สุทธิพงษ์ จุลเจริญ เดินหน้า ‘พัฒนาชุมชน’ คว้าโอกาส ในวันวิกฤต

16.04.20 | 18:47 น.

ในวิกฤตมีโอกาส อาจเป็นประโยคคุ้นหูที่ถูกหยิบมาใช้บ่อยครั้งจนกลายเป็นถ้อยคำภาคบังคับไม่ว่าสุดท้ายจะทำได้จริงหรือไม่

ทว่า นั่นไม่ใช่สำหรับ “กรมการพัฒนาชุมชน” ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในระดับรากหญ้ามาช้านาน ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของไวรัสร้าย “โควิด-19” หน่วยงานราชการแห่งนี้แอ๊กชั่นอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือ ส่งเสริม ขับเคลื่อน และผลักดันการพัฒนาในห้วงเวลาวิกฤต ที่กลับเปิดทางให้ก่อเกิดโอกาสใหม่ๆ อย่างเป็นรูปธรรม

บทบาทสตรี วิทยากร สู่การสร้างรายได้ เมื่อ “หน้ากาก” คือปัจจัยที่ 5

“นี่คือปัญหาเฉพาะหน้า เราโชคดีที่มี กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งเย็บจักรปักร้อยเก่ง มีกลุ่มโอท็อปจำนวนมากกระจายทั่วประเทศ เพราะฉะนั้น ในวิกฤตนี้จึงเป็นโอกาสของทั้ง 2 กลุ่มนี้”

คือคำกล่าวของ สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งบอกเล่าถึงโอกาสในวิกฤตโควิดบุกโลก ก่อนอธิบายลงลึกในรายละเอียดที่น่าสนใจยิ่ง

Advertisement

“เราได้รับมอบหมายให้เป็นวิทยากร รัฐบาลจัดสรรงบประมาณไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการฝึกและผลิตหน้ากาก วิทยากรหลักจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นพี่น้องทั้ง 2 กลุ่มนี้ ทำหน้าที่จิตอาสาไปสอนให้คนทำหน้ากากใช้เอง

เฉพาะกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีและกลุ่มโอท็อปยังร่วมกันผลิตหน้ากากแจกจ่ายไปยังครัวเรือนต่างๆ และองค์กรส่วนรวม เช่น ศูนย์บริจาคโลหิตสภากาชาดไทย ให้เอาไปช่วยแจกจำนวนมาก เกิน 5 ล้านชิ้น”

ไม่เพียงงานด้านวิทยากรและจิตอาสา แต่ในอีกทางหนึ่งยังมีเรื่องของ “รายได้” ที่มาจากการทำหน้ากากผ้าจำหน่ายอีกด้วย

“อีกส่วนหนึ่งที่ไปช่วยให้มีรายได้เพิ่มคือกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กับกลุ่มโอท็อป ที่เก่งเรื่องผ้าปรับเปลี่ยนมาทำหน้ากากขาย ชิ้นละ 20 บาท ถึงวันนี้ยอดจำหน่ายได้มากกว่า 60 ล้านบาท”

นับเป็นหลักฐานชัดเจนจับต้องได้ ในบทบาทของกรมการพัฒนาชุมชนในภาวะที่ผู้คนต้องใส่หน้ากาก (ผ้า) เข้าหากัน

ดันตลาดออนไลน์ ปรับโฉม’โอท็อปทูเดย์’

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการผลักดันให้ “ปรับตัว” จากตลาดทั่วไปที่คุ้นเคย สู่ “ตลาดออนไลน์” ซึ่งเคยพูดจาหารือกันมานานแล้ว กระทั่งโควิดมาเป็นตัวเร่งให้ยิ่งต้องเหยียบคันเร่งเดินหน้าอย่างไม่รีรอ ในวันที่ไวรัสบังคับให้คนไทยมีพัฒนาการหันมาค้าขายในแบบฉบับยุค 4.0 มากขึ้น

“ภารกิจที่เราจำเป็นต้องปรับตัวในช่วงนี้อย่างการขายของ การดูแลผู้ประกอบการทั้งกลุ่มพัฒนาบทบาทสตรีและโอท็อป เดิมกรมการพัฒนาชุมชนต้องช่วยเรื่องการตลาดมาก แต่ภาวะเป็นแบบนี้เราก็ปรับเปลี่ยนเรื่องของการเสริม พยายามให้มีการขายออนไลน์เข้มข้นขึ้น ตอนนี้กระบี่ เลียนแบบฮาซัน อาหารทะเล ที่เฟซบุ๊กไลฟ์ขายของโอท็อป ทุกจังหวัดพยายามช่วยกันในการทำให้ขายออนไลน์ดีขึ้น

ในขณะเดียวกัน กรมพัฒนาชุมชนส่วนกลาง เราดูแลเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่นเรื่องการขายสินค้าโอท็อปอันหนึ่ง คือ โอท็อปทูเดย์ หลังสงกรานต์จะปรับเปลี่ยนโฉมเป็นตลาดสินค้าโอท็อปและสินค้าจากกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีที่เข้มข้นขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มโอท็อป กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น”

เขยิบมาถึงส่วนสำคัญอย่างเรื่องของ “ทุน” ซึ่งอธิบดีสุทธิพงษ์บอกว่า กรมการพัฒนาชุมชนเหมือนเป็นรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ ดูแลทั้งเรื่ององค์ความรู้ และฝึกอบรมประกอบอาชีพ

โดยในสถานการณ์เช่นนี้ยังมีการช่วยเหลือที่ต้องกดไลค์และอีโมจิรูปหัวใจให้หลายๆ ดวง

“ทุนที่กรมการพัฒนาชุมชนได้รับมอบหมายจากรัฐบาลเพื่อให้เป็นแหล่งทุนของพี่น้องประชาชนมีเป็นแสนล้าน เดิมตอนยังไม่มีโควิด เราเพิ่มศักยภาพด้วยการลดดอก เหมือนเป็นของขวัญตรุษจีน ปีใหม่ จากร้อยละ 3 เหลือ 0.01 เงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีที่สมาชิกสามารถกู้ยืมไปใช้ในการลงทุนทำอาชีพต่างๆ ได้กลุ่มละ 2 แสนบาท เราลดดอกให้

พอมีโควิดเราก็พักชำระหนี้ให้ ใช้สัจจะความซื่อสัตย์และความตั้งใจจริงในการนำไปใช้ประกอบอาชีพ ต้องแสดงให้กรรมการเห็นว่าคุณจะเอาเงินไปทำอะไร ถ้ามีเหตุมีผลก็ให้ไปโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ที่ว่าดีกว่าธนาคาร คือเงินส่วนนี้คือเงินที่รัฐบาลตั้งใจให้ เราก็พักชำระหนี้ ทั้งต้นทั้งดอกไม่มีเดิน ไม่ใช่ว่าหมดระยะพักชำระหนี้แล้วดอกก็ทบเข้ามาแล้วค่อยเริ่มผ่อน อย่างนี้ไม่ใช่ เราให้เวลา 1 ปี แต่ถ้าสมาชิกคนไหนมีกำลังจะไม่พักชำระก็ได้”

‘ผักสวนครัว รั้วกินได้’ เทรนด์ใหม่ในยุคอยู่บ้านช่วยชาติ

นอกเหนือจากประเด็นจิตอาสา การค้าขายและทุน ยังมีอีกหนึ่งส่วนที่อธิบดีออกปากถึงความภาคภูมิใจ คือเรื่อง “ผักสวนครัว รั้วกินได้” ที่กลายเป็นเทรนด์ฮิตในยุค #stayathome

“เราคือกรมแรกๆ ที่ส่งภารกิจไปให้ข้าราชการที่กระจายอยู่ในทุกตำบลอำเภอช่วยกันส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ ดั้งเดิม เรามุ่งไปที่ความมั่นคงด้านอาหารและการลดรายจ่าย พอมาช่วงโควิดกลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตขึ้นมา นี่คือกิจกรรมที่ทำได้ทุกวัน ตั้งแต่ปลูก รดน้ำ พรวนดิน ถอนหญ้า ประกอบอาหาร

นอกจากเป็นความมั่นคงด้านอาหารแล้ว ยังเป็นยาวิเศษ เพราะไม่มีสารพิษ ยาฆ่าแมลง เราตั้งเป้าว่าใน 90 วัน ตั้งแต่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน จะเป็น 90 วันแห่งการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารโดยมือของทุกคนที่มั่นใจว่าทำได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่หมดโควิดแล้วเลิก แต่จะกลายเป็นนิสัย ย้อนกลับไปเหมือนสมัยปู่ย่าตายาย ที่รอบบ้านมีแต่พืชผักที่เก็บมากินได้”

ท่านอธิบดียังกระซิบดังๆ ว่า ไม่ใช่เพียงรณรงค์ให้ชาวบ้านทำเท่านั้น แต่ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนพร้อมครอบครัวก็ต้องทำเป็นต้นแบบ เฟสแรก วันที่ 1-15 เมษายน หลังจากนั้นเป็นคิวของบ้านผู้นำทุกส่วนราชการในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกษตรจังหวัด ประมง ฯลฯ

“ผมว่ามีแรงกระเพื่อมเยอะทางสังคม หลังข้าราชการทำครบ 15 วัน อีก 15 วัน บ้านผู้นำของทุกส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดอำเภอต้องทำ เพราะผมให้ข้าราชการไปอ้อนวอนขอร้องให้ช่วยทำ เราจะไปคุยกับเขาว่าปลูกพืชสวนครัวดี แต่เราไม่ปลูก มันก็ไม่มีน้ำหนัก

บ้านผมก็ช่วยกัน 2 คนตายาย ปลูกเยอะเลย ไปเอาเข่ง กระเช้าของขวัญปีใหม่ที่ทิ้งๆ ไว้มาปลูก สนุก และเกิดกิจกรรมของครอบครัว แจกจ่ายได้

มั่นใจว่าภายใต้การขับเคลื่อนของกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับทุกส่วนราชการและภาคเอกชน โครงการนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ยั่งยืน ทำให้คนมีความสุขมากขึ้นในสถานการณ์นี้”

เมื่อกล่าวถึงภาคเอกชน สุทธิพงษ์ เผยว่า ได้รับการสนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์จาก “อีสท์ เวสท์ ซีด” บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์พืชชั้นนำของโลก ช่วยบริจาคเมล็ดพันธุ์กว่า 4-5 หมื่นซอง แม้ไม่มากถ้าเทียบจำนวนครัวเรือน แต่ถือว่ามาถูกทาง มีภาคเอกชนที่เข้าใจ เห็นด้วย และสนับสนุน ล่าสุด บริษัท เจียไต๋ จำกัด มนัส เจียรวนนท์ อนุมัติให้ถึง 500,000 ซอง

เกษตรทฤษฎีใหม่ โคกหนองนาโมเดล ชุมชนแฮปปี้ ชีวิตมั่นคง

ปิดท้ายที่ภาพใหญ่ในแผนภูมิเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ที่กรมการพัฒนาชุมชนวางแผนมุ่งให้ชุมชนพึ่งตัวเองได้ ภายในปี 2565 ถามว่า เมื่อ “โควิด” มา สะเทือนยุทธศาสตร์ที่ตั้งเป้าไว้มากน้อยแค่ไหน

อธิบดีตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า กระทบแน่นอน

“กิจกรรมที่เราสามารถทำได้โดยง่ายบางอย่างก็ทำไม่ได้ เช่น เราร่วมกับโรงเรียนสอนนวด วัดโพธิ์ อบรมไป 2-3 รุ่น คนสมัครกันมามาก เรียนจบเป็นอาชีพ ตอนนี้ก็ต้องหยุด

เรื่องเศรษฐกิจของคนตั้ง 8 หมื่นกว่ากลุ่มที่เป็นผู้ประกอบการ โอท็อป อีก 10 กว่าล้านคนของสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กิจกรรมด้านการตลาดที่จะไปพัฒนาต่อยอดเสริมสร้างความเข้มแข็งก็ชะงักไปหมด

แต่ในขณะเดียวกัน การจะขยับสังคมไทยให้ไปสู่สังคมที่มีเศรษฐกิจฐานรากมั่นคงก็มีผลดีในบางเรื่อง เรื่องใหญ่มากคือ เราตั้งเป้าในระดับครัวเรือนให้คนลดรายจ่าย พึ่งพาตนเองด้านอาหารได้

ส่วนอาชีพ มุ่งเน้นที่เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เรามุ่งเน้นว่าจะนำเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวง ร.9 มาสืบสานขยายผลต่อในรูป “โคกหนองนาโมเดล”

แบ่งพื้นที่การทำมาหากินออกเป็น 30-30-30-10 คือ เป็นทั้งป่า ที่ปลูกผลไม้ ที่อยู่อาศัย ซึ่งต้องเป็นที่สูง คือโคก และต้องมีการจัดเก็บน้ำไว้ใช้ในครัวเรือนให้เพียงพอ คือ หนอง หรือคลองไส้ไก่ ในขณะเดียวกันคนไทยยังไงต้องกินข้าว ที่อีกส่วนต้องเก็บไว้ทำนา ปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์

ทุกบ้านถ้าทำตามเกษตรทฤษฎีใหม่จะมีแหล่งกักเก็บน้ำใช้ได้ตลอด 1 ปี สำหรับที่ดินของตัวเอง เมื่อทุกครอบครัวมีพอ เราก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่าฝนจะแล้ง น้ำจะท่วม เพราะการจัดการที่ดินแบบนี้ทำให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้

โคกหนองนาลงทุน 6 บาท ได้น้ำ 1 ลบ.ม. โดยทุกคนช่วยกัน ผมมองว่าวิกฤตนี้จะเป็นโอกาสในการส่งเสริมให้คนไทยหันมาใช้ชีวิตโดยยึดหลักที่ในหลวง ร.9 ท่านทรงสอนไว้
เรามองเป้าว่า ถ้าคนหนึ่งครัวเรือนทำอย่างนี้ได้จะสามารถเลี้ยงคนได้ 1 ชุมชน คน 1 ชุมชน ถ้าทุกหมู่บ้านทำ สามารถเลี้ยงได้ทั้งตำบล คนทุกตำบลทำ เลี้ยงคนได้ 1 อำเภอ คน 1 อำเภอทำ มั่นใจว่าคนทั้งจังหวัดอยู่รอด ถ้าคน 1 จังหวัดทำ 1 กลุ่มจังหวัดอยู่ได้ และถ้า 1 กลุ่มจังหวัดทำ 1 ภาคไม่ต้องกลัวเวลามีภัยพิบัติ ถ้า 1 ภาคทำ สามารถเลี้ยงประเทศได้ และถ้าคนทั้งประเทศช่วยกันทำ เลี้ยงโลกได้”

สุทธิพงษ์มองว่า ในช่วงเวลาที่คนตกงานกลับไปอยู่บ้านเยอะ การท่องเที่ยวหยุดหมด ร้านอาหาร สถานบริการ โรงงาน การผลิตชะงักงัน คล้ายปี’40 ในวิกฤตต้มยำกุ้ง สภาวะที่คล้ายกันคือความใฝ่ฝันที่จะเป็นเสือตัวที่ 5 วูบไป ตอนนั้นคนกลับบ้านมีข้าวปลากินอยู่ได้ ครั้งนี้หนักกว่าก็จริง แต่มีสภาวะคล้ายกันคือ คนเริ่มมาตั้งคำถามกับชีวิตว่า ทำอย่างไรเราจึงจะอยู่รอดได้

“ชีวิตจะมั่นคงได้ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ทางกรมการพัฒนาชุมชนขับเคลื่อนเรื่องทฤษฎีใหม่ ตามแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 เราจะทำทั้ง 11 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนของกรมให้เป็นห้องเรียนที่เป็นจริงแบบโคกหนองนาโมเดล เราจะมีอีก 9 ศูนย์อาชีพกระจายทุกภูมิภาค บวกกับเราเชิญชวนให้คนสมัครมา มีคนเข้าร่วมเยอะจนรับไม่ไหว มีร้องห่มร้องไห้ เพราะไม่ได้เข้าร่วม

ตอนเพิ่งมีโควิดใหม่ๆ ยังจัดฝึกอบรมได้อยู่ มีคนยอมเดินทางมานั่งรอหน้าห้อง บอกเผื่อมีคนสละสิทธิจะได้สวมรอย ผมบอก งั้นไม่ต้องรอ เข้ามาอบรมเลย (หัวเราะ)”

อธิบดียังระบุว่า กรมการพัฒนาชุมชนยังทำงานร่วมกับอีกหลายภาคส่วน อาทิ “มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ” และปราชญ์ชาวบ้านอีกมากมาย

“กิจกรรมการทำงานของกรมพัฒนาชุมชนเรา จริงๆ คือวิถีชีวิตชาวบ้าน ในยามที่เกิดเหตุอย่างนี้เราก็ยังเดินหน้า แต่ต้องปรับวิธีการทำงาน แทนที่จะไปเป็นโขยง เราก็ไปเคาะประตูบ้าน ซึ่งสำคัญ”

เป็นเพียงส่วนหนึ่งในบทบาทอีกมากมายของกรมการพัฒนาชุมชนในสถานการณ์ไวรัสแพร่ระบาดที่ทุกฝ่ายต้องร่วมใจฝ่าฟัน คว้าวิกฤต เป็นโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตกับโลกยุค “หลังโควิด” ที่อาจไม่เหมือนเดิมตลอดกาล