายที่จะเกิดขึ้น เกรงว่าจะส่งผลต่อชีวิตตนและคนในครอบครัว โดยไม่รู้ว่ามีประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อร้อยปีที่แล้ว อาจกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง

ย้อนกลับไปราวปี พ.ศ.2461-2462 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดโรคระบาดไปทั่วโลก ส่งผลให้ประชากรกว่าห้าร้อยล้านคนติดเชื้อ และมีจำนวนผู้เสียชีวิต เกิน 20 ล้านคน (บางข้อมูลระบุว่ามากกว่า 50 ล้านคน) โรคนี้ระบาดไปทั่วโลกและกินเวลากว่า 2 ปี จึงค่อยๆ สงบลง นับเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ สาเหตุที่เสียชีวิตคือ ทำให้เป็นโรคปอดบวม และไม่ได้เกิดเฉพาะคนชราหรือเด็กเท่านั้น แม้แต่คนวัยหนุ่มสาวที่แข็งแรงก็เสียชีวิตได้

โรคระบาดนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในเวลาต่อมาคือ ไข้หวัดใหญ่สเปน ไข้หวัดใหญ่ที่รุนแรงที่สุด เมื่อร้อยปีก่อน ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีต้นตอเริ่มมาจากที่ใด (บางข้อมูลระบุว่ามาจากประเทศจีน) และประเทศส่วนใหญ่ต่างปกปิด แต่เนื่องจากประเทศสเปนเป็นผู้รายงานการพบโรคดังกล่าวครั้งแรก จึงเรียกว่า ไข้หวัดใหญ่สเปน Spanish flu (ซึ่งทำให้เข้าใจว่ามีต้นตอมาจากสเปน)

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์จำนง ทองเจริญ ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ ไข้หวัดใหญ่ ว่า ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคระบาดมาแต่โบราณกาล แต่ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไม่เคยทำตัวให้โบราณ หากรู้วิธีเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง อีกทั้งเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในคนแล้ว ยังเกิดกับสัตว์หลายชนิด และแพร่กลับมาสู่คนได้อีก การระบาดแต่ละครั้ง จึงก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิต และเศรษฐกิจมหาศาล

Advertisement

สำหรับในไทย ไข้หวัดใหญ่สเปน เริ่มขึ้นจากทางภาคใต้ก่อน โดยมีรายงานของพลโทสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศวร์ อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ โทรเลขถึง มหาเสวกเอกเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2461 ว่าเกิดโรคอินฟลูเอนซา ขึ้นที่จังหวัดปัตตานีและสงขลา มีคนป่วยด้วยโรคนี้ทั้งข้าราชการและราษฎร เฉพาะในเรือนจำจังหวัดปัตตานี ที่มีนักโทษ 250 คน ป่วยเป็นโรคนี้มากถึง 238 คน แพทย์ประจำจังหวัดก็ป่วยหลายนาย ส่วนจังหวัดสงขลา ข้าราชการและตำรวจภูธรป่วย 142 คน นักโทษในเรือนจำป่วย 150 คน รวม 292 คน ตาย 1 คน เจ้าพระยาสุรสีห์จึงนำความกราบบังคมทูลผ่านพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดี ราชเลขานุการ และมีการจัดส่งแพทย์และยา จากจังหวัดนครปฐมและราชบุรี ไปช่วยราชการด่วนที่ปักษ์ใต้

ต่อมาไม่นาน ในกรุงเทพฯก็เกิดการระบาดขึ้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กระทรวงพระคลัง จ่ายเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่เจ้าพระยายมราช เสนาบดี กระทรวงนครบาล เพื่อจ่ายยารักษา ได้แก่ ยาควินินและแอสไพริน โดยตั้งสถานที่จ่ายยาตามศาลาวัด และสถานีตำรวจ โดยงบเร่งด่วนนี้ใช้งบที่ตั้งเผื่อไว้ สำหรับการระบาดของกาฬโรค

ไข้หวัดใหญ่สเปนในต่างประเทศ

การระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปนรุนแรงมาก ทำให้ประชากรในสยาม ที่ในเวลานั้น มีอยู่ 8,478,566 คน ติดเชื้อมากถึง หนึ่งในสี่ คือ 2,317,663 คน เฉพาะในมณฑลกรุงเทพฯ ที่ในเวลานั้น กว่าครึ่งของประชากรราวห้าแสนคนป่วยติดเชื้อ ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตทั้งประเทศนั้น มากกว่าแปดหมื่นคนเลยทีเดียว ทางราชการ ต้องสร้างสถานพยาบาลพิเศษ แจกยาทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทย และออกประกาศเตือนประชาชนที่เป็นโรคนี้ ให้ไปพบแพทย์ด่วนที่สุด เพื่อไม่ให้โรคนี้ระบาดต่อไป อย่างไรก็ตาม การระบาดแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2461 ในพระนครและธนบุรี มีคนเสียชีวิตวันละหลายคน โดยเฉพาะในวันที่ 15 ตุลาคม มีคนเสียชีวิตถึง 65 คน

ภาพถ่ายรูปครอบครัว ในช่วงการแพร่ระบาดของไข้หวัดสเปน ปี 1918 จากนิทรรศการ Spanish Flu, Florence Nightingale Museum London ที่มา https://osdivergentes.com.br/

ประกาศของกระทรวงนครบาลในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2461 ว่า

ศาลาว่าการนครบาล

เสนาบดีกระทรวงนครบาล รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ใส่กระหม่อม ประกาศแก่ทวยราษฎรให้ทราบทั่วกัน

ด้วยทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท จากรายงานกระทรวงนครบาลว่า เวลานี้ ประชาชนในพระมหานครป่วยด้วยไข้หวัด อย่างที่แพทย์ยุโรปเรียกว่า อินฟูเอนซา หรืออย่างที่ไทยเรียก ไข้หวัดใหญ่ ชุกชุม แลเปนอันตรายถึงชีวิตก็มีมาก ทรงพระราชวิตกถึงประชาชนที่ขาดความรู้จักรักษา ในทางที่สมควรอยู่เปนอันมาก มีพระราชประสงค์จะให้ราษฎร ได้รับความช่วยเหลือ กำจัดความป่วยเจ็บ ตามสมควรทั่วกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ เสนาบดีกระทรวงนครบาล จัดเจ้าพนักงานแพทย์ออกไปประจำตามสถานที่ๆ ประชุมชน ในตำบลที่จะสะดวก ในท้องที่ๆ เกิดความไข้ สำหรับทำการช่วยเหลือรักษาพยาบาลผู้ที่ป่วยไข้ แลทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แจกจ่ายยาให้เปนทานแก่ผู้ที่ป่วยเจ็บ จนกว่าความไข้เจ็บนั้น จะสงบเบาบางลง ตำบลที่แพทย์ได้ออกไปประจำอยู่นั้น คือ ที่โรงพยาบาลรัฐบาลทุกแห่ง แลที่อื่นเช่น ตามสถานีตำรวจพระนครบาล เปนต้น

…เพราะฉะนั้น ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดป่วยเจ็บ มีอาการไม่สบายลงเวลาใด ให้รีบไปชี้แจง ขอความช่วยเหลือต่อเจ้าพนักงานแพทย์ที่ใกล้เคียง ตามที่บอกตำบลที่ตั้งประจำไว้แล้วนั้นโดยทันที เพื่อแพทย์จะได้ตรวจจ่ายยาให้ตามควรแก่อาการ

ประกาศมา ณ วันที่ 31 ตุลาคม พระพุทธศักราช 2461

(ลงนาม) มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยายมราช

เสนาบดีกระทรวงนครบาล

โรคนี้ค่อยสงบลงในเดือนพฤศจิกายน จนถึงหมดสิ้นไปในเดือนมีนาคม รวมระยะเวลานานถึง 5 เดือน แม้กระทั่งรัชกาลที่ 6 ก็ทรงมีพระประชวรจากโรคนี้เช่นกัน ต่อมามีประกาศสรุปตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่นี้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 36 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2462 (อ่านเพิ่มเติมได้ใน เพจเฟซบุ๊ก หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม)

 

ไข้หวัดใหญ่สเปนในต่างประเทศ ที่มา https://historycollection.co/epidemics-and-pandemics-that-changed-history


แจ้งความกระทรวงมหาดไทย

ไข้หวัดหรืออินฟูเอนซา ได้เริ่มเปนขึ้นในพระราชอาณาจักรภาคใต้ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2461 ก่อนแล้วแพร่กระจายไปทั่วพระราชอาณาจักร พึ่งสงบลงเมื่อเมื่อมีนาคมที่ล่วงมานั้น ในส่วนหัวเมือง 17 มณฑล โดยพระมหากรุณาธิคุณ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมสาธารณสุขจัดส่งแพทย์ ส่งยาและคำแนะนำออกไปช่วยป้องกันรักษาสมทบกับแพทย์ประจำเมือง เมื่อโรคสงบแล้ว ได้บาญชีจำนวนคนป่วยเจ็บแลตายด้วยโรคนี้ ตามบาญชีท้ายแจ้งความนี้

ศาลาว่าการกรมมหาดไทย

แจ้งความมา ณ วันที่ 14 กรกฎาคม พระพุทธศักราช 2462

(ลงนาม) มหาเสวกเอก เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์

เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

และด้วยการเกิดโรคติดต่อร้ายแรงหลายครั้ง อย่างกาฬโรคและไข้หวัดใหญ่ ในวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2461 จึงมีประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 35 โปรดเกล้าฯให้ ตั้งกรมสาธารณสุข และตั้งอธิบดีกรมสาธารณสุขขึ้น โดยรวมการสุขาภิบาลแผนกป้องกันความป่วยไข้ให้ความสุขแก่ประชาชน (Public Health) ที่แยกกันอยู่ในกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงนครบาล มารวมอยู่เป็นแผนกเดียว ยกการสุขาภิบาลจากกระทรวงนครบาล มารวมกับกรมประชาภิบาลในกระทรวงมหาดไทย เรียกว่า กรมสาธารณสุข และโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นไชยนาทนเรนทร อธิบดีกรมมหาวิทยาลัย ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสาธารณสุข เพื่อบริหารจัดการวางระบบการสาธารณสุขของสยามให้มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นยิ่งขึ้น และสามารถรับมือกับโรคต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยมีหลักการวางระเบียบการของกรมที่น่าสนใจว่า

“…ในการวางระเบียบ กรมสาธารณสุข จะต้องระลึกว่า เมื่อราษฎรมั่วสุมกันอยู่ในเมืองมากขึ้น และเมื่อการคมนาคมสะดวกยิ่งขึ้น โรคใหม่ๆ เช่น ไข้ผิวเหลือง อาจจะเข้ามาสู่ประเทศนี้ จนเป็นที่น่าร้อนใจขึ้นได้ ทั้งจะต้องไม่ลืมว่า โรคติดต่อต่างๆ ซึ่งมีอยู่แล้วในเวลานี้ นับวันจะเกิดชุกชุมและแพร่หลาย ยิ่งกว่าที่เปนมาแล้ว…”

สภาพห้องพักผู้ป่วยของสภากาชาดสยาม (ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ในช่วงระบาดโรคไข้หวัดใหญ่) ที่มา หอจดหมายเหตุสภากาชาดไทย


ในโครงร่างตั้ง กรมสาธารณสุข ยังระบุสาเหตุที่ทำให้ การสาธารณสุขของประเทศ ไม่ประสบความสำเร็จว่า

“… 1.ราษฎรยังไม่เห็นคุณการป้องกันโรค (ซึ่งในที่นี้หมายความต่างจากการบำบัดโรค) ราษฎรยังไม่เข้าใจว่าการบำบัดโรคเกี่ยวกับบุคคล ส่วนการป้องกันโรคนั้นเกี่ยวกับมหาชนทั้งปวง เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น ราษฎรไม่ใคร่ระมัดระวัง หรือคิดเผื่อแผ่ถึงภายหน้า มักเพิกเฉยเสียจนโรคมาถึงตัวเข้าแล้ว จึงรีบร้อนหาหมอแก้ไข และเวลาโรคเกิดชุกชุม หมอก็ไม่ค่อยมีพอต้องการ

2.อนึ่ง มหาชนยังไม่เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์หรือความรู้ของคนเรามีจำกัดเพียงใด และถ้ากิจการซึ่งจัดขึ้นนั้นยังมีที่ติได้ ก็เลยเหมาเสียว่าการและระเบียบการทั้งนั้นเปนอันเหลวไหล

3.ยังขาดความเข้าใจกันอยู่ว่า ความจำเริญของการสาธารณสุขในประเทศสยาม จะต้องมีปัจจัยเปนเครื่องประกอบเพียงใดบ้าง

ทั้ง 3 ข้อนี้ เปนต้นเหตุให้ละเลยที่จะกำหนดทางหรือแบบแผน สำหรับดำเนินการสาธารณสุขโดยแม่นยำ …”

เตียงสำหรับผู้ป่วยของโรงพยาบาลสภาอุณาโลมแดง ราว พ.ศ.2445 ที่มา หอจดหมายเหตุสภากาชาดไทย

ดูเหมือนว่า คำกล่าวเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ยังคงใช้ได้ แม้เวลาจะผ่านมาถึงหนึ่งศตวรรษก็ตาม แต่ที่สำคัญ ขออำนาจแห่งพระสยามเทวาธิราช จงดลบันดาลให้ ประชาชนคนไทย อยู่รอดปลอดภัย จากการระบาดของโรคอุบัติใหม่ ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศตั้งชื่ออย่างเป็นทางการสำหรับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้ชื่อว่า “โควิด-19” (Covid-19) ซึ่งย่อมาจาก “Corona Virus Disease starting in 2019” ซึ่งกำลังระบาดไปทั่วโลกในขณะนี้

ขอให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ ช่วยชาติ จนกว่าการระบาดจะบรรเทาลง และสงบได้ในเร็ววัน อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย โดยเฉพาะจำนวนผู้ป่วยไข้ และผู้เสียชีวิต เทอญ