เป็นอีกหนึ่งสุดยอดความฮาที่ครองใจคนอ่านมานานหลายทศวรรษ สำหรับ “ขายหัวเราะ” จากเครือ “บันลือกรุ๊ป” สำนักสร้างสรรค์ content อนาคตไกลที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้
ต้นกำเนิดที่มาของสารพัดแก๊กอมตะ ทั้งติดเกาะ, โจรมุมตึก กระทั่งมนุษย์เมียหลวงผู้ยืนถือสากตำน้ำพริกรอสามีซึ่งเมามายกลับมาบ้านในยามวิกาล-ก็ล้วนมาจากหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ฉบับนี้ทั้งสิ้น
ภายใต้การกำกับดูแลของบรรณาธิการชื่อดังอย่าง วิธิต อุตสาหจิต ซึ่งมักจะถูกนักเขียนการ์ตูนในเครือนำไปวาดล้อเป็นภาพปกอยู่บ่อยๆ ในชื่อ บก.วิติ๊ด ชายร่างใหญ่ใส่แว่นจอมเฮี้ยบ ผู้ตามทวงงานจากนักเขียนไม่เว้นแต่ละวัน จนท้ายที่สุดกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ความฮาขาประจำของขายหัวเราะ-มหาสนุก
และบ่อยครั้งที่ภาพเหล่านั้น ปรากฏเด็กหญิงผมม้าหน้าตาสดใสอยู่ข้างๆ ในฐานะลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของบรรณาธิการคนเก่ง
นิว-พิมพ์พิชา อุตสาหจิต คือชื่อของเธอ
วันนี้ พิมพ์พิชาไม่ได้เป็นเด็กผู้หญิงผมม้าหน้ากลมอีกต่อไปแล้ว เธอเติบโตขึ้นตามวัยเคียงคู่มากับสำนักพิมพ์บรรลือสาส์นและขายหัวเราะ จากเด็กหญิงที่พ่อแม่พาไปเล่นที่ออฟฟิศซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือและต้นฉบับ เธอสัมผัสและผูกพันกับสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นเส้นทางที่เธอเลือกเดินในเวลาต่อมา
พิมพ์พิชาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะไปศึกษาต่อด้านธุรกิจที่วิทยาลัยอิมพีเรียลลอนดอน (Imperial College London) ประเทศอังกฤษ เพื่อนำความรู้มาต่อยอดและสืบทอดธุรกิจของครอบครัว

– รู้ตัวว่าชอบ สนใจงานด้านสื่อตอนไหน?
ตอนเด็กๆ รู้สึกว่าชอบในฐานะคนเสพสื่อมากกว่า เช่น ชอบอ่านหนังสือ อ่านการ์ตูน เลยเลือกเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เพราะรู้ว่าชอบด้านนี้น่าจะมีความสุขในการเรียน
จริงๆ ตอนเด็กๆ เราเคยอยากเป็นหลายอย่างมาก เช่น อยากเป็นครู เพราะชอบเด็ก ชอบสอน ชอบเรื่องการพัฒนาศักยภาพของเด็กๆ และการสร้างทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิต เคยอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนด้วย (หัวเราะ) แต่พอโตมาความสนใจก็เปลี่ยนตามวัย ตามสื่อที่เรารับ ตามสภาพสังคมที่เราเจอ จนมาถึงจุดจุดหนึ่งก็อยากทำอะไรในสเกลที่ใหญ่ขึ้น เลยอยากทำธุรกิจ และโลกของคอนเทนต์ (content) เป็นโลกที่น่าสนใจ เพราะนำพาเราไปเชื่อมโยงกับโลกอื่นๆ ได้ไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นความบันเทิง แวดวงการศึกษา และโลกธุรกิจ เพราะคอนเทนต์คือหัวใจของทุกการสื่อสารไปสู่ทุกกลุ่มเป้าหมาย ทำให้สนใจอยากเข้ามาช่วยคุณพ่อคุณแม่
นอกจากมุมมองด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในระดับปริญญาตรีแล้ว นิวเลือกเรียนด้านธุรกิจต่อในระดับปริญญาโท เพราะเราต้องการมีมุมมองที่ครบ รอบด้านทั้งในแง่ของการเป็นสำนักสร้างสรรค์สื่อที่มีคุณภาพและมุมมองด้านธุรกิจที่จะต่อยอดคอนเทนต์ของเราอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
– ตอนเด็กๆ เพื่อนรู้ไหมว่าเป็นลูก บ.ก.วิธิต?
รู้ค่ะ ส่วนมากรู้กันหมด เริ่มจากจะมีเพื่อนคนหนึ่งเดินมาดูป้ายชื่อเราที่ชุดนักเรียน แล้วเขาจำนามสกุลได้ว่านามสกุลอุตสาหจิต เขาก็จะไปบอกเพื่อนคนอื่นๆ ว่าคนนี้ไงที่อยู่บนหน้าปกการ์ตูน (ยิ้ม)
– เพื่อนแซวไหม?
ส่วนมากเวลารู้จักกันใหม่ๆ เพื่อนๆ จะถามมากกว่า คือ เพื่อนๆ จะบอกเลยว่าเราเป็นแฟนขายหัวเราะนะ แล้วถามถึงคุณพ่อ พี่ๆ นักเขียนการ์ตูน หรือถามถึงครอบครัวเราว่า คุณพ่อมีลูกแฝดสามจริงๆ เหรอ คุณพ่อตัวจริงอ้วนไหม ดุเหมือนในการ์ตูนหรือเปล่า (หัวเราะ) พี่ๆ นักเขียนการ์ตูนเป็นยังไง ปิดต้นฉบับโหดมากไหม ที่ตลกคือ ในขณะที่เพื่อนคนอื่นเขามีสิทธิหวงห้ามชื่อพ่อแม่ตัวเองไว้เป็นความลับไม่ให้โดนล้อ เรานี่ไม่มีสิทธิตั้งแต่ต้นเลย เพราะบก.วิติ๊ดถูกล้อมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่ในการ์ตูนแล้ว ชิงล้อตัวเองก่อนเลย (หัวเราะ)
– มองเรื่องอารมณ์ขันอย่างไร?
อารมณ์ขันเป็นเรื่องของมุมมอง มิติความเป็นมนุษย์ และประสบการณ์ร่วม คนที่มีอารมณ์ขัน คือ คนที่เข้าใจมิติความเป็นมนุษย์ เข้าใจสังคม และยังเข้าใจตัวเองด้วย
การ์ตูนขายหัวเราะ-มหาสนุกของเรานี่มี “มากกว่าความขำ ล้ำกว่าความฮา” เพราะทุกแก๊กนั้นมีอะไรสอดแทรกอยู่เสมอ เป็นการสะท้อนสังคมและสะท้อนความเป็นคนผ่านอารมณ์ขัน เช่น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สำคัญในสังคม ความสัมพันธ์ของคน หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เราอยากบอกกับผู้อ่านผู้ชมของเรา ล้วนถูกนำมาล้อ แซว หรือเสียดสีให้แสบๆ คันๆ ในแก๊ก อารมณ์ขันเป็นเรื่องของความแหลมคม เป็นการมองอะไรให้ลึกกว่าเดิมแล้วพลิกให้เป็นมุมต่าง จึงมีคุณค่าในตัวของมันเอง
อารมณ์ขันจึงเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ทรงพลัง เป็นสื่อที่ดีมากในการทำเนื้อหายากๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้น หรือผ่อนคลายความตึงเครียดและรุนแรงของเนื้อหาบางอย่าง เช่น การล้อเรื่องต่างๆ ในสังคมที่เรารู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องและอยากให้ได้รับการแก้ไข นี่เองทำให้อารมณ์ขันเป็นปัจจัยสำคัญของทุกคน รวมถึงด้านธุรกิจด้วย ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่า ผู้นำที่ดีของโลกหลายคนล้วนแต่เป็นคนมีอารมณ์ขันทั้งสิ้น ขายหัวเราะจึงภูมิใจมากที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำด้านอารมณ์ขันในประเทศไทย
– ภาพรวมบันลือกรุ๊ปตอนนี้หน่อย?
บันลือกรุ๊ป คือ สำนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ครบวงจร (multi-platform content provider) หมายความว่า เราผลิตคอนเทนต์ได้ทุกประเภท ทุกช่องทางสื่อ และสำหรับทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ ภาพเคลื่อนไหว แอนิเมชั่น ดิจิตอลคอนเทนต์ การ์ตูน
คาแร็กเตอร์ เราทำได้ทุกอย่าง นอกจากทำได้แล้วยังช่วยครีเอตได้ว่า ต้องใช้ช่องทางไหนร่วมกันได้บ้าง จะเสริมพลังกัน และ cross-media กันอย่างไร
ทุกวันนี้ ในการสร้างสรรค์โปรเจ็กต์หนึ่งขึ้นมา ทีมของเราจะวางแผนกับควบคู่ไปด้วยเลยว่าจะต่อยอดงานออกไปเป็นอะไรได้บ้าง เช่น ตัวคาแร็กเตอร์ของเราจากการ์ตูน ไปเป็นแอนิเมชั่นได้ไหม เป็นเกมได้ไหม เป็นอีเวนต์ได้หรือเปล่า หรือเหมาะที่จะร่วมมือกับแบรนด์สินค้าใดได้บ้าง ซึ่งเรามีทรัพยากรมากมายและฐานแฟนประจำหลากหลาย
ตอนนี้บริษัทในเครือของเรา นอกจากสำนักพิมพ์ต่างๆ ได้แก่ บรรลือสาส์น บันลือบุ๊คส์ แซลมอนบุ๊คส์ บันบุ๊ค และนิตยสาร Free Copy ชื่อ Giraffe ซึ่งล้วนแต่เป็นคลังคอนเทนต์ชั้นเยี่ยมแล้ว ยังมีบริษัทวิธิตา แอนิเมชั่น ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการผลิตแอนิเมชั่นทั้ง 2ดี และ 3ดี รวมถึงการพัฒนาคาแร็กเตอร์การ์ตูน และมีบริษัทแซลมอนเฮ้าส์ ผู้สร้างสรรค์ motion content ที่กำลังได้รับ- ความนิยมอย่างมากในแวดวงโฆษณา
ส่วนทางด้านสื่อดิจิตอล เรามี Minimore ซึ่งเป็น online platform สำหรับคอนเทนต์ต่างๆ ที่กำลังแข็งแรงขึ้นทุกวัน และเมื่อเดือนที่แล้วเราเพิ่งเปิดตัว PIXNIQ ซึ่งเป็นเว็บคอมมูนิตี้ช่างภาพของประเทศไทย ซึ่งสามารถเป็นแพลตฟอร์มอัพโหลดรูปภาพไปต่อยอดเป็นโปรดักต์ต่างๆ ได้มากมาย และล่าสุดคือ The Matter สำนักข่าวออนไลน์ที่เล่าเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจทั่วโลกอย่างเจาะลึกแต่แสบคัน ซึ่งเริ่มเป็นที่จดจำในโลกออนไลน์แล้ว
โดยสรุปคือ เราผลิตและวางกลยุทธ์ได้ทุกรูปแบบในโลกของคอนเทนต์ ซึ่งนอกจากคอนเทนต์ที่เป็นลิขสิทธิ์ของเราเองแล้ว ปัจจุบันเรายังได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ต่างๆ มากมายให้ดูแลการผลิตคอนเทนต์ให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ในแง่ความบันเทิง สาระความรู้ หรือมาร์เก็ตติ้ง เราทำได้หมด
– ตอนนี้ดูแลอะไรบ้าง?
ดูแลภาพรวมของบริษัทให้เติบโตและขยายตัวอย่างมั่นคง พร้อมมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ เช่น โปรเจ็กต์ที่น่าสนใจ หรือโอกาสด้านพาร์ตเนอร์ชิพกับบริษัทต่างๆ และการร่วมงานกับต่างประเทศด้วย เช่น licensing คอนเทนต์และคาแร็กเตอร์ของเรา ในส่วนของการบริหารจัดการภายในก็จะดูเรื่องการบริหาร Human Resource และการพัฒนาคอนเทนต์ด้วย
– ผลงานที่ภูมิใจที่ได้ทำมา?
โปรเจ็กต์แรกที่เข้ามาดูแลแล้วได้รับการตอบรับที่ดีเลย คือ สติ๊กเกอร์ไลน์ (ยิ้ม) ตอนนั้นสติ๊กเกอร์ไลน์ยังไม่บูมในไทยขนาดนี้ และไลน์กำลังบุกตลาด Local ในไทย ซึ่งขายหัวเราะในฐานะ Best Local ของการ์ตูนไทยก็ได้รับเกียรติให้เป็นสติ๊กเกอร์ไลน์ อาจจะเป็นเพราะว่าการ์ตูนของเรานอกจากจะมีฐานแฟนที่แข็งแรงแล้ว ยังมีมิติความเป็นไทยที่ชัดมาก ตลก และมีเอกลักษณ์ของตนเองที่ชัดเจน ซึ่งเราก็จับจุดนี้มาเล่นและประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำสถิติด้านยอดขายเอาไว้น่าภูมิใจและฟีดแบ๊กที่เห็นแล้วหายเหนื่อย ทั้งสติ๊กเกอร์ขายหัวเราะ หนูหิ่น ปังปอนด์ จนมีสติ๊กเกอร์ขายดีชุดอื่นๆ ตามมาอีกมากมายจนถึงปัจจุบัน ล่าสุดหนูหิ่นเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นคาแร็กเตอร์ไทยตัวแรกที่เป็นสติ๊กเกอร์ป๊อปอัพที่ออกจำหน่ายในไลน์ ซึ่งขึ้นอันดับหนึ่งอย่างรวดเร็ว
เรามองว่าสติ๊กเกอร์เราขายดีเพราะคนผูกพันกับขายหัวเราะและตัวการ์ตูนของเรา ซึ่งเป็นคาแร็กเตอร์ที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของคนไทย เช่น สติ๊กเกอร์ “On the way” ของสากล เราก็เอามาทำให้เป็นแก๊กบริบทแบบไทยๆ เช่น เป็นรูปคนซ้อนวินมอเตอร์ไซค์ เขียนว่า “ใกล้ถึงแล้ว” แทน หรือความโดดเด่นด้านอีสานของหนูหิ่น ทำให้ครบเครื่องแบบไทยๆ และหาจากที่อื่นไม่ได้
– กดดันไหมที่ต้องบริหารงานตั้งแต่อายุยังน้อย ?
ตอนเข้ามาแรกๆ ก็กดดันนะคะ (ยิ้ม) รู้สึกว่า เรามีบทบาทหลายบทบาทมากกว่าคนทำงานคนหนึ่ง ทุกคนก็มองว่าเราอยู่ในฐานะทายาทเจ้าของกิจการด้วย ฉะนั้น เราต้องระมัดระวัง ทำงานหนัก และรับผิดชอบมากๆ เพราะถ้าทำอะไรพลาดไปอาจจะมีผลกระทบมากกว่าคนอื่น
โชคดีอย่างหนึ่งที่เราเข้ามาในยุคที่คุณพ่อคุณแม่ยังทำงานอยู่ ฉะนั้น ถ้ามีปัญหาอะไรก็ปรึกษากับเขาได้เต็มที่ เราไม่ได้อยู่คนเดียวและพวกเขาผ่านเรื่องแบบนี้มาแล้ว เขามีสิ่งที่เราขาดคือมุมมองและประสบการณ์ อีกอย่างคือผู้บริหารของบันลือกรุ๊ปทุกท่านมีความสามารถสูงโดดเด่นในด้านของตน มีธรรมาภิบาลที่ดี ที่สำคัญที่สุดเลยคือทุกคนพร้อมที่จะแนะนำเรา เรารู้สึกโชคดีมากที่ได้ทำงานกับบุคคลเหล่านี้ ให้โอกาสเราได้เรียนรู้ ไม่ใช่แค่ด้านเดียวแต่คือทุกด้าน
– ทำงานกับคนอายุมากกว่ายังไง?
เราว่าอยู่ที่ทัศนคติของเราเป็นหลัก อย่างเวลาเราคุยกับเขา เรารู้ว่าด้านประสบการณ์เราอาจจะมีน้อยกว่า เพราะพี่ๆ ในทีมหลายๆ คนก็ทำงานที่นี่มาตั้งแต่เรายังเป็นนักเรียนอยู่ ฉะนั้น เวลาคุยกับเขา โดยมากจะเป็นเชิงขอคำแนะนำ แล้วถ้าต้องปรับอะไร นิวก็จะคุยโดยอธิบายเหตุผลแล้วโฟกัสเรื่องงานเป็นหลัก ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าผลสำเร็จของงานต้องมาก่อน
เรามองว่าการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าความตั้งใจเราดีแล้วสื่อสารออกไปถูกต้อง พี่เขาจะเข้าใจว่าเป็นผลดีต่องาน มีอะไรก็คุยกันได้ตลอดเวลา เราไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นคนที่ทุกคนต้องเชื่อฟัง แต่มองว่าเป็นทีมเดียวกัน ขอบคุณที่ทุกคนเชื่อ และพยายามเข้าใจน้องนิว (ยิ้ม) เวลาตัดสินใจให้พี่ๆ ช่วยลองทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน เขาก็ลองทำตามเราทุกครั้ง
นิวดีใจที่เรามีทีมที่ดี
โชคดีอีกอย่างคือ เราเข้าใจทีมของเราทั้งฝั่งโปรดิวเซอร์และเข้าใจฝั่งทีมบริหารด้วย เราเชื่อมทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน เพราะเรามีมุมมองทั้งสองด้าน ความสำคัญของงานเราอยู่ตรงจุดนี้ แล้วพาองค์กรของเราไปให้ไกลที่สุด
– งานอุตสา ฮา กรรม: ผลิตขำ ทำเงิน ที่จัดอยู่ขณะนี้คืออะไร?
เป็นนิทรรศการว่าด้วยเรื่องของธุรกิจขำขัน ที่ขายหัวเราะจัดร่วมกับ TCDC โดยในฝั่งของเรา จุดประสงค์เริ่มแรกคือเราอยากฉลองครบรอบ 60 ปีของบรรลือสาส์นค่ะ
บรรลือสาส์นเป็นสำนักพิมพ์ที่คุณปู่ คือ คุณบันลือ อุตสาหจิต ก่อตั้งขึ้น ตอนแรกทำหนังสือสิ่งพิมพ์หลายประเภท และมาบูมมากๆ ตอนกำเนิดขายหัวเราะ ซึ่งเป็นผลงานที่คุณพ่อ คือคุณวิธิตเริ่มทำตอนอายุ 16 ปี คุณพ่อมองขาดว่า ตอนนั้นยังไม่มีใครเป็นผู้นำด้าน Humour Business ในไทย เพราะการ์ตูนตลกถูกมองเป็นคอนเทนต์คั่นเวลาในนิตยสารเท่านั้น ซึ่งคุณพ่อเชื่อว่าจริงๆ แล้วมันมีศักยภาพมากกว่านั้น จึงก่อตั้งขายหัวเราะขึ้นมา ทำเองตั้งแต่เริ่มวางดัมมี่ ออกแบบหัวโลโก้เอง เฟ้นหานักเขียนมาร่วมทีมเองด้วย จากนั้นคุณพ่อก็ไปขออนุญาตคุณปู่ ซึ่งขายหัวเราะก็ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นตั้งแต่เล่มแรก และจุดกำเนิดของขายหัวเราะนี้เองที่นำมาสู่โปรดักต์อื่นๆ มากมาย เช่น มหาสนุก หนูหิ่น ปังปอนด์ สาวดอกไม้กับนายกล้วยไข่ มาจนถึงการเป็นสำนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ครบวงจรอย่าง บันลือกรุ๊ป ในปัจจุบัน
เราอยากทำนิทรรศการ แล้ว TCDC ก็เป็นมือวางอันดับหนึ่งด้านการจัดทำนิทรรศการ เราอยากร่วมงานกับเขามานานแล้ว ซึ่งบอกได้เลยว่าไม่ผิดหวังแม้แต่น้อย นิทรรศการ “Humour Business อุตสาฮากรรม” พูดถึงอุตสาหกรรมขำขันที่ใช้อารมณ์ขันมาต่อยอดเป็นธุรกิจ โดยที่ขายหัวเราะและบรรลือสาส์นเป็นไฮไลต์ในงาน ทุกคนจะได้เห็นเบื้องลึกเบื้องหลังการทำงาน การเติบโต และการสร้างสรรค์ความฮาคู่ประเทศไทยในแบบของเราตลอดกว่าหกทศวรรษที่ผ่านมา
– คิดว่าคนไปดูนิทรรศการจะได้อะไรจากงานนี้ ?
เป็นนิทรรศการที่คุ้มมากถ้าได้ไปชม เพราะขายหัวเราะไม่ได้จัดนิทรรศการบ่อย นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่จัดนิทรรศการสเกลนี้ในรอบหลายปี และยังเป็นนิทรรศการที่ได้รับเกียรติจาก TCDC มาร่วมมือกัน นิทรรศการนี้จะแนะนำให้คนรู้จักและฉุกคิดถึงอารมณ์ขันในแง่มุมใหม่ๆ ว่า จริงๆ แล้ว อารมณ์ขันมีความแหลมคมและสร้างสรรค์ ซึ่งมนุษย์เราใช้เป็นเครื่องมือมานานแล้วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราสามารถใช้อารมณ์ขันมาสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ด้วย
ส่วนไฮไลต์คือ คำถามต่างๆ ที่หลายๆ ท่านเคยสงสัยเกี่ยวกับอุตสาหกรรมความฮาต่างๆ และสงสัยเกี่ยวกับเบื้องลึกเบื้องหลังความฮาของขายหัวเราะ ก็จะถูกนำมาคลี่คลายในงานนี้ พร้อมกิมมิกความฮาต่างๆ ในงานอีกมากมาย จึงอยากจะชวนทุกคนมาร่วมสนุกในงานนี้ด้วยกัน (ยิ้ม) โดยงานจะจัดตั้งแต่ 15 กรกฎาคมไปจนถึง 2 ตุลาคมนี้ ที่ TCDC ห้าง ดิ เอ็มโพเรียม ค่ะ
– คุณพ่อได้ฉายาว่าราชาตลกประเทศไทย แล้วเราอยากได้ฉายาอะไรไหม?
ตอบยากมากเลย (หัวเราะ) เพราะเราไม่เคยคิดว่าต้องตั้งฉายาอะไรให้ตัวเองเลย เราอยากให้คนจดจำเราได้ในฐานะ พิมพ์พิชา อุตสาหจิต จดจำเราและบริษัทได้ว่าเป็นบริษัทคุณภาพด้านคอนเทนต์ ไว้วางใจได้ว่าเราตั้งใจทำงานและมีความเชี่ยวชาญด้านนี้มากกว่า ถ้าพูดเรื่องการสร้างสรรค์คอนเทนต์ อยากให้เขานึกถึงเราและบันลือกรุ๊ปเป็นชื่อแรก
เรารู้สึกว่าฉายาคือสิ่งที่คนอื่นมองเรา แล้วสะท้อนออกมาเป็นฉายา ฉายาคือกลไกอย่างหนึ่งที่บอกว่า คนมองเราอย่างไร ไม่ใช่อะไรที่เราควรตั้งให้ตัวเอง
ฉะนั้น เรื่องของฉายาเลยปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตดีกว่าว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร
เราทำได้แค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

