เทคโนโลยีปัจจุบันทำให้คนคุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวกับโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตมากขึ้นกว่าแต่ก่อนค่ะ แน่นอนว่าทำให้ออกไปพบปะพูดคุยกับเพื่อนน้อยลงด้วย เพราะสามารถติดต่อกันผ่านโซเชียลมีเดียได้ บางคนอาจจะไม่อยากพูดคุยกับเพื่อนเลยเพราะสามารถสนุกกับการเล่นเกมหน้าจอคอมพิวเตอร์คนเดียวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ในบรรดาคนเก็บตัวเหล่านี้มีทั้งคนที่น่าเป็นห่วงและไม่น่าเป็นห่วงค่ะ
นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งถูกบังคับให้มาพบจิตแพทย์เนื่องจากไม่ยอมเข้าเรียนและคะแนนแย่มากจนอาจจะต้องเรียนซ้ำชั้น เขาเรียนเก่งเมื่อสมัยมัธยมปลายและสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วยคะแนนไม่ขี้เหร่เลย ช่วงเดือนแรกๆ ยังมาเรียนได้ปกติแต่อยู่มาวันหนึ่งกลับไม่มาเรียนเอาดื้อๆ เพื่อนโทรไปตามก็ไม่รับสาย โชคดีที่ตอนไปเคาะห้องที่หอพักพบว่ายังมีชีวิตอยู่แต่ดูผ่ายผอมและไม่อยากพูดคุยกับใครนัก เขาให้เหตุผลว่าการเรียนมันน่าเบื่อ อาจารย์สอนไม่เข้าใจ ดังนั้น แทนที่จะเสียเวลาไปฟังเลกเชอร์ในห้องสู้เขาดูวิดีโอการสอนที่มีอัดไว้ทุกครั้งแล้วอ่านหนังสือเองที่ห้องดีกว่า แต่ผลการสอบที่ไม่ดีนักเป็นเครื่องยืนยันว่าการเรียนด้วยตัวเองของเขาคงไม่มีประสิทธิภาพ
“ผมเบื่อไปหมด เพื่อนก็ไม่มี ไม่รู้จะคุยกับใครดี การเรียนก็น่าเบื่อ ผมเลยอยู่แต่ห้องตลอด บางทีไม่ได้ออกจากห้อง 3 วัน ไม่ได้คุยกับใครเลย”
“อยู่แต่ห้องแบบนี้ไม่เบื่อเหรอคะ”
“ผมก็เบื่อ ผมเลยเล่นเกมไปเรื่อยๆ พอง่วงก็นอน พอตื่นมารู้สึกเบื่ออีกก็เล่นเกมอีก ถ้าผมรู้ว่าเรียนคณะนี้แล้วจะน่าเบื่อขนาดนี้ผมคงไม่สอบเข้ามาหรอก”
ดูเขาไม่มีแรงใจจะลุกขึ้นไปเรียนเอาเลยค่ะ จากงานวิจัยของศาสตราจารย์แลร์รี่ เนลสัน ซึ่งตีพิมพ์ใน Developmental Psychology สรุปเบื้องต้นว่าคนที่ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมแบ่งได้เป็น 3 แบบ และไม่ใช่ทุกแบบจะน่าเป็นห่วง ได้แก่
1.ขี้อาย (shy) คือคนที่อยากเข้าสังคมแต่มีความกลัวบางอย่างเป็นอุปสรรค
2.ไม่สังคมจัด (unsocial) คือคนที่ไม่มีปัญหาเวลาเข้าสังคมแต่ชอบจะเก็บตัวมากกว่า
และ 3.หลบเลี่ยง (avoidant) คือคนที่ทำทุกอย่างเพื่อจะหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม ประเด็นของการเก็บตัวไม่ได้อยู่ที่เข้าสังคมมากหรือน้อย ประเด็นสำคัญอยู่ที่แรงจูงใจ (motivation) ค่ะ
คนขี้อายมีแรงจูงใจอยากเข้าสังคมแต่กลัว คนไม่สังคมจัดมีแรงจูงใจในการใช้เวลาส่วนตัวมากกว่าเข้าสังคม แต่คนหลบเลี่ยงไม่มีแรงจูงใจในการเข้าสังคมเอาเลยแถมยังพยายามทำทุกวิถีทางที่จะไม่ต้องเข้าสังคมด้วย งานวิจัยพบว่าถ้ากลุ่มที่ชอบหลบเลี่ยงสังคมที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเสพสื่อที่เป็นปัญหา (เช่นวิดีโอเกมที่มีเนื้อหารุนแรง) จะมีโอกาสเกิดโรคซึมเศร้าหรือก่ออาชญากรรมหรือใช้สารเสพติดเพิ่มขึ้นในหนึ่งปีถัดมา ในระหว่างที่กลุ่มขี้อายและไม่สังคมจัดไม่พบความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดังกล่าวแม้ว่าเสพสื่อที่มีปัญหา
ลองมาดูตัวอย่างคนเก็บตัวแบบขี้อายและไม่สังคมจัดที่ไม่ค่อยมีปัญหาบ้างค่ะ แอนิเมชั่นเรื่อง “ฮันดะคุง” ซึ่งฉายในซีซั่นนี้เป็นตอนพิเศษจากเรื่อง Barakamon ที่ตีพิมพ์แล้วในประเทศไทย เรื่องนี้กล่าวถึงอดีตช่วงมัธยมของพระเอก “ฮันดะ เซย์” นักเรียนชั้นมัธยมปลายรูปหล่อ เรียนเก่ง บ้านรวย เขาเป็นลูกชายของนักเขียนพู่กันชื่อดังแถมตัวเองยังเป็นเด็กหนุ่มอัจฉริยะในการเขียนพู่กันด้วย ฮันดะคุงเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนอย่างมาก เรียกว่ามีแฟนคลับเลยก็ว่าได้
แต่ตัวฮันดะคุงเองมีกำแพงบางอย่างล้อมรอบทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปสนิทสนมด้วย กำแพงนี้เกิดจากความเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายเกี่ยวกับความสัมพันธ์อย่างสุดโต่งของเขาเอง เขาเชื่อว่าเพื่อนทุกคนในโรงเรียนเกลียดเขา เดินไปที่ไหนก็มีแต่คนมองเขาแล้วก็ซุบซิบกัน บางครั้งก็ถูกกลั่นแกล้งด้วยการเอาอะไรแปลกๆ มาใส่ในล็อกเกอร์เก็บรองเท้า แท้จริงแล้วทุกคนซุบซิบเพราะชื่นชมและอยากเข้ามาคุยด้วยแต่ไม่กล้า ของแปลกๆ ที่ใส่ในล็อกเกอร์ก็มีแต่จดหมายรักกับของขวัญซึ่งเขาคิดว่าเป็นการกลั่นแกล้งไปเสียนี่
ฮันดะคุงแสดงภาพคนวิตกจริตเวลาเข้าสังคมให้เราเห็นระบบความคิดและความกลัวของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดีค่ะ คนกลุ่มนี้ไม่ได้อยากอยู่ตัวคนเดียวหรือใช้ชีวิตแบบไม่มีเพื่อนนะคะ เขาอยากมีเพื่อนเหมือนคนอื่นแต่ไม่รู้จะเข้าหาคนอื่นอย่างไรดี ถ้าเราเป็นเพื่อนของฮันดะคุงและเข้าใจความกังวลตรงนี้ สิ่งที่เราควรทำคือเข้าหาเขาเลยค่ะ อย่ากลัวว่าฮันดะคุงจะปฏิเสธความเป็นเพื่อนหรือเมินเราเพราะแท้จริงเขาอยากมีเพื่อน เขาอาจจะเกร็งหรือต้องการเวลาส่วนตัวมากหน่อยแต่ก็ยังอยากมีเพื่อนอยู่ดี ถ้าฮันดะคุงเป็นพวกหลบเลี่ยงสังคมจริงที่ไม่อยากคบหากับเรา รับรองว่าเขาจะหาทางหลบเลี่ยงเองจนเราไม่มีทางเจอหน้าเขาเลยค่ะ
ศาสตราจารย์เนลสันบอกว่า ไม่มีเวทมนตร์วิเศษใดๆ จะเปลี่ยนให้คนเก็บตัวกลายเป็นคนเข้าสังคมเก่งขึ้นมาได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะ “practice makes perfect” ฝึกเข้าสังคมบ่อยๆ ก็จะทำได้คล่องขึ้น เราจะเอาชนะความท้าทายนี้ไม่ได้เลยถ้าไม่ใช้เวลาฝึกฝนทักษะการเข้าสังคมด้วยตัวเอง สำหรับหนุ่มน้อยคนแรกเขาป่วยเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ แต่หลังจากรักษาหายแล้วกลับยังคงไม่อยากไปเรียนเพราะต้องซ้ำชั้นแล้วเรียนกับรุ่นน้องที่ไม่รู้จักใครเลย พูดง่ายๆ คือยังคงหลบเลี่ยงการเข้าสังคมเหมือนเดิม แม้จะสนับสนุนให้รีบเข้าสังคมอีกครั้งแต่เขาก็ยังดื้อและขอโดดเรียนในวิชาที่ไม่เก็บคะแนนเข้าห้องเหมือนเดิมค่ะ
ไม้ตายสุดท้ายที่ช่วยได้เฉพาะหน้าคือถ้าไม่อยากเปิดโลกสู่สังคมใหม่ของรุ่นน้องก็ขอให้อย่าเสพสื่อที่มีปัญหาทั้งหลายระหว่างอยู่ตัวคนเดียวแล้วกันค่ะ อย่างน้อยถ้าไม่เล่นเกมที่ใช้ความรุนแรง ไม่อ่านการ์ตูนที่มีเนื้อหารุนแรง สุขภาพจิตก็จะไม่แย่ลงจนซึมเศร้าหรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวในภายหลังค่ะ

