ในช่วงที่เห็นข่าวรายวันผู้คนเดือดร้อนทั่วสารทิศจากวิกฤตของโควิด-19 ตั้งแต่คนตัวเล็กตัวน้อย ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ ผู้คนทั่วไป มนุษย์เงินเดือน เรื่อยไปถึงภาคธุรกิจต่างๆ ขณะที่ภาคเกษตรก็ได้รับผลกระทบต่อกันเป็นห่วงโซ่ทั้งการค้าขาย ส่งออก และการบริโภคภายในที่ทรุดตัวลง วิกฤตนี้กระทบตั้งแต่รากหญ้าจนสะเทือนถึงระบบเศรษฐกิจทั้งหมด
การเล่าถึง “ความงดงามของชีวิตมนุษย์” ที่พึ่งพิงวิถีธรรมชาติจากหนังสารคดีสัญชาติญี่ปุ่นเรื่อง “Life is Fruity” ทำให้ลังเลในช่วงแรกว่า สภาพสังคมเช่นนี้ เราจะดูหนังสารคดีเรื่องนี้ได้อย่างซึมซาบลงแค่ไหน
การพูดถึงชีวิต “สโลว์ไลฟ์” จะเสียดแทงความรู้สึกยามนี้หรือไม่?
แต่พลันที่ตัดสินใจชมหนังสารคดีเรื่องนี้กลับพบว่า Life is Fruity “สร้างความหวัง” เล็กๆ ขึ้นมาในยามนี้ได้ไม่มากก็น้อย
แม้ข้อเท็จจริงที่ว่าการดำเนินชีวิตแช่มช้าเฉกเช่นคู่คุณตาคุณยายชาวญี่ปุ่นในหนังสารคดีเรื่องนี้จะทำได้ยากยิ่ง แต่ทว่าไม่ใช่เรื่องยากเย็นหากคนคนนั้นมีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งนั้นอย่างจริงจัง เช่น คุณตา “ชูอิจิ สึบาตะ” วัย 90 ปี และคุณยาย “ฮิเดโก สึบาตะ” วัย 87 ปี คือจุดเริ่มต้นของชีวิตอันสวยงามในเรื่องนี้
หนังสารคดีเล่าเรื่องส่วนใหญ่ผ่านชีวิตประจำวันในบ้านไม้ชั้นเดียวหลังคาสูงของทั้งคู่ที่รายล้อมด้วยสวนผัก 70 ชนิด ผลไม้ 50 ชนิด มีแนวไม้ยืนต้นประชิดรั้วรอบขอบชิด
ตัวหนังไม่ได้นำเสนอในรูปแบบโรแมนติกไซซ์ สายลมแสงแดด แต่มุ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดปัจเจกชนใกล้ชิดธรรมชาติของตายายคู่นี้ที่พยายามลดความเกี่ยวข้องกับโลกทุนนิยมเต็มรูปแบบให้น้อยที่สุด ทั้งคู่ไม่ได้ปฏิเสธ แต่เลือกจะเข้าใกล้ตามความจำเป็นของชีวิตแต่เพียงเท่านั้น ซึ่งหนังสารคดีพาไปสัมผัสและสำรวจชีวิตสองตายายคู่นี้ โดยที่น่าแปลกว่ามีทั้งความจริงอย่างเป็นธรรม และเป็นธรรมชาติ โดยไม่ประดิษฐ์ดัดจริตปรุงแต่งชีวิตแต่อย่างใด
เบื้องหลังของคุณตาชูอิจิถูกเล่าย้อนไปตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาคือสถาปนิกหนุ่มไฟแรงเคยอยู่ในกลุ่มสมาคมอสังหาริมทรัพย์ที่ร่วมก่อร่างสร้างเมืองใหม่โคโซจิ นอกเมืองนาโงย่า จังหวัดไอจิ หลังจากเมืองและบ้านเรือนเสียหายจากสงครามโลกกว่า 2.1 ล้านครัวเรือน ขณะนั้นคุณตาชูอิจิในวัยหนุ่มได้เขียนแผนผังวางเมืองให้สร้างที่อยู่อาศัยบนแนวสันเขา เพราะเชื่อในคติที่ “มนุษย์ควรได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด” ผังเมืองและบ้านเรือนที่คุณชูอิจิออกแบบจึงสวยงาม ประณีต คำนึงทั้งภูมิทัศน์และธรรมชาติ

ขณะที่แผนกก่อสร้างมองสวนทางกับฝั่งสถาปนิก เพราะเห็นว่าการปรับหน้าดินตามการวางแปลนของคุณชูอิจิเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ความจำเป็นทางเศรษฐกิจทำให้แผนการของคุณชูอิจิถูกพับเก็บ และลงเอยที่การสร้างหมู่ตึกเรียงรายเป็นพื้นราบแทน แม้จะผิดหวัง แต่คุณชูอิจิยังคงทำงานช่วยเหลือท้องถิ่น โดยเฉพาะ “การปลูกป่า” ด้วยความเชื่อที่ว่าหากทุกคนสละพื้นที่คนละนิดละน้อยในอาณาเขตบ้านตัวเองปลูกไม้ยืนต้นกันคนละต้นสองต้น “ป่าชุมชน” จะเกิดขึ้นได้
“ชีวิตสโลว์ไลฟ์” ที่เราเห็นจากเรื่องจริงของ Life Fruity คือความพึงพอใจของแต่ละคนโดยแท้จริง เป็นอุดมคติของผู้ที่เชื่อเช่นนั้นในโลกที่โครงสร้างทุนนิยมอาจจะบีบให้คนหมู่มากต้องอยู่ในโครงสร้างทุนนั้นไปตลอดกาล แต่กับคุณตาคุณยายคู่นี้ พวกเขาเปรียบชีวิตเหมือนผลไม้หอมหวาน
ราวกับคนคู่นี้โชคดีที่หลีกหนีชีวิตในกรอบนั้นมาได้ และได้ใช้ชีวิตตามที่พวกเขาเชื่อ สร้างสมดุลให้ชีวิตในโลกของทุนนิยม ดั่งเช่นที่คุณยาย บอกไว้ในเรื่องว่า “เราสะสมเงินไว้ให้คนรุ่นต่อไปไม่ได้ แต่ถ้าเราทำดินดี ลูกหลานก็ปลูกพืชผลได้ เราต้องทิ้งมรดกเป็นสถานที่ ที่ลูกหลานเพาะปลูกบางอย่างได้”
กระนั้นชีวิตประณีตไม่ได้ทำง่ายๆ แต่คุณตายายคู่นี้ที่ราวกับจะใช้ชีวิตรื่นรมย์กันทุกขณะจิต ผ่านวิถีชีวิตประจำวันที่ได้พิสูจน์ว่าทำได้อย่างน้อยก็ 40-50 ปีหลังของชีวิตเลยทีเดียว
เราจะได้เห็นชีวิตประจำวัน รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของสองตายาย ที่บางวันพวกเขาก็ช่วยกันขยับโต๊ะจัดเฟอร์นิเจอร์ ทำอาหาร ดูทีวี ตื่นมาทำสวน ดูแลต้นไม้ ขุดมันฝรั่ง หน่อไม้ ดูพัฒนาการของพืชพันธุ์ต่างๆ เขียนป้ายที่สื่อสารพูดคุยกับธรรมชาติรอบบ้าน มองเห็นข้าวของเครื่องใช้ในบ้านที่มีทั้งอุปกรณ์สมัยใหม่ผสมข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่ทนทาน ประณีตและใส่ใจ แต่ไม่ฉาบฉวย ได้เห็นคุณยายผู้มีความเชื่อเสมอว่าหากดูแลคุณตาได้ดีทั้งเรื่องชีวิต สุขภาพ และอาหารการกิน ชีวิตคุณยายก็จะดีตามด้วย
ทั้งหมดชวนให้เห็นถึงภาพชีวิตที่หลายคนใฝ่ฝันในยามบั้นปลาย…
แม้ตามจริงว่า “โครงสร้างสังคมญี่ปุ่น” นั้น มีบางด้านที่เอื้ออำนวยให้ผู้สูงวัยพร้อมจะใช้ชีวิตมีคุณภาพแบบตายายคู่นี้ ขณะที่อีกมุมหนึ่งของสังคมญี่ปุ่นก็มีด้านมืดที่น่าเห็นใจในชะตากรรมผู้สูงอายุอีกมากมายที่ไม่ได้มีชีวิตหอมหวาน
Life is Fruity เป็นอีกด้านของชีวิตที่สวยงามและทำได้กับคนจำนวนหนึ่ง ทว่า ในทุกสังคมย่อมมีหลายด้าน หลายมิติ ชีวิตที่ทั้งเลือกได้ เลือกไม่ได้ บ้างก็สร้างจังหวะชีวิตให้ตัวเองได้ แต่อีกไม่น้อยก็ต้องดิ้นรน อย่างไรก็ตามการได้เห็นว่ามีชีวิตที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติและดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข หากชีวิตใครที่ได้รับโอกาสนั้นก็น่ายินดีและยิ้มตาม

Life is Fruity ทำหน้าที่ “ส่งความสุขความหวัง” ให้คนดูที่กำลังสู้กับวิถีชีวิตตัวเอง และกำลังท้อแท้ ถือเป็นงานภาพยนตร์สารคดีที่ให้กำลังใจได้ดีเรื่องหนึ่ง
ใน ฉากสุดท้าย ของหนังสารคดี กล้องค่อยๆ เคลื่อนให้เราเห็น “อ่างน้ำ” ใบหนึ่งที่เป็นตัวแทนเล็กๆ ของความเอื้ออาทรกับธรรมชาติ เมื่อนกน้อยจะใช้แหล่งน้ำในอ่างดินนี้เป็นทั้งน้ำกินน้ำอาบ แต่เมื่ออ่างน้ำถูกพายุพัดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับชีวิตนั้นได้พังทลาย แตกร้าว แต่ที่สุดอ่างน้ำใบนั้นก็ถูกซ่อมแซมกลับมาได้ ไม่ต่างกับชีวิตที่ก็กอบกู้กลับมาได้เช่นกัน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ชีวิตจึงเป็นดั่งผลไม้หอมหวาน ตามที่คุณตาคุณยายใน Life is Fruity เชื่อในวัฏจักรวงจรธรรมชาติที่ว่า…
สายลมพัดใบไม้แห่งก็ร่วงหล่น ใบไม้แห้งร่วงหล่น ดินก็อุดมสมบูรณ์ ดินอุดมสมบูรณ์ พืชผลก็เติบโต…ช้าๆ อย่างมั่นคง


