คอลัมน์ สุวรรณภูมิในอาเซียน : สุโขทัยโมเดล “แก้มลิง” แหล่งน้ำยามแล้ง

7.05.20 | 21:53 น.
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณวัดมหาธาตุ จะเห็นสระและตระพังขนาดใหญ่น้อยกระจายอยู่ตามวัดต่างๆ แสดงถึงภูมิปัญญาของชาวสุโขทัยในเรื่องการจัดการกับปัญหาเรื่องน้ำมากน้ำน้อย

นพ. ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีไทย ที่นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทำหนังสือถึงเพื่อขอความคิดเห็นเพื่อช่วยประเทศชาติให้ฝ่าฟันวิกฤตได้ด้วยกัน โดยได้ทำหนังสือตอบกลับ พล.อ. ประยุทธ์ ลงวันที่ 23 เมษายน 2563 เรื่องการให้ความร่วมมือระดับชาติเพื่อเอาชนะโควิด-19 ไปด้วยกันทั้งประเทศ

ต่อไปนี้สรุปเฉพาะ “สุโขทัยโมเดล” จาก JiwJNC -28 April 2020 (จากเว็บไซต์ The Journalist Club)

หลังจากปัญหาโควิด-19 ผ่านไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ ปัญหาการขาดแคลนน้ำกิน น้ำใช้ และน้ำในการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำนา ซึ่งคาดว่าในปี พ.ศ. 2563-2564 จังหวัดสุโขทัยจะขาดแคลนน้ำ และประสบปัญหาภัยแล้ง ผมจึงมีแนวคิดจะขอสืบสานโครงการตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ โครงการแก้มลิง และโครงการเศรษฐกิจพอเพียง โดยการสร้างอ่างเก็บน้ำ โดยผมจะให้ทีมทำงานดำเนินการขุดบ่อน้ำให้กับประชาชนในหมู่บ้านที่จำเป็นก่อน

ทั้งนี้จะประสานเพื่อขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการของจังหวัด สำหรับโครงการนี้ สามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากมีทีมงานที่มีความรู้ มีอุปกรณ์ และเครื่องมือ ฯลฯ พร้อมดำเนินการ

จังหวัดสุโขทัย เป็นจังหวัดที่อยู่ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบน เดิมทีจังหวัดสุโขทัยมีแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำใต้ดินจำนวนมาก สามารถนำมาใช้เพื่อการเกษตรกรรมได้ และยังมีน้ำจากแก่งเสือเต้น เมื่อรัฐบาลไม่ให้ใช้ น้ำที่ไหลหลากจากภาคเหนือมาในยามฤดูฝนก็จะไหลผ่านสุโขทัยไปสู่ภาคกลาง และไหลลงทะเลไป ไม่สามารถเก็บกักมาใช้ประโยชน์ในหน้าแล้งได้เลย ไปดูตอนนี้ก็ได้ว่าแม่น้ำยมสามารถเดินข้ามไปอีกฝั่งได้ เพราะน้ำแล้งแห้งขอดไปหมด

Advertisement

ดังนั้นการขุดบ่อน้ำหลายแห่งในหลายๆ หมู่บ้าน จะสามารถเก็บกักน้ำไว้ให้ประชาชนได้ใช้ ในขณะเดียวกันประชาชนยังสามารถสร้างอาชีพเลี้ยงปลา และช่วยเหลือในการทำนาปรังบางส่วนได้

ทั้งนี้ ผมพร้อมสนับสนุนเงินทุน โดยขอให้ภาครัฐส่งตัวแทนของจังหวัด หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยจัดหาพื้นที่ที่มีความเหมาะสม

สำหรับบ่อเล็กๆ ที่จะขุดน้ำใต้ดินมาใช้นี้ หากสามารถเชื่อมต่อกันได้ในอนาคตเพื่อให้เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ก็จะช่วยเหลือในโครงการแก้มลิง และโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ก็ยิ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรในพื้นที่ ในอนาคตข้างหน้า น้ำอาจจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ และไม่มีทางที่จะหามาเพิ่มได้ ถ้าไม่ทำที่เก็บกักน้ำไว้ ในอนาคตน่าจะช่วยการสร้างแหล่งเก็บน้ำให้ชาวไร่ชาวนาคนไทยเราได้บ้าง

อย่างไรก็ดี งานทั้งหมดจะสำเร็จได้นั้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากภาครัฐด้วย จึงขอเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีมีการสั่งการให้หน่วยงานราชการ อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง โดยผมจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ที่จะต้องจัดซื้อเพิ่มเติมภายใน 2 ปี ถ้าโครงการนี้ได้ผล ก็น่าจะวางแผนการขยายผลต่อไป

บ่อน้ำสำหรับใช้สอย ตั้งอยู่ในบริเวณที่สันนิาฐานว่าเป็นเขตตั้งบ้านเรือนของราษฎร

แล้งน้ำ กรุงสุโขทัย

[จากหนังสือ ประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย โดย กนกวรรณ โสภณวัฒนวิจิตร (ดร. ธิดา สาระยา บรรณาธิการ) สำนักพิมพ์สารคดี พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2554 หน้า 86-87]

พื้นที่ทำเกษตรของเมืองสุโขทัยมีลักษณะเช่นไร?

ตัวเมืองสุโขทัยตั้งอยู่บนที่ลาดระหว่างเขาหลวงกับแม่น้ำยม ห่างจากแม่น้ำยมประมาณ 12 กิโลเมตร แม้ว่าทางเหนือและตะวันออกของตัวเมืองจะมีลำน้ำแม่ลำพันไหลผ่านแต่ก็เป็นสายเล็กๆ เพียงสายเดียว เมืองสุโขทัยจึงค่อนข้างแห้งแล้ง และมีปัญหาเรื่องน้ำ คือน้ำน้อยในฤดูแล้ง และน้ำหลากในฤดูน้ำ

ชาวเมืองสุโขทัยแก้ปัญหาเรื่องน้ำอย่างไร?

ชาวสุโขทัยแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำในการทำเกษตรด้วยการสร้างระบบชลประทาน ก่อแนวคันดินใหญ่เบี่ยงเบนเส้นทางน้ำและทำเหมืองฝายเชื่อมท่อส่งน้ำเข้าที่นาในพื้นที่บริเวณศรีสัชนาลัย สุโขทัย และกำแพงเพชร

ส่วนปัญหาน้ำป่าจากเทือกเขาหลวงทางตะวันตกของเมืองที่ไหลหลากมาสร้างความเสียหายกับบ้านเรือนนั้น ชาวสุโขทัยใช้วิธีสร้างคันดินเพื่อเบี่ยงและชะลอน้ำให้ไปลงคูน้ำสามชั้นที่ขุดไว้ล้อมรอบเมืองสุโขทัย แล้วให้น้ำไหลไปตามแนวชักน้ำลงสู่สระน้ำหรือที่เรียกว่า “ตระพัง” ขนาดใหญ่หลายแห่งในตัวเมือง ตระพังเหล่านี้สร้างโดยการขุดบ่อขึ้นแล้วกรุอิฐหรือศิลาแลงไว้เพื่อป้องกันน้ำซึมลงดิน เป็นวิธีเก็บกักน้ำในฤดูฝนที่มีเกินความต้องการไว้

ตามวัดส่วนใหญ่ในเมืองสุโขทัยจึงมีคูน้ำล้อมรอบ และมีตระพังเล็กใหญ่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำในฤดูฝนเอาไว้ใช้ทั้งปี ได้แก่ ตระพังช้างเผือก และตระพังทองหลาง

นอกจากนี้ในย่านชุมชนยังพบบ่อน้ำรูปกลมกรุด้วยอิฐและสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็กจำนวนมาก คาดว่าน่าจะใช้กักเก็บน้ำที่ไหลซึมมาจากตระพังอีกทอดหนึ่ง

นับได้ว่าเมืองสุโขทัยมีความโดดเด่ดในเรื่องระบบการจัดการน้ำอย่างมาก

คูน้ำวัดพระพายหลวง เมืองเก่าสุโขทัย

ชาวสยามอยู่แหล่งน้ำ

น้ำใต้ดินที่ผุดขึ้นมาเป็นแอ่งน้ำ เรียก ซำ หรือ ซัม เป็นรากคำว่าสยาม หมายถึงบริเวณดินดำน้ำชุ่ม แหล่งชุมนุมของคนหลายชาติพันธุ์ที่พูดภาษาไทยเป็นภาษากลางในการสื่อสารทั้งทางการค้าดินแดนภายใน และในชีวิตประจำวัน

จิตร ภูมิศักดิ์ เคยเขียนอธิบายไว้นานแล้ว จะคัดมา (โดยจัดย่อหน้าใหม่ให้อ่านง่าย) ดังนี้

ซำ น้ำซับน้ำซึม

ซำ หรือ ซัม ในภาษาไตดั้งเดิม. ซึ่งบัดนี้ยังมีอยู่ในภาษาลาวและผู้ไท หมายความถึงบริเวณน้ำซับน้ำซึมประเภทที่พุขึ้นจากแอ่งโคลน.

น้ำดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากน้ำที่รากต้นไม้บนภูเขาหรือเนินดอนอุ้มไว้ แล้วซึมเซาะซอนใต้ดินมาพุขึ้นที่บริเวณที่ราบเชิงเขาหรือเนินดอน. บริเวณที่พุขึ้นนั้นมีลักษณะเป็นบึงโคลนสีเหลือง เป็นโคลนลึกแค่คอทีเดียว โคลนสีเหลืองนี้ในภาษาลาวเรียกว่า ดูน.

น้ำที่พุขึ้นจะดันโคลนหรือดูนขึ้นมาจนเป็นโคลนเดือดปุดๆ พุพลั่งๆ อยู่ตลอดปีไม่มีแห้ง. น้ำที่พุขึ้นมานั้นมีปริมาณมาก ไหลเจิ่งซ่าไปตามทางน้ำหรือลำธาร, ลักษณะของน้ำใสสะอาด จืดสนิท

น้ำในสรีดภงส์-ทำนบพระร่วง เมืองเก่าสุโขทัย

ซำที่น้ำพุขึ้นนี้บางแห่งก็เป็นเทือกเขายาวมาก คือเป็นเทือกเขาที่ยาวหลายสิบกิโลเมตรและมีซำพุเป็นตอนๆ ทั้งสองด้านของเทือก บางแห่งก็เป็นแอ่งใหญ่โตราวกับบึง. ซำดังกล่าวนี้มีทั่วไปในบริเวณป่าเขาที่มีต้นไม้แน่นหนา. เพราะรากไม้อุ้มน้ำไว้ได้ตลอดปี และต้องหาทางไหลลงสู่ที่ราบ. ถ้าป่านั้นถูกไฟไหม้ราบเตียนเมื่อใด ซำก็จะแห้งไปเมื่อนั้น.

ซำเหล่านี้ เป็นที่ชัยภูมิที่มีคนไต-ลาว ยึดเป็นที่ตั้งบ้านเมืองทำมาหากินโดยทั่วไป เพราะอาศัยน้ำได้แม้ในฤดูแล้ง, คล้ายกับเป็นโอเอซิสของทะเลทราย.

บริเวณซำนั้นเป็นที่ดึงดูดคนไต-ลาวมาชุมนุมตั้งชมรมกสิกรรมมาก เพราะพื้นที่บริเวณนั้นทำนาได้ปีละสองหน, เป็นสวนอันอุดมและให้ผลดีมาก. นาที่อยู่ติดกับซำนั้นเป็นนาดีถึงขนาดเรียกเป็นคำเฉพาะทีเดียวว่า “นาคำ” (คือนาทองคำ) และน้ำที่ซึมออกมาจากซำนั้น ก็เรียกกันว่า “น้ำคำ” ลองคิดดูก็แล้วกันว่ามันมีค่าต่อชีวิตของสังคมไตเพียงไร จึงถึงกับได้ชื่อว่า นาคำ และน้ำคำ.

[จากหนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาว และขอมฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519]

สภาพแห้งขอดแม่น้ำยมที่ไหลผ่านตัวจังหวัดสุโขทัย