หน้าแรก ประชาชื่น เวชสำอางจาก&#...

เวชสำอางจาก’รังไหม’ ยกคุณภาพชีวิตชุมชน

18.07.16 | 14:47 น.

เป็นที่ฮือฮากันมาได้พักใหญ่ๆ ยิ่งไปเดินงานแสดงสินค้าโอท็อปไม่มีงานไหนไม่มี “สบู่รังไหม”

จากรังไหมที่ไม่มีราคา เมื่อมีการส่งเสริมความรู้ในการสกัดโปรตีนจากรังไหม และนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางต่างๆ อาทิ สบู่ แชมพู โลชั่น ฯลฯ ทำให้ปัจจุบันสบู่รังไหมขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์โอท็อปที่สร้างรายได้อย่างงามให้กับชุมชน ไม่เพียงแค่ทางภาคอีสาน ยังขยายผลไปถึงการจำหน่ายบนสื่อออนไลน์อย่างแพร่หลาย

เนื่องจากในเส้นใยไหมจะมีโปรตีนสำคัญ 2 ชนิด คือ “ซิริซิน” (เป็นกาวเหนียว) ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกความร้อนชะล้างออกไปเมื่อต้มรังในกระบวนการสาวไหม เหลือเพียง “ไฟโบรอิน” ที่ใช้ทำเป็นเส้นใย ที่ผ่านมาจึงเป็นการใช้ประโยชน์จากไฟโบรอิน เช่น ในเครื่องสำอางแต่งหน้าสำหรับผู้แสดงละครคาบูกิ

ซึ่งนอกจากทำให้รู้สึกสบายผิวมากขึ้น เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดยังช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตได้อีกด้วย

ทุกวันนี้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศแรกที่ค้นพบความลับจากรังไหม ยังคงใช้ส่วนผสมนี้ในการผลิตครีมรองพื้น ครีมแต่งหน้า และครีมทำความสะอาดpra03180759p1
สำหรับในประเทศไทย เริ่มจากกรมหม่อนไหมเมื่อยังเป็นสถาบันวิจัยหม่อนไหม ทำวิจัยร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยรังสิต พบว่าผงไหมมีกรดอะมิโนมากถึง 16-18 ชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้น สามารถกำจัดเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง ทั้งยังช่วยรักษาปริมาณน้ำในผิวหนัง กำจัดสิ่งสกปรกในเซลล์และยืดอายุเซลล์ได้อีกด้วย

Advertisement

จึงคิดผลิตสบู่ไหม พร้อมทูลเกล้าฯถวายสิทธิบัตรแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อปี 2547 ก่อนที่พระองค์จะพระราชทานสิทธิบัตรให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป

ล่าสุดมีโอกาสได้เยี่ยมชมบริษัท กาล (30) จำกัด ที่วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากรังไหมอีกแห่ง ผศ.ดร.จันทร์เพ็ญ อินทรประเสริฐ หรืออาจารย์แจ๋ว นักเคมีประจำมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในฐานะที่ปรึกษาของบริษัท อธิบายให้ฟังว่า รังไหมมีโปรตีนชนิดเดียวกับร่างกายมนุษย์ จึงช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้น และยังทำหน้าที่เป็นเหมือนสกินไวเทนนิ่ง ช่วยลบฝ้าและจุดด่างดำ

pra03180759p3
ผศ.ดร.จันทร์เพ็ญ อินทรประเสริฐ หรือ อาจารย์แจ๋ว

“ข้อดีคือ เส้นใยที่เป็นธรรมชาติเหมาะสำหรับขัดผิวและไม่ทำให้เกิดการอุดตันของสิว เราจึงคิดจากวัตถุดิบและพัฒนาเรื่อยมาจนมาเป็นแผ่นใยไหม เป็นเซรั่ม โทนเนอร์ และที่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่สุดยังไม่มีใครทำคือ เป็นสลีปปิ้งมาสก์”

อาจารย์แจ๋วเล่าต่อไปว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจะเน้นออร์แกนิค ไม่ใช้สารเคมี รวมทั้งไม่มีเอสแอลเอส (โซเดียม ลอริล ซัลเฟต เป็นสารที่ใช้ลดแรงตึงผิว ในเครื่องสำอางจะใช้เป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้) ตัวสบู่ใช้สารสกัดจากซีลีซินที่มีอยู่ในรังไหมมาอยู่ในน้ำมันโดยใช้ความรู้ทางเคมี อาจจะแต่งด้วยผงมังคุด ผงว่านนางคำ ฯลฯ

ในส่วนน้ำมันที่ใช้จะเป็นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันแก่นปาล์ม และน้ำมันรำข้าว เพื่อให้ครอบคลุมกับพื้นที่ว่าชุมชนตรงไหนจะช่วยเสริมวัตถุดิแก่เราได้ และใช้สีจากธรรมชาติ เช่น สีเหลืองจากรังไหม

จาก “รังไหม” ที่แต่เดิมมีอยู่ในทุกบ้านของชาวอีสาน ไม่มีราคาค่างวดแต่อย่างใด

วันนี้กลายเป็นสินค้าทำเงินของชุมชน อีกตัวอย่างงานวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน