‘ปกติใหม่’ ในการต่อสู้แห่งศตวรรษ เศรษฐกิจ รัฐศาสตร์ โฉมหน้านวัตกรรม ‘หลังโควิด’

5.05.20 | 16:46 น.
ความปกติใหม่

ในวันที่โลกยังอยู่ในภาวะฉุกเฉิน ผลกระทบเป็นวงกว้างไม่ได้หยุดอยู่เพียงวันนี้ หากแต่ส่งผลถึงพรุ่งนี้ที่คำว่า New Normal ถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลาย

ไม่ว่าจะบัญญัติศัพท์ว่า ‘ปกติใหม่’ หรือ ‘วิถีใหม่’ สังคมไทยก็เป็นอันเข้าใจว่านับจากนี้ต่อไปชีวิตจะไม่ย้อนกลับเหมือนเหมือนเดิม

มองภาพใหญ่ในประเด็นสังคม เศรษฐกิจ สาธารณสุข วิศวกรรมและเทคโนโลยี ภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาและองค์กรภาครัฐ ได้คาดการณ์และพยายามวางแผนรับมือสถานการณ์ใหม่ในวันพรุ่งนี้

สังคม ‘ดิจิทัล’ มาไวกว่าที่คาด

แม้โลกเคยประสบภาวะวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตการเงินในเอเชียเมื่อปี 1997 และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในปี 2008 วิกฤตการณ์ทางสาธารณสุข เช่น การแพร่ระบาดของไวรัสซาร์ส เมอร์ส ไข้หวัดหมู และอีโบล่า รวมถึงวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติอย่างสึนามิ ซึ่งล้วนเกิดในขอบเขตที่จำกัดทั้งในเชิงพื้นที่และในเชิงผู้รับผลกระทบ แต่ในปัจจุบันที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 วิกฤตการณ์นี้ได้สร้างผลกระทบวงกว้างและรุนแรงเป็นอย่างมาก แม้ในเชิงตัวเลขของยอดผู้เสียชีวิตอาจดูไม่รุนแรงหากเทียบกับเมื่อครั้งการเกิดไข้หวัดหมู หรือสึนามิ แต่ด้วยการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วทำให้เกิดความวิตกกังวลไปทั่วทุกมุมโลก

สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม หรือ IFI ภายใต้การดำเนินงานของ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบของภาวะวิกฤตดังกล่าวที่จะเป็นตัวแปรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ที่ชัดเจนอย่างยิ่งคือ สังคมที่เริ่มคุ้นชินกับเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Familiarity)

Advertisement

ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมาการเข้าถึงและการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลแพร่หลายเฉพาะในบางกลุ่มวัย แต่วิกฤตการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้คนต้องดำรงชีวิตแบบเว้นระยะจากสังคม จึงเปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะมาช่วยให้สามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกมากขึ้นแม้จะต้องมีการปรับตัวในการใช้งาน เช่น การเติบโตของการใช้งานระบบประชุมออนไลน์ การใช้เงินดิจิทัล การดูหนังออนไลน์ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริโภคมีความคุ้นชินและเปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น และนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้เราก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลเร็วกว่าที่คาดการณ์

‘จีนเป็นศูนย์กลาง’ ภูมิรัฐศาสตร์เด่นชัดหลังโควิด?

นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า รูปแบบภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่มีประเทศจีนเป็นศูนย์กลางจะเด่นชัดมากขึ้น วิกฤตการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น จีนเป็นประเทศแรกที่ได้รับผลกระทบ ภาคการผลิตของจีนที่หยุดชะงักส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่มูลค่าโลกและทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งผู้ผลิตต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ รวมถึงผู้บริโภค แต่จีนสามารถเข้าสู่ระยะฟื้นฟูได้รวดเร็วด้วยมาตรการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ ประกอบกับจีนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เพียงพอที่สามารถสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศได้ง่าย ไม่ต้องพึ่งพิงเศรษฐกิจจากภายนอก และในขณะที่จีนกำลังจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หลายประเทศกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาด จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจและเศรษฐกิจของจีนที่จะฟื้นกลับมาด้วยอัตราเร่งในขณะที่พื้นที่เศรษฐกิจอื่นอย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกายังบอบช้ำ

‘สตาร์ตอัพ’ โตยาก
เศรษฐกิจจะฟื้น รัฐ-ธุรกิจใหญ่ต้องช่วย

ข้อมูลจาก สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม ระบุด้วยว่า ทิศทางอุตสาหกรรมกับการพึ่งพาตัวเอง ในหลายประเทศสัดส่วนการพึ่งพิงอุตสาหกรรมบริการเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิตมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่สร้างรายได้และการจ้างงาน วิกฤตการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้หลายประเทศปิดพรมแดน ปิดประเทศ ผู้คนเริ่มใช้ชีวิตแบบเว้นระยะจากสังคม เกิดการดำรงชีวิตแบบไม่พึ่งพาระบบ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมบริการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการเดินทาง ท่องเที่ยว ค้าส่งและค้าปลีก บันเทิง ร้านอาหารและร้านค้า ส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบน้อยจะเป็นกลุ่มบริการแพลทฟอร์มดิจิทัลและบริการที่มีมูลค่าสูง รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิต สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของความสามารถในการพึ่งพาตัวเองที่เชื่อมโยงกับทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของประเทศ

สำหรับ ธุรกิจสตาร์ตอัพ จะเป็นเรื่องที่ยากขึ้น ที่ผ่านมาธุรกิจสตาร์ตอัพล้วนเกิดขึ้นเกิดจากความต้องการแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภค และเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยการลงทุนของนักลงทุน แต่อย่างไรก็ตามวิกฤตการณ์โควิด-19 ทำให้ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอย ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานมากกว่าความต้องการใหม่ๆ นักลงทุนจะชะลอการลงทุนเพราะต้องสำรองเงินไว้เพื่อฟื้นฟูธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจสตาร์ตอัพ แต่ในขณะเดียวกันอาจเป็นโอกาสสำหรับสตาร์ตอัพกลุ่มดิจิทัลและกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเร่งด่วน หรือตอบโจทย์พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค

การฟื้นฟูเศรษฐกิจ ต้องอาศัยภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ การดำรงชีวิตแบบเว้นระยะห่างทางสังคมรวมถึงการปิดประเทศ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้แรงงาน ธุรกิจบริการ ผู้ประกอบการขนาดย่อมและขนาดเล็ก ซึ่งผลกระทบจะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้นหากกินเวลานาน แต่ผู้ที่ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้จะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเงินสำรองสูง มีธุรกิจรองรับหลากหลาย หรืออยู่ในภาคการผลิตที่พร้อมจะกลับมาได้รวดเร็ว ทั้งนี้ เมื่อวิกฤตการณ์ผ่านพ้นไป ภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่จะมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ภาครัฐจะต้องดูแลไม่ให้เกิดการผูกขาดและเกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน และต้องทำงานร่วมกับธุรกิจขนาดใหญ่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดการจ้างงาน และฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

3 ขั้น รับมือสถานการณ์ ‘บทเรียนโลก’

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรรม (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของโลกที่จะต้องมีแนวทางการรับมือในภาวะวิกฤต โดยแบ่งการรับมือออกเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 การรับมือก่อนเกิดเหตุ ขั้นที่ 2 การรับมือระหว่างเกิดเหตุ และ ขั้นที่ 3 การฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ ทั้งนี้ สิ่งที่ทำได้ในขั้นที่ 1 คือการใช้เทคนิคทางระบาดวิทยาและข้อมูลต่างๆ มาเตรียมพร้อมรับมือ ซึ่งประเทศไทยผ่านจุดนั้นมาแล้วและกำลังอยู่ในขั้นที่ 2 ที่เริ่มมีการกำหนดมาตรการมาตอบสนองและต่อสู้กับการแพร่ระบาด และทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิตแบบปกติกลับมาให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในหลายประเทศได้ออกมาตรการขั้นที่ 2 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด เช่น การรักษา การกักตัว การปิดพรมแดน ควบคู่ไปกับการเตรียมการและสื่อสารมาตรการขั้นที่ 3 ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและคลายความกังวลให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการเงินการคลังเพื่อประคองเศรษฐกิจ มาตรการช่วยเหลือแรงงานและนายจ้าง และนอกเหนือจากมาตรการดังกล่าวสำหรับการฟื้นฟูและการเยียวยาแล้ว ภาครัฐยังจำเป็นต้องกำหนดมาตรการที่มีความต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ สร้างศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และสร้างความสามารถให้กับประเทศในการพัฒนาแบบพึ่งพาตัวเองในระยะยาวได้ นอกจากนี้ยังต้องส่งเสริมนวัตกรรมต้องที่มีพลานุภาพในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านอีกด้วย

แพทย์แนวหน้า ‘วิศวะ’ กองหนุน ลุยสมรภูมิไวรัส

The Fight of the Century หรือ “การต่อสู้แห่งศตวรรษ” ระหว่างมนุษย์ 7.8 พันล้านคน กับไวรัสที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คือคำกล่าวของ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ต่อวิกฤตโควิด-19 โดยมองว่าการ สร้างบุคลากรมารองรับวิถีใหม่เปลี่ยนโลก เป็นเรื่องสำคัญซึ่งที่ผ่านมา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เปิดพัฒนาหลักสูตรผลิต “แพทย์นวัตกร” หรือหลักสูตรร่วมแพทย์-วิศวะ (พ.บ.-วศ.ม.) เรียน 3-1-3 ปี ได้ 2 ปริญญา ที่ได้รับการตอบรับอย่างดี เช่นเดียวกับหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ ที่เปิดสอนเป็นแห่งแรกในอาเซียนมากว่า 22 ปี เชื่อว่าจะตอบโจทย์ยุคที่โลกเผชิญสงครามชีวภาพโควิด-19 ซึ่งมีแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เป็นแนวหน้า วิศวกรและนวัตกรเป็นกองหนุน

ชวพล ดิเรกวัฒนะ นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ รั้วมหิดล ปัจจุบันเป็นนักวิชาการศึกษา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ‘โรคติดเชื้ออุบัติใหม่’ เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขตลอดมา การมาของโควิด-19 ได้พลิกโลกสังคมและพฤติกรรมของมนุษย์ให้เปลี่ยนไป รวมถึงการแพทย์และสาธารณสุขด้วย ทั้งเป็นตัวเร่งบังคับ ให้แนวนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และ Digital Transformation เป็นจริงเร็วขึ้น

“วันนี้เราจึงได้เห็นโรงเรียน มหาวิทยาลัยทำการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ คนทำงาน Work From Home แม้ว่าประเทศไทยจะสามารถตรึงกำลังและสูญเสียน้อย เพราะแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่จนถึง อสม.ในชุมชนที่เข้มแข็งทุ่มเท แต่ในระยะยาวประเทศเราต้องเร่งสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพในการทำงานวิจัยพัฒนาและผลิตนวัตกรรมทางการแพทย์ รองรับอนาคตและภาวะฉุกเฉินที่จะมาอย่างไม่คาดฝัน สร้างเครื่องมือสนับสนุนสาธารณสุขไทยและประชาคมโลกได้ดียิ่งขึ้น” ชวพลระบุ

เมื่อ ‘โควิด’ เปิด ‘น่านน้ำเสรีใหม่’ ให้ ‘นวัตกร’

ไม่เพียงการรักษา ป้องกัน และคิดค้นวัคซีนสู้ไวรัส ทว่า อีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ต้องพัฒนาควบคู่กันคือ ‘นวัตกรรมทางการแพทย์’

สุวิพัฒน์ ฉลองวงศ์ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เล่าว่า โควิด-19 ทำให้เกิดความตื่นตัวเรื่องสุขภาพ พร้อมใจกันสวมหน้ากาก อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ในมุมมองของนวัตกร สถานะการณ์โควิด-19 เปรียบเสมือนการเปิดน่านน้ำเสรีใหม่ให้กับเหล่านักวิจัย นวัตกรทางการแพทย์ ได้เข้ามามีบทบาทและแสดงศักยภาพในการช่วยเหลือแก่สังคม หลายสิ่งเราทำได้ดีกว่าประเทศตะวันตกเสียอีก ทำให้งานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ของคนไทยเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น

“จะเห็นว่าโควิด-19 มาพร้อมกับความขาดแคลนหน้ากาก ชุด PPE อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ เราต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการต่อสู้กับโควิด19 ทำให้เกิด DIY สิ่งประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยการแพทย์มากมาย หลายอย่างมีหลักการและใช้งานได้ดี แต่หลายๆ อย่างก็สุ่มเสี่ยงอันตรายต่อคนป่วยและขัดต่อหลักความปลอดภัยทางวิศวกรรม เนื่องจากมีเวลาจำกัด ขาดองค์ความรู้ความเข้าใจทางวิศวกรรมชีวการแพทย์และการแพทย์ คิดว่าในอนาคตเมื่อแพทย์นวัตกรหรือวิศวกรชีวการแพทย์มีมากขึ้น กระจายตัวไปทำงานยัง รพ.ต่างๆ จะสามารถพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และผลักดันให้เกิดธุรกิจสตาร์ตอัพใหม่ๆ พร้อมไปกับยกระดับระบบสาธารณสุขของไทยให้ดียิ่งขึ้นได้”

สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.ดิลก ปืนฮวน อาจารย์โรงเรียนแพทย์รามาธิบดี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

“วิกฤตไวรัสโควิด-19 ทำให้เราเห็นภาพชัดว่าประเทศไทยมีการพึ่งพาเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์จากต่างประเทศสูงมาก ต่อไปประเทศไทยคงจะให้ความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศและอุตสาหกรรมเฮลธ์เทคมากยิ่งขึ้น วิศวกรและนวัตกรไทยมีฝีมือไม่แพ้ใคร ไทยเรามีข้อได้เปรียบเพราะเป็นฐานของอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ที่มาประยุกต์ใช้ได้ จะช่วยลดการนำเข้าและสำรองการผลิตอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานในภาวะฉุกเฉินในอนาคต วิศวกรชีวการแพทย์ และแพทย์นวัตกรนี้ เรียกได้ว่าเป็นดีไซเนอร์แห่งวงการแพทย์

บุคคลเหล่านี้จะเป็นพลังในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด”