ทุกครั้งเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นกับประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นมหันตภัยทางธรรมชาติ รวมถึงเหตุบ้านการณ์เมืองต่างๆ ทั้งในเรื่องที่ดี และไม่ดี
ถ้ามีเวลา ผมมักจะหยิบกล้องของตัวเองไปบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นอยู่เสมอ
ไม่ได้เอาไปเผยแพร่ที่ไหนหรอกครับ
แต่อยากเก็บภาพเหล่านั้นไว้เพื่อเป็นสมบัติส่วนตัว เผื่ออนาคตผ่านไปสัก 20-30 ปี เมื่อคิดถึงเรื่องต่างๆ เหล่านั้นขึ้นมา จะได้รู้ว่า…เราเองก็เคยถ่ายภาพเหล่านี้ไว้
ทั้งครั้งหนึ่งยังเคยอยู่ร่วมกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
จำได้ว่าความคิดเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ผมมีโอกาสเข้าร่วมเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬในปี 2535 ต่อจากนั้น พอมีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ทั้งในมหานครกรุงเทพ และต่างจังหวัด ผมมักจะไปถ่ายรูปเก็บไว้เสมอๆ
ยิ่งเมื่อตอนเกิดเหตุการณ์ มหาอุทกภัยในปี 2540 ผมจำได้แม่นยำเลยว่าผมถ่ายรูปเก็บไว้เยอะมาก เริ่มตั้งแต่แถวบ้านตัวเองที่อยู่เขตบางพลัดระเรื่อยไปจนถึงพุทธมณฑลสาย 5
บริเวณสี่แยกจรัญสนิทวงศ์
สนามบินดอนเมือง
และอื่นๆ อีกมากมาย
จนทำให้คิดต่อมาว่าการถ่ายรูปเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ ใช่จะมีแต่อุปกรณ์ถ่ายภาพอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่จะต้องมีพาหนะที่ดีด้วย หมายความว่าเมื่อตอนถ่ายรูปน้ำท่วมใหญ่ ผมต้องอาศัยรถทหาร, เรือชาวบ้านเพื่อไปถ่ายรูปในสถานที่ต่างๆ เหล่านั้น
จากนั้นก็ต้องปีนป่ายขึ้นไปยังอาคารสูง เพื่อต้องการภาพที่สื่อความหมายถึงมวลมหาน้ำที่เข้าไปยึดสถานที่ราชการต่างๆ เหล่านั้น จนไม่สามารถให้ผู้ใดย่างกรายเข้ามาภายในได้
ภาพจึงค่อนข้างอ้างว้าง
เงียบเหงา
และทำให้รู้สึกว่า…เมื่อไหร่หนอน้องน้ำจะไปเสียที
แต่เมื่อวิกฤตไวรัสโควิด-19 ย่างกรายเข้ามาในโลกใบนี้ของเรา แรกๆ ผมยอมรับความจริงว่ายังไม่ค่อยวิตกกังวลเท่าไหร่นัก เพราะก่อนหน้านั้นเราเคยเจอไวรัสซาร์สมาก่อนในปี 2003 และอีกไม่นานต่อมาเราก็เจอไวรัสเมอร์สอีกในปี 2012
จนทำให้คิดว่าโคโรนาไวรัสก็ไม่น่าจะต่างกับไวรัสเหล่านั้น
มาแล้วก็หายไป
แต่ใครจะเชื่อล่ะว่าโคโรนาไวรัส ซึ่งกลายมาเป็นคำเรียกในปัจจุบันคือโควิด-19 จะน่ากลัวถึงเพียงนี้ เพราะยอดสะสมผู้ติดเชื้อทั่วโลกอยู่ที่ 2,637,790 คน ขณะที่ยอดสะสมผู้เสียชีวิตทั่วโลกอยู่ที่ 184,230 คน (จากข้อมูล ณ วันที่ 23 เมษายน 2563)
โดยมีสหรัฐอเมริกา และยุโรปหลายประเทศมียอดสะสมผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตมากที่สุด
สำหรับประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่กระนั้น จะต้องเฝ้าระวังกันต่อไป เพราะเรื่องแบบนี้ประมาทไม่ได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะเหมือนกับประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ทำท่าว่าจะดีขึ้น
ดังนั้น ในส่วนของการปิดเมือง ปิดประเทศต่างๆ นับตั้งแต่ไวรัสโควิด-19 เริ่มระบาดตั้งแต่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เราๆ ท่านๆ คงเห็นภาพของเมืองที่ไร้ผู้คน
เมืองที่ไม่มีชีวิต
และแทบไม่มีผู้ใดสัญจรบนนถนนเลยแม้แต่คนเดียว
ต่อจากนั้นภาพเดียวกันนี้ก็ขยายไปยังอีกหลายเมืองในกลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา เอเชียบางประเทศ รวมถึงประเทศไทย
โดยเฉพาะประเทศไทยที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมหานครเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับ แต่เมื่อไวรัสโควิด-19 ระบาดในช่วงแรกๆ ปรากฎว่ากรุงเทพมหานครกลับกลายเป็นเมืองร้าง
ไม่มีผู้คน
ตามสถานที่ต่างๆ เงียบเหงา กระทั่งกลายเป็นเมืองที่ไม่มีชีวิต ยิ่งเฉพาะตอนหลัง 4 ทุ่มของการประกาศเคอร์ฟิวในแต่ละวันด้วยแล้ว ภาพเหล่านี้ยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ
เสียดายแต่ว่าผมมีโอกาสออกไปถ่ายรูปในช่วงของวันแรกๆ เท่านั้น
เพราะรู้สึกไม่มั่นใจต่อไวรัสร้ายครั้งนี้ เนื่องจากการเดินทางในแต่ละสถานที่ต้องอาศัยรถเมล์ รถไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์วิน ที่ล้วนทำให้เราต้องสัมผัสกับผู้คนทั้งสิ้น
ยิ่งตอนหลังภาครัฐประกาศให้ทุกคนห้ามออกจากบ้านเพื่ออยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ก็ยิ่งทำให้ผมไม่กล้าออกไปถ่ายรูปอีกเลย ทั้งๆ ที่ใจอยากไปมาก
โดยเฉพาะบริเวณกลางเมือง
เยาวราช
วัดวาอารามต่างๆ
โบราณสถาน และอาคารเก่าแก่บริเวณโดยรอบเกาะรัตนโกสินทร์
ผมว่าถ้าใครหาญกล้าออกไปถ่ายรูปในสถานที่ที่กล่าวมา โดยเฉพาะตอนช่วงพระอาทิตย์ตกดินถึงตอนค่ำๆภาพจะสวยงามมาก
ทั้งยังน่าเก็บไว้เตือนความทรงจำ
เพราะภาพอย่างนี้คงหาไม่ได้อีกในหลายปีกว่าจะเกิดมหันตภัยไวรัสร้ายอีกครั้งหนึ่ง จนทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าใครทำหนังสือภาพเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 ออกมา
ผมว่าขายได้อย่างแน่อน
ยิ่งถ้ารวบรวมภาพถ่ายจากทั่วโลกด้วย ผมว่ายังไงก็ขายได้ และผมคนหนึ่งล่ะที่จะเป็นลูกค้าชั้นดีที่อยากจะซื้อหนังสือภาพเหล่านี้เก็บไว้
เพื่อลูกหลานเหลนโหลนในอนาคต
และเพื่อเล่าขานให้พวกเขาฟังว่า…ในช่วงชีวิตของปู่ ย่า ตา ยาย เคยประสบพบเจอกับมหันตภัยไวรัสร้ายมาแล้วครั้งหนึ่ง
คนตายเป็นแสนๆ คน
ซึ่งนับเป็นโศกนาฏกรรมรุนแรงที่สุดของมนุษย์ดิจิทัลในศตวรรษที่ 21
ที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง?

