ลุกลามกลายเป็นสงครามมหาเอเชียบูรพาเวอร์ชั่นออนไลน์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับศึกจีนรบไทย ไทยรบจีนในสมรภูมิทวิตเตอร์
จากชนวนติ่งดาราไทยของแฟนคลับชาวจีน เมื่อ ไบร์ท วชิรวิชญ์ หนุ่มหน้าใส ซึ่งฮอตหนักจากซีรีส์วาย “เพราะเราคู่กัน” (2gether the Series) รีทวีตรูปถ่ายของช่างภาพที่ไปเรียกฮ่องกง ว่า “ประเทศ” ทำ “งานเข้า” ในบัดดล เพราะชาวจีนถือว่าฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของจีน จะเรียกว่าประเทศฮ่องกงได้อย่างไร ด้านหนุ่มไบร์ทก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ รีบ “ซอรี่” ขออภัย อย่างไว ทำนองว่า ไม่ทันคิด อีกทั้งตอนรีทวีตก็ไม่ได้อ่านคำอธิบายภาพโดยละเอียด
เรื่องราวคล้ายจะจบ แต่ก็หาใช่เช่นนั้นไม่ เพราะแฟนานุแฟนคลับจีนยังไปคุ้ยไอจีแฟนสาวนอกวงการของไบร์ทนามว่า “นิว” ซึ่งเคยโพสต์รูปตัวเอง แล้วหนุ่มไบร์ทไปคอมเมนต์ทำนองว่า สวยเหมือน “สาวจีน” ครั้นเพื่อนนิวมาเมนต์ถามว่า “แนวไหน” สาวนิวไปตอบว่าสาว “ไต้หวัน” ไง ทำงานเข้ารอบ 2 เพราะชาวเน็ตจีนมองว่าเป็นการสนับสนุนการแยกตัวของไต้หวัน
และนี่คือจุดเริ่มต้นของไฟรัก (ชาติ) ไฟสงครามที่ชักบานปลายออกไปจากจุดเริ่มต้นมากขึ้นทุกที
ไทยนี้รักสงบ แต่ก็รบ (ออนไลน์) ไม่ขาด
จากข่าวบันเทิง สู่ประวัติศาสตร์รัฐชาติ
จากการต่อตีของแฟนคลับจีนดังที่กล่าวไปข้างต้น ส่งผลให้คนไทยร่วมติดแฮชแท็ก #StandingWithBright และ #nnevvy ซึ่งเป็นชื่อแอคเคาต์ทวิตเตอร์และไอจีของนิวแฟนหนุ่มไบร์ทที่ติดเทรนด์ทวิตเตอร์อย่างรวดเร็ว พร้อมจับอาวุธฟาดผ่านหน้าจอ เมื่อชาวจีนยั่วล้อ เรียก เชียงใหม่ สงขลา ว่า “ประเทศ” หวังว่าคนไทยจะเจ็บ แต่ก็ไม่ใช่เช่นนั้น
ครั้นจะมาแซะว่าไทยแลนด์แดน “ด้อยพัฒนา” ก็หาได้ปวดใจแต่อย่างใดไม่ ซ้ำยังยอมรับอย่างเต็มใจว่าด้อยพัฒนามาอย่างน้อย 5 ปี ชาวทวิตเตอร์จีนไม่ยอมแพ้ แงะประเด็นทวงคืนหน้ากากอนามัย สุดท้ายเจอกองทัพทวิตเตอร์ไทยอัญเชิญไปถามบิ๊กตู่ ปิดท้ายด้วยไม้เด็ดจากชาวจีน ที่อำนวยพรให้คนไทยถูกกองทัพปกครองตราบชั่วกาลนาน โดยมีนายกรัฐมนตรีนาม ประยุทธ์ จันทร์โอชา เช่นเดิม
มหากาพย์นี้ ไม่ธรรมดา กลายเป็นดราม่าที่ขยับขยายสู่การเมืองร่วมสมัยที่มีรากฐานย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ชาติซึ่งชาวเน็ตไทยร่วมรบมิได้ขาดสายตลอดหลายวันที่ผ่านมา
นักวิชาการระดับโอปป้า ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ รั้วธรรมศาสตร์ ยังออกมาทวีต ตัดเกรดให้ทีมไทยชนะไปด้วยสกิลการวิจารณ์ ภูมิต้านทานที่เหนือกว่า และความสามารถในการหัวเราะให้ชะตากรรมของประเทศตัวเอง
สถานทูต ประธานาธิบดี นายกเทศมนตรี โดดร่วม!
นี่อาจเป็นเพียงวิวาทะโลกออนไลน์ที่เผ็ดร้อนแซ่บซ่า และเข้มข้นกว่ามาม่าหลายๆ ชามที่จะอยู่ในความทรงจำนักรบออนไลน์ ทว่า สเกลศึกครั้งนี้ยิ่งขยายออกไป เมื่อบุคคลและองค์กรทางการ ดูเหมือนจะพร้อมใจกระโดดขี่ม้าร่วมแจมในสงครามครั้งนี้
เจิ้ง เหวิน-ช่าน นายกเทศมนตรีเมืองเถาหยวน ของไต้หวัน โพสต์ลงทวิตเตอร์
“ขอบคุณเพื่อนชาวไทยของเรา ไทยเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อสำหรับชาวไต้หวันมายาวนาน เราหวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนกันมากขึ้นหลังจากการระบาดของโควิด-19”
ประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน ของไต้หวัน ทวีตข้อความ
“ขออวยพรให้มิตรสหายชาวไทยในไต้หวันทุกท่าน มีความสุขในวันสงกรานต์ค่ะ ถึงแม้ว่าในปีนี้พี่น้องชาวไทยบางท่านจะไม่สามารถกลับไทยไปร่วมเฉลิมฉลองได้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ดิฉันขออวยพรให้ทุกท่านมีชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหวังและความสุขตลอดปีค่ะ”
อาจเป็นข้อความอวยพรธรรมดา หากไม่ได้ชะแว้บมาในห้วงเวลานี้อย่างมีนัยสำคัญ
ด้าน โจชัว หว่อง แกนนำเรียกร้องประชาธิปไตยชื่อดังชาวฮ่องกง ทวีต “ฮ่องกงยืนเคียงข้างเพื่อนๆ ที่รักในเสรีภาพในไทย ต่อต้านการกลั่นแกล้งจากฝ่ายจีน”
ตัดฉากมายัง สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์แถลงการณ์ของโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เกี่ยวกับความคิดเห็นต่อประเทศจีนบนโลกออนไลน์ในช่วงนี้ ย้ำหลักการ “จีนเดียว” โดยระบุว่า เป็นจุดยืนที่รัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทยยึดมั่นมาเป็นเวลานาน ทั้งยังระบุว่า
“คนบางกลุ่มบนโลกออนไลน์ใช้โอกาสนี้ทำให้เรื่องขยายใหญ่โตลุกลามออกไป พยายามวางแผนมุ่งร้าย ยุแยงเพื่อทำให้ผู้คนผิดใจกัน ซึ่งความคิดนี้จะไม่มีทางประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” ไม่ลืมย้ำ “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”
สร้างความประหลาดใจว่าเหตุใดทางการจีนต้องกระโดดลงมาตีโป่งประเด็นนี้ให้ยิ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่

‘พันธมิตรชานม’ ปะทะ ‘หวู่เหมา-เฝิ่นหง’
ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก
หลังแถลงการณ์จากสถานทูตจีน ชาวทวีตไต้หวันและฮ่องกง ซึ่งเป็นกองเชียร์ไทยตั้งแต่เกิดวิวาทะใหม่ๆ ก็ยิ่งผนึกกำลังขนปืนใหญ่มาช่วยเสริมทัพตะลุมบอนชาวทวิตเตอร์จีนอย่างหนักหน่วง โพสต์ข้อความ พร้อมติดแฮชแท็ก #MilkTeaAlliance #ชานมข้นกว่าเลือด แสดงออกเชิงสัญลักษณ์จากวัฒนธรรม ชาวไทย ไต้หวัน และฮ่องกง ที่นิยมดื่มชานมที่รวมตัวกันไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลจีน ผนวกกับกระแสความไม่พอใจจีนในประเด็นร่วมสมัย ขยายแนวร่วมไปถึงปม “เขื่อน” ในแม่น้ำโขง
ทั้งยังมีผู้ใช้ทวิตเตอร์ในอาเซียนชาติต่างๆ ที่เกาะขอบสมรภูมิมาหลายวัน ชื่นชมคนไทยซึ่งโต้กลับด้วย “อารมณ์ขัน” อาทิ จะสั่งอาหารด้วยแอพพ์ “ฟู้ดแพนด้า” เพื่อใช้แรงงานสัตว์ประจำชาติจีน และอีกมากมาย
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ รั้วแม่โดม ร่วมติดตามสถานการณ์โดยระบุว่า สงครามมหาเอเชียบูรพาบนทวิตภพ ได้ลุกลามไปเป็น “สงครามแผ่ไพศาลเอเชีย” Pan-Asian War แล้ว โดย ฝ่ายรุกราน คือ จีน
ฝ่ายต่อต้าน คือ ไทย ฮ่องกง ไต้หวัน ฝ่ายสนับสนุนต่อต้าน ได้แก่ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ลาว เมียนมา กัมพูชา บรูไน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น
พิชิต ยังให้รายละเอียดว่า จีนเกรียนมีสองพวก ได้แก่ 1.พวกหวู่เหมา Wumao 2.0 (ค่าแรง 0.5 หยวน) เป็นทีมงานไอโอของรัฐบาลจีน กับ 2.พวกเฝิ่นหง Fenhong (สีชมพู) เป็นสมาชิกสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีน

“พวกนี้กร่างบนโซเชียลในจีนมาตลอด คอยจับผิด ข่มขู่ ล่าแม่มด รีพอร์ทแอ็ค ฟ้องตำรวจใครก็ตามที่พูดเชิงการเมือง เหมือนสลิ่มไทย แล้วยังไปกร่างนอกกำแพง ไล่ล่าคนฮ่องกง-ไต้หวันและคนดังชาติไหนก็ตามที่ขัดใจจีน บูลลี่คนไปทั่ว คนจีนหัวก้าวหน้าและคนฮ่องกง-ไต้หวันเกลียดมาก แต่ก็สู้คนพวกนี้ไม่ได้ ทวิตเตี้ยนไทยกล้ายืนซดหมัดต่อหมัดกับคนพวกนี้แบบไม่ถอย จึงได้ใจคนฮ่องกง-ไต้หวันไปเต็มๆ”
นอกจากนี้ ยังมีการปล่อยคลิปวิดีโอเพลง “ประเทศกูมี” ซับจีน-อังกฤษ ซึ่งกลายเป็นไวรัลบน Weibo ยอดทะลุล้านวิวชั่วข้ามคืน
“คนจีนดูแล้วต้องช็อกสุดสุด กับเหตุการณ์ 6 ตุลาของไทยว่า เหมือนที่คนจีนประสบ เข้าใจแล้วว่า ทำไมทวิตไทยจึงเกลียดเผด็จการและมีภูมิต้านทานสูง” อาจารย์ธรรมศาสตร์ระบุ
เสียบปรอท วัดจุดเดือด
มองชั้นเชิงการเมือง เชื่อ ‘จีนเอาอยู่’
“การที่ประธานาธิบดีไต้หวันออกมาขอบคุณ ถือว่าแรงมาก จีนก็ต้องออกมาแถลงทันที”
คือมุมมองของ ผศ.ถาวร สิกขโกศล อดีตอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญจีนศึกษา ต่อดราม่าที่ส่อแววลุกลามในโลกออนไลน์ ก่อนขยายความว่า นี่คือเรื่องการเชิงที่ไต้หวันฉวยโอกาส จีนจึงไม่พอใจอย่างมาก ซึ่งอาจจะเป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์ต่อไปได้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่า จีนคงมีชั้นเชิงที่จะสามารถระงับอยู่
“ถ้าจะให้ประกาศตัวอย่างโจ่งแจ้งว่า ฉันประกาศเอกราช ไต้หวันก็คงไม่กล้า เพราะจีนก็ฮึ่มๆ ว่า ถ้าเกิดประกาศเอกราชเมื่อไหร่ เขาก็จัดการทันที ซึ่งจะเกิดสงครามใหญ่ มหาอำนาจตะวันตกก็ต้องเข้ามาเกี่ยว แต่อเมริกาจะมาทุ่มให้ไต้หวันในสมัยนี้ ก็อาจจะไม่ทุ่มเต็มที่เหมือนสมัยก่อน จริงอยู่ว่า อเมริกาพยายามจะบล็อกจีน แต่ตอนนี้จีนแข็งอำนาจ หากสังเกตจะพบว่า อเมริกามีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่ง ถ้าเมื่อไหร่ที่วิกฤต แล้วตัวเขาจะเดือดร้อน เขาจะหลบฉาก กลับไปเก็บตัวอยู่ในที่ของเขา (Isolate) เป็นเช่นนี้มาหลายครั้ง ทรัมป์ประกาศนโยบายว่า อเมริกันเฟิร์สต์ เมื่อผลประโยชน์ของคนอเมริกามาก่อน หากมาทุ่มกับไต้หวันเต็มที่ในตอนนี้ ก็จะซ้ำรอยสงครามเวียดนาม สงครามตะวันออกกลาง ซึ่งคนอเมริกันก็คงต้องประท้วงอีก จึงเชื่อว่าไต้หวันไม่กล้า ต่างคนต่างอยู่ อย่าแสดงท่าทีที่โจ่งเแจ้งนักจะดีกว่า”
ในมุมของไต้หวัน ส่วนตัวมองอย่างไม่เป็นงานเป็นการ แค่จะบอกว่าต่างคนต่างอยู่อย่างนี้ก็คงจะดีแล้ว (หัวเราะ) จะได้แข่งกันทำดี เปรียบเทียบ และรักษาวัฒนธรรมกันไปคนละแง่ อย่างอักษรตัวตัดของจีนแผ่นดินใหญ่ เหมือนอักษรไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม อักษรซ้ำมากมาย ในขณะที่อักษรตัวเต็มที่ไต้หวันรักษาไว้ ลงตัวมาเป็น 1,000 ปี ซึ่งมีประโยชน์ในการอ่านเป็นภาษาถิ่น อักษรตัวตัดของจีนแผ่นดินใหญ่อ่านเป็นภาษาถิ่นไม่ได้เพราะเสียงจะซ้ำอย่างมาก ฉะนั้น ในแง่วัฒนธรรมจึงมองว่า ต่างคนต่างอยู่ก็ดีแล้ว”
ในทางวัฒนธรรม และในทางความรู้สึกของคน คนไต้หวันสมัยนี้เป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่จีนรุ่นอากง เขามีความรู้สึกว่าเขาเป็นคนไต้หวันจึงอยากจะเป็นอิสระ ใครจะเชียร์ใครก็เป็นเรื่องความเห็นส่วนตัว แต่ในแง่ของกฎหมายระหว่างประเทศ สหประชาชาติก็ยอมรับว่า มีจีนเดียว ฉะนั้นรัฐบาลจีนจึงมีสิทธิที่จะแถลงการณ์ออกมาว่าเป็นจีนเดียว”

มอง 2 มุม มะรุมมะตุ้ม ‘จีนเดียว’
จากถ้อยคำสำคัญที่ทิ้งท้าย ในคำว่า “จีนเดียว” ซึ่งปรากฏในแถลงการณ์สถานทูตจีน ผศ.ถาวร มองว่า ศึกในทวิตเตอร์ก็ว่ากันไป แต่ไม่ว่าอย่างไร ในแง่หลักการก็ต้องยึดกฎหมายระหว่างประเทศ จีนมีสิทธิที่จะแถลงว่า เป็นนโยบายจีนเดียว สหประชาชาติเองก็ถือว่าเป็นจีนเดียว ที่สำคัญรัฐบาลไทยก็ถือว่าเป็นจีนเดียว จึงมองได้สองมุม
“จีนเขาทำถูกแล้วในแง่กฎหมายระหว่างประเทศ เขายอมไม่ได้หรอก ถ้าเกิดยอมรับว่าไต้หวันเป็นเอกราช ทิเบตหลุด ซินเจียงหลุด เผลอๆ มณฑลกวางตุ้งก็อาจจะขอไปรวมกับฮ่องกง เพราะเขาพูดภาษาเดียวกัน และเศรษฐกิจดีกว่าดินแดนตอนใน ที่ต้องไปเลี้ยงมณฑลตอนในซึ่งยากจนกว่า กวางตุ้งก็อยากไปรวมกับฮ่องกงมากกว่า ตรงนี้เองในแง่ความจำเป็นทางการเมืองจึงต้องมองแบบ อกเขา อกเรา”
มาถึงตรงนี้ ผู้เชี่ยวชาญจีนอาวุโส ย้อนเล่าปมลึกในประวัติศาสตร์การเมืองไต้หวัน โดยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไต้หวันนั่นแหละที่พลาดเอง”
“เป็นความผิดพลาดของไต้หวันเอง ในแง่ประวัติศาสตร์ ถ้าประกาศเอกราชตั้งแต่ตอนนั้น จีนยังไม่สามารถทำอะไรได้ และนานาชาติก็สนับสนุนไต้หวันเต็มที่ เมื่อ เจียง ไคเช็ก แพ้ แล้วไปอยู่ไต้หวัน ถ้าเจียง ไคเช็ก ประกาศเอกราชว่าไม่ขึ้นกับจีนแผ่นดินใหญ่ เป็น 2 จีนเสียตั้งแต่ตอนนั้น จบเลย (หัวเราะ) เพราะตอนนั้นจีนแผ่นดินใหญ่ยังไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ จึงสามารถแยกเป็น 2 จีนได้ อีกทั้ง ไต้หวันเองก็ยังฝัน ซึ่งนั่นเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ ว่าจะกลับไปยึดจีนแผ่นดินใหญ่ได้ จีนไต้หวันเองนั่นแหละที่เป็นคนยืนยันมาก่อนว่าเป็นจีนเดียว แม้แต่หนังสือไต้หวันรุ่นที่ผมเรียนก็ยังบอกเลยว่า มณฑลไต้หวันประเทศจีน และเรียก โจรคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อการเมืองโลกเปลี่ยนไป ไต้หวันถูกถอดจากสหประชาชาติ ในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศก็ต้องถือว่าเป็นจีนเดียว
ส่วนฮ่องกงเป็นเรื่องกำปั้นใครใหญ่ ความจริงแล้วเป็นเรื่องสนธิสัญญา 3 ฉบับ ตอนนั้น “เกาะฮ่องกง” ส่วนตัวรู้สึกว่าเหมือนเป็นการยกให้อังกฤษทั้งเกาลูน มีเพียงนิวเทอริทอรี่ ที่อยู่เหนือเกาลูนขึ้นไปเท่านั้นที่เป็นเขตเช่า แต่ด้วยเป็นติ่งอยู่เพียงนิดเดียว และแม้จะเป็นคนจีนพูดกวางตุ้งก็ตาม แต่ด้วยติดจีนมากจีนก็ถือว่ากำปั้นใหญ่ เขาไม่ยอม ดังนั้น ตอนนายกรัฐมนตรีอังกฤษ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ไปเจรจา เขาบอกว่า เขาต้องเอาคืน จะมาอ้างอะไรไม่ได้เลย เพราะเป็นดินแดนของจีน และสัญญาตอนนั้นเป็นสัญญาบีบบังคับ แม้จะพูดด้วยทำนองว่า ถ้าคุณไม่คืนฉันก็ยึด แทตเชอร์ ตกใจ กลัวเติ้ง เสี่ยว ผิง ผู้นำสูงสุดของจีนในขณะนั้นอย่างมาก เพราะตอนนั้นจีนมีอิทธิพลมาก ในขณะที่อังกฤษอิทธิพลเริ่มตก”
รัฐบาลไทย ‘ไซมีส ทอล์ก’
ชาวเน็ตไทย ไฝว้ ‘ทวีต’ ทอล์ก
ปิดท้ายที่บทบาทการไฝว้ของภาคประชาชนคนไทยในโลกออนไลน์ที่ไม่หยุดยั้ง ผศ.ถาวร ย้อนเล่ามิติคู่ขนานของภาครัฐบาลในบทบาททางการทูต
“ที่ผ่านมารัฐบาลไทยเก่งมาก เล่นการเมืองแบบเหยียบเรือสองแคม (หัวเราะ) เล่นการเมืองแบบลู่ลม จนกระทั่งมีสำนวนในวงการทูตระหว่างประเทศว่า ‘ไซมีส ทอล์ก’ หรือ พูดอย่างสยาม คือ ปลิ้นปล้อนนิดหน่อย เดี๋ยวไปทางนู้น เดี๋ยวไปทางนี้ แต่เราก็ต้องเอาตัวรอด ควรยึดผลประโยชน์ของคนไทย คนไทยเล่นการเมืองอยู่ระหว่างสองฝ่าย เราฉลาดมาตลอด เรื่องนี้ก็ต้องใช้บทเรียนจากอดีตมาเป็นแนวทางแก่อนาคต
“ถ้าเป็นคนไทยไปทะเลาะ แสดงความเห็น เชียร์จีนหรือไต้หวันมากเกินไป จะเกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจการค้าของเราเอง อย่างน้อยเรื่องการค้า และวัฒนธรรม เสียแน่กับไต้หวัน แต่กับจีนแผ่นดินใหญ่กระทบหลายด้าน เพราะเขามีอิทธิพล ต้องรักษาความรู้สึกทุกฝ่าย”
ผศ.ถาวร ยังย้อนเล่าประสบการณ์ครั้งยังเป็นอาจารย์รั้วเหลืองแดง
“สมัยผมสอนอยู่ธรรมศาสตร์แรกๆ พวกจบจากเมืองจีนก็บอกว่า อักษรตัวตัด ตัวเต็มไม่ดี อย่างนั้น อย่างนี้ ทะเลาะกันมาแต่ไหนแต่ไร อาจารย์ที่เป็นคนไต้หวันก็ลุกขึ้นชี้หน้าในที่ประชุม และบอกอาจารย์สอนภาษาจีนว่า “ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกว่า พวกแกเป็นโจรกบฏ ทำลายวัฒนธรรมจีน”
แม้เคยต่อตีกันมานาน กระทั่งฟาดฟันกันในโลกออนไลน์ แต่ถ้าจะถึงขั้นเอาจริงเอาจัง นักวิชาการท่านนี้มองว่า
“ในแง่หนึ่งเราก็เห็นใจไต้หวัน แต่จะไปแสดงออกอย่างเป็นทางการไม่ได้เป็นอันขาดและผมมองว่า เราก็ต้องเอาประโยชน์ของคนไทย (หัวเราะ) เราในฐานะคนไทยไม่ควรไปทะเลาะกันด้วยเรื่องของคนอื่น ไม่ควรจะโดดเข้าไปในวังวนความขัดแย้งของชาติอื่น ต้องมองสองมุม
แต่ข้อดีในทางวิชาการคือ ทำให้คนสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมจีนมาขึ้น แต่เมื่อมีเรื่องการเมืองจึงอดไม่ได้ที่จะมีความลำเอียง ความเห็นส่วนตัว เพราะเราเป็นปุถุชน แต่อย่าโดดไปเต็มที่เลย ให้นึกถึงประโยชน์ของประเทศไทยเป็นใหญ่ (หัวเราะ)
วางตัวกลางๆ อย่าไปทะเลาะอะไรกันมาก

