ในวิกฤตมีโอกาสแค่ต้องหาให้เจอ พูดง่ายทำยาก แต่ขอให้คิดไว้ก่อนว่าไม่ได้มีแต่เราที่เจอ เทียบประเทศอื่นเรายังดีกว่ามาก ในวิกฤต “โควิด-19”
ตั้งแต่วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ปี 2551 วิกฤตน้ำท่วมปี 2554 หรือย้อนไปถึงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 “โควิด-19” มาแรงแซงทุกวิกฤตสะท้านสะเทือนทุกหย่อมหญ้า
ประชาชาติธุรกิจ LIVE Forum ครั้งที่ 2 “ตัน ภาสกรนที” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของสโลแกน “ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน” มาร่วมแชร์ประสบการณ์ และคาถาฝ่าวิกฤตแบบ “ตัน” สไตล์ บอกว่าสารพัดวิกฤตที่เคยเจอมาในชีวิตรวมกันยังน้อยกว่า “โควิด-19”
ผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แม้แต่ “ข้าราชการ” ได้รับเงินเดือนเท่าเดิมก็ไม่มีเบี้ยประชุม ไม่มีเบี้ยเดินทาง ขณะที่บริษัทต่างๆ ไม่ลดเงินเดือนก็คงไม่ได้โบนัสหรือพนักงานออกก็คงไม่รับคนใหม่
“ระบบธุรกิจสมัยนี้ใหญ่มาก และกระทบถึงกันหมดทั้งโลก ไม่ได้เฉพาะประเทศไทย และไม่รู้ว่าจะจบลงได้เมื่อไหร่”
ต่างจากตอนวิกฤตน้ำท่วมที่ยังเห็นว่าน้ำเริ่มไหลลงแล้ว แต่วันนี้บางประเทศยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่ม ส่วน “วัคซีน” คงต้องรออีกปีครึ่ง
ถามว่าจะทนได้ถึงวันนั้นไหม? และยังต้องอยู่กับ “โควิด” ไปอีกนาน
“วันนี้เวลาคนพูดเรื่องหลังโควิด หลายคนบอกว่าเป็นช่วงหลังจากรัฐบาลปล่อยให้เราใช้ชีวิตประจำวันเหมือนเดิม แต่คำว่าหลังโควิดสำหรับผม คือหลังมีวัคซีน แต่หลังฉีดวัคซีนแล้ว เรากล้านั่งเครื่องบินไปเที่ยวอิตาลีไหม เหมือนกันคนอิตาเลียนก็คงไม่กล้านั่งเครื่องบินมาหาเรา เพราะยังระแวง”
ถ้าสมมุติว่าหายไปหมดแล้ว เชื่อว่าฐานะของคนทั้งโลกคงถดถอยลงมาก คนรวยมากจะรวยน้อยลง คนเคยมีเงินอาจมีหนี้ ส่วนคนที่มีหนี้ก็จะมีหนี้มากขึ้น การใช้จ่ายหรือกำลังซื้อจะลดลงตามไปด้วย
หลายสิ่งจะไม่เหมือนเดิมตั้งแต่วิถีชีวิต การท่องเที่ยว การช้อปปิ้งต่างๆ “ออนไลน์” จะกลายเป็น “สิ่งปกติใหม่” (New Normal) เป็น “โอกาส” สำหรับคนที่ปรับตัวได้
“ธุรกิจหลังโควิดถ้ามองว่าอะไรจะเป็นดาวรุ่งก็น่าจะพวกออนไลน์ ตอนนี้ออนไลน์เปรียบเหมือนทะเล มีโอกาสมหาศาล ส่วนธุรกิจออฟไลน์เหมือนบ่อน้ำ ถ้าอยากออกทะเลแต่ทำไม่เป็นก็ต้องหัด ไม่ออกไม่ได้ ต้องเรียนรู้วิธีจับปลาใช้เรืออะไร ใช้เครื่องมือแบบไหน”
ธุรกิจต้องปรับตัว ถ้าไม่ปรับจะอยู่ต่อข้างหน้าได้ยากลำบาก และในอนาคตอาจต้องเจอกับวิกฤตโควิด-20 อีกมากจึงควรใช้วิกฤตครั้งนี้ เป็น “โอกาส” ปรับตัวทั้งในแง่การใช้ชีวิต และการดำเนินธุรกิจ
“ที่เคยพูดว่าหาเช้ากินค่ำไม่เหมาะสำหรับโลกยุคนี้ที่ต้องมีเงินพร้อมที่จะเจอโควิด-20 โควิด-25 อะไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแล้วเราจะอยู่ได้ 3 เดือน 6 เดือน”
ผู้ประกอบการที่จะผ่านวิกฤตรอบนี้ไปได้ต้องไม่กลัวเสียหน้าต้องรีบไปเจรจากับทุกภาคส่วน ตั้งแต่เจ้าของสถานที่ ลูกน้อง และพาร์ตเนอร์ ปรับลด ไม่ว่าจะค่าเช่าร้าน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้สามารถประคับประคองธุรกิจให้ไปต่อได้
ส่วนพนักงานบริษัท ใครที่ยังมีงานทำ อย่าลืมปลอบใจนายจ้างด้วยให้บอกเขาว่า “เฮียสู้ๆ นะ” เพราะเจ้าของกิจการเดือดร้อนมากที่สุด เมื่อรายได้เกือบเท่ากับ “ศูนย์” แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังมี แม้ได้ลดค่าเช่า 20-30% หรือ 50% ก็ยังต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน และอื่นๆ อีกมาก
“เหมือนคนเลือดไหล ถ้าไม่เติมเลือดอยู่ได้ไม่นาน ผมอยากฝากทุกคนว่านายจ้างกับลูกน้องต้องคุยกันดีๆ ลูกจ้างต้องหยุดคิดว่าจะช่วยนายจ้างได้ยังไง ถ้าไม่ช่วยอีกไม่นานเราเองที่จะตกงานของแท้เลย”
ในฐานะผู้มีประสบการณ์ “ล้ม” มานับไม่ถ้วน “ตัน” บอกว่าไม่ว่าจะเจอ “วิกฤต” หนักแค่ไหน สิ่งสำคัญอยู่ที่ “ใครยอมแพ้ไปก่อน และใครลุกขึ้นมาได้ก่อน”
“ที่ผมเจอวิกฤตทุกครั้งก็ผ่านได้ เพราะเป็นคนไม่ยอมแพ้ ถ้ายอมแพ้ปุ๊บ มันก็ท้อแท้ แต่ถ้ามีกำลังใจก็เหมือนปลาแซลมอนว่ายทวนน้ำขึ้นมาได้ วิกฤตนี้ถ้าใครไม่สู้จะพาเราไปที่นรกแน่นอน ไม่สู้ก็แย่อยู่แล้ว ไม่ประหยัดไม่ฝึกฝนอะไรใหม่ สุดท้ายก็จบที่ปลายน้ำ”
ถ้าคุณว่ายทวนน้ำ ขยัน ไม่มีงานทำก็ออกกำลังกายให้แข็งแรง วันที่พร้อมก็จะมีสุขภาพดีแข็งแรงพอที่จะทำอะไรได้อีกครั้ง
“ตัน” ทิ้งท้ายด้วยว่าถ้าช่วยคนอื่นได้ ก็อย่าลืมช่วยคนอื่นด้วย ถ้าไม่ช่วยคนอื่นสักพักจะล้มหมดได้ เปรียบกับเสาเข็มหรือเสาทางด่วน แข็งแรงแค่ไหนไม่มีทรายหรือดินพยุงไว้พายุมาพัดก็หักได้
เช่นกันกับธุรกิจใหญ่อยู่ได้ด้วยคนตัวเล็กๆ

