(ศูนย์) กฎหมาย บ้านเมือง เรื่อง ‘ผู้คน’ บนสถานการณ์ ‘โควิด’

12.05.20 | 17:20 น.

“ประมาณครึ่งหนึ่งของกรณีทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน รองลงมาคือหนี้และสัญญา อาญา และปกครองตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพของผลกระทบที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้อย่างชัดเจน”

คือคำบอกเล่าของ รองศาสตราจารย์ ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อสัดส่วนคำถามที่ ศูนย์ให้คำปรึกษาทางกฎหมายกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโคโรนาไวรัส มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU Pandemic Legal Aid Centre) ได้รับจากประชาชนหลังตั้งศูนย์ที่ว่านี้ขึ้นมาไม่ถึง 1 เดือน เมื่อไวรัสโควิดระบาดหนัก ทำสังคมประเทศชาติระส่ำระสาย ส่งผลให้ธุรกิจมากมายประกาศลดชั่วโมงการจ้างงาน บางแห่งเลิกจ้างพนักงาน หรือถึงขั้นปิดกิจการถาวร

ผลกระทบเหล่านี้มักตามมาด้วยข้อพิพาททางกฎหมาย ธรรมศาสตร์ ไม่นิ่งนอนใจ ตั้งศูนย์กฎหมายสู้ภัยโควิด ให้บริการฟรี โดยทีมคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ ซึ่งคำถามต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาสะท้อนสภาวะความอลหม่านในสภาพเศรษฐกิจที่โควิดเข้าซ้ำเติมถาโถม

จาก ‘ศูนย์นิติศาสตร์’ ช่วยคนยากไร้
สู่ศูนย์กฎหมาย ‘ออนไลน์’ สู้ภัยโควิด

ก่อนจะไปถึงปมปัญหากฎหมาย มาเริ่มที่ความเป็นมาของศูนย์ให้คำปรึกษากฎหมายสู้ผลกระทบจากภัยโควิด ซึ่งแท้จริงแล้วพัฒนาขึ้นแบบ “เฉพาะกิจ” จาก “ศูนย์นิติศาสตร์” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตั้งขึ้นและดำรงอยู่เคียงคู่สังคมไทยมานานถึง 40 ปี ให้คำปรึกษาแก่ผู้ยากไร้ เพื่อให้ผู้คนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม

“เดิมทีศูนย์นิติศาสตร์จะให้บริการเฉพาะประชาชนผู้ยากไร้ เมื่อเกิดไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด ทางคณะนิติศาสตร์จึงได้หารือกันและได้ข้อสรุปที่จะปรับรูปแบบการทำงานของศูนย์นิติศาสตร์มาเป็น TU Pandemic Legal Aid Centre เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบแบบเฉพาะกิจ ผ่านช่องทางออนไลน์ 2 ช่องทางหลักคือ Facebook Page และอีเมล์ โดยจะมีฐานะหรืออาชีพใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้า หรือนักธุรกิจ แต่ทั้งหมดต้องเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ใช่นิติบุคคล หรือบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ในทางการค้า

Advertisement

“สำหรับการให้บริการ ที่ผ่านมาจะเน้นการพูดคุยแบบพบปะเจอหน้าซึ่งกันและกัน แต่ในสถานการณ์พิเศษนี้ได้ปรับเปลี่ยนมาให้คำปรึกษาผ่านทางออนไลน์เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น

“แน่นอนว่าการให้คำปรึกษาต้องมีความน่าเชื่อถือ หรือในบางกรณีที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งยังไม่ยุติก็จำเป็นต้องมีการถกเถียงกันพอสมควร ทางศูนย์จึงมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขากฎหมายต่างๆ กว่า 10 ชีวิตเป็นผู้ให้ความเห็น โดยมีบัณฑิตจบใหม่รวมถึงนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของคณะนิติศาสตร์ เป็นผู้รับเรื่องจากเคสทางออนไลน์” อาจารย์มุนินทร์ คณบดีนิติศาสตร์ รั้วแม่โดม เล่า

รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน


สำหรับภารกิจหลักของศูนย์จะดำเนินการใน 2 เรื่องใหญ่ๆ ได้แก่ 1.ให้คำปรึกษาและให้ความเห็นทางกฎหมาย โดยไม่รวมถึงการว่าความ 2.ให้ความรู้ทางกฎหมายในแง่มุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิด-19

แม้ว่า TU Pandemic Legal Aid Centre จะยังเปิดบริการได้ไม่ครบ 1 เดือนเต็ม หากแต่ก็ให้คำปรึกษาแก่ผู้เดือดร้อนไปเป็นจำนวนมาก

คณบดีคณะนิติศาสตร์บอกว่า ขณะนี้ศูนย์ได้ให้คำปรึกษาทางกฎหมายในกรณีที่มีข้อเท็จจริงและปัญหาทางกฎหมายที่มีความซับซ้อน จำนวน 30 กรณี โดยแต่ละกรณีจะใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่เริ่มรับเรื่องประชุมของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความเห็น เรียบเรียงความเห็น ตรวจทานความเห็น และส่งคำปรึกษาคืนให้แก่ผู้ที่เดือดร้อน ส่วนใหญ่กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงแค่ 24-48 ชั่วโมงเท่านั้น

“จริงๆ แล้วทางศูนย์ได้ตอบคำถามไปเยอะมากกว่า 30 กรณี แต่ 30 กรณีที่ว่านี้เป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนและมีประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่แตกต่างจากเดิม ถ้ามีคำถามหรือปัญหาเหมือนกับกรณีที่เราได้ตอบไปแล้ว เราก็จะใช้ความเห็นทางกฎหมายเดียวกันตอบไปได้เลย โดยไม่นับเป็นกรณีใหม่ หรือบางครั้งก็มีคำถามในลักษณะขอความรู้ทางกฎหมายที่ไม่ซับซ้อน เราก็สามารถตอบไปได้เลย โดยไม่ได้นับเป็นกรณีใหม่” คณบดีนิติศาสตร์เล่า

‘แรงงาน หนี้ สัญญา อาญา ปกครอง’
ประเด็นร้อนข้อกฎหมายยุคโควิด

มาเจาะถึงปมปัญหาที่ถูกปรึกษามากที่สุดในยุคโรคระบาด

รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาทางกฎหมายกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโคโรนาไวรัส คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยถึงสถิติการขอรับบริการของ TU Pandemic Legal Aid Centre ย้อนหลังไปในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า

ศูนย์ได้รับเรื่องไว้พิจารณา จำนวน 28 กรณี ให้บริการเสร็จสิ้นแล้ว จำนวน 26 กรณี และอยู่ในระหว่างการดำเนินการอีก 2 กรณี

หากจำแนกตามประเภทของคดีพบว่า

1) ปัญหาทางกฎหมายแรงงานมีจำนวน 15 กรณี หรือร้อยละ 53.6

2) ปัญหาทางกฎหมายสัญญาและหนี้มีจำนวน 8 กรณี หรือร้อยละ 28.6

3) ปัญหาทางกฎหมายอาญามีจำนวน 3 กรณี หรือร้อยละ 10.7

4) ปัญหาทางกฎหมายปกครองมีจำนวน 2 กรณี หรือร้อยละ 7.1

จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่าเกินครึ่งเกี่ยวข้องกับ “การจ้างงาน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลิกจ้าง

รศ.ดร.ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์

ทางศูนย์มองว่า แม้ว่ากฎหมายแรงงานมีคำตอบให้ทุกปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ตาม แต่ทางออกที่ดีที่สุดของปัญหาทางกฎหมายแรงงาน คือ ความพยายามเห็นอกเห็นใจกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

ในสถานการณ์เช่นนี้ ความตกลงเกี่ยวกับการเลิกจ้าง การลดค่าจ้าง หรือการพักงานชั่วคราวจึงควรยืนอยู่บนพื้นฐานของความเข้าอกเข้าใจและบริสุทธิ์ใจของทั้งสองฝ่ายเพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน และเพื่อโอกาสในการกลับมาทำงานร่วมกันต่อไปหลังจากการแพร่ระบาดของไวรัสสิ้นสุดลง

นอกจากนี้ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังมีอีกหลากหลายประเด็นกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลกระทบที่มีต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา เรื่องการเผยแพร่ข้อมูล เรื่องการเข้า-ออกประเทศ เป็นต้น

อาจารย์ต่อพงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ ย้ำว่า คณาจารย์ยินดีอย่างยิ่งที่จะคอยให้ความช่วยเหลือตราบจนกว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้จะสิ้นสุด เพราะนี่คืออุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะมหาวิทยาลัยของประชาชน

ถามมา-ตอบไว คลายปมคาใจ’ค่าจ้าง’
ในคำสั่ง Work from Home

นอกจากการให้คำปรึกษาแล้ว ศูนย์แห่งนี้ยังมีการเผยแพร่คำถาม-คำตอบที่ถูกถามบ่อยผ่านช่องทางเพจ Facebook ของศูนย์ ในประเด็นข้อกฎหมายควรรู้คู่สถานการณ์โรคระบาด อาทิ ผลกระทบที่มีต่อสิทธิหน้าที่ของคู่สัญญา, ความรับผิดทางอาญาของคนที่เผยแพร่ข้อมูลโควิด-19 แล้วก่อให้เกิดผลกระทบแก่บุคคลอื่น, การเลิกจ้างและสิทธิค่าชดเชย, ความสัมพันธ์ทางสัญญา หนี้ และสิทธิของคนที่อยู่ต่างประเทศ เป็นต้น

หนึ่งในคำถามฮิตมากที่ศูนย์นำมายกตัวอย่าง คือประเด็น Work from Home ที่เกิดความคาใจว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในอัตราเดิมหรือไม่?

คำตอบคือ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส หากบริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องปิดกิจการลงชั่วคราวเพราะเหตุสุดวิสัย เช่น ต้องปิดกิจการเพราะคำสั่งของรัฐบาล นายจ้างไม่มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้าง แต่หากการปิดกิจการของนายจ้างเกิดจากการตัดสินใจของนายจ้างเอง เช่น นายจ้างตัดสินใจปิดกิจการเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุน เหตุของการปิดกิจการเช่นนี้ไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัย นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างที่เคยได้รับ

อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการปิดสถานที่ทำงานและนายจ้างสั่งให้ลูกจ้างทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) มีความแตกต่างจากกรณีข้างต้น เพราะกิจการยังดำเนินตามปกติ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบตามคำสั่งนายจ้าง เพื่อไม่ให้ลูกจ้างต้องมารวมตัวกันในสถานประกอบการเท่านั้น

ดังนั้น ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอมให้นายจ้างลดค่าจ้าง นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าที่ลูกจ้างเคยได้รับไม่ได้ ลูกจ้างที่ Work from Home จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน

ไขเงื่อนเสี่ยงผิด ‘แพ่ง-อาญา’ ในห้วงเวลาแห่งความอลหม่าน

อีกหนึ่งบทบาทของศูนย์ คือการช่วยเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายสู่ประชาชนทั่วไปผ่านบทความน่าสนใจทางเพจเฟซบุ๊กของศูนย์ โดยคณาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 อาทิ “ความรับผิดทางอาญาในการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลในสถานการณ์ COVID-19” โดย อธิป ปิตกาญจนกุล นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้หยิบประเด็นในโลกออนไลน์ที่แชร์ข้อมูลมากมายสนั่นโซเชียล บางส่วนกลับกลายเป็น “เฟคนิวส์” บางส่วนข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ หากเน้นความแชร์ไว ไม่ตรวจสอบ หรือทำเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น อาจมีความรับผิดทางอาญา อีกทั้งหากเป็นข้อมูลซึ่งผู้เผยแพร่หรือส่งต่อรู้หรือควรจะได้รู้ว่าฝ่าฝืนต่อความจริง ผู้นั้นก็ อาจจะมีความรับผิดในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 ซึ่งสามารถถูกผู้เสียหายเรียกร้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วย

อีกบทความน่าขบคิดเขียนขึ้นโดย ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “ผู้ป่วย Covid-19 ที่ไม่เปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงกับความรับผิดทางอาญา” นำเสนอประเด็นการรับผิดทางอาญาผ่านอุทาหรณ์

“นายดำไปหาหมอหลังจากไปประเทศกลุ่มเสี่ยงมาแล้วไม่ยอมแจ้งหมอกับพยาบาล หรือนายแดงไปสนามมวยลุมพินีในวันที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อ แล้วยังใช้ชีวิตปกติไปเดินตลาดโดยไม่ยอมปิดหน้ากาก ไม่ได้บอกคนอื่นว่าไปสนามมวยมา เมื่อนายดำ หรือนายแดงทำให้หมอ พยาบาล หรือคนที่ใช้ชีวิตในชุมชนเดียวกันต้องกลายมาเป็นคนกลุ่มเสี่ยงและต้องกักตัวเอง ทำให้เสียโอกาสในการทำงาน”

เกิดคำถามว่า นายดำและนายแดงมีความผิดทางอาญาหรือไม่

บทความดังกล่าวอธิบายโดยสังเขปว่า

ในลำดับแรก เมื่อกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงแล้วไม่แจ้งหมอกับพยาบาล หรือไปสนามมวยแล้วไม่บอกใคร ทางกฎหมายเรียกว่าการกระทำโดยประมาท ซึ่งตามกฎหมายอาญาโดยทั่วไปจะกำหนดให้บุคคลต้องมีความรับผิดทางอาญาโดยประมาทก็ต่อเมื่อมีผลร้ายแรงเกิดขึ้น ลำพังแต่การกระทำโดยประมาทปกติแล้วยังไม่มีความผิดแต่อย่างใด

สำหรับการที่ผู้ใกล้ชิดกับนายดำหรือนายแดงโดยไม่ได้ป้องกันอย่างเพียงพออันเป็นผลจากการไม่เปิดเผยข้อมูลของคนทั้งสอง ทำให้ต้องกักตัวเอง ก็ยังไม่ถึงกับเป็นผลที่กฎหมายเอาผิดกำหนดโทษ ถ้าไม่มีใครเป็นอะไร ยังไม่มีความผิดอาญา ส่วนความผิดอื่นๆ ทางแพ่ง หรือความรับผิดชอบต่อสังคมก็คงต้องแยกไปว่ากันเป็นอีกเรื่อง

ผศ.ดร.รณกรณ์อธิบายเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม เฉพาะกรณีของนายดำที่ไปหาหมอนั้น หากโรงพยาบาลที่นายดำไปเป็นโรงพยาบาลของรัฐ หมอและพยาบาลที่ทำหน้าที่ในโรงพยาบาลดังกล่าวจึงย่อมเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การที่นายดำให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ จะมีความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ยังมีแง่มุมน่าสนใจอีกหลายประการที่หาอ่านได้จากเฟซบุ๊กศูนย์ รวมถึงเว็บไซต์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.law.tu.ac.th

เป็นอีกช่องทางของคนไทยในการเรียนรู้ข้อกฎหมาย ไขปมค้างคาใจในวิกฤตที่ต้องก้าวผ่านไปด้วยกัน

 


 

ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สามารถขอรับคำปรึกษาจากศูนย์ให้คำปรึกษาทางกฎหมายกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโคโรนาไวรัส มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ที่ 1.Facebook Page @tulawcovid19 2.อีเมล์ [email protected] โดยให้ส่งคำถามหรือปัญหาพร้อมระบุชื่อ-นามสกุล และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

เงื่อนไขและขั้นตอน ดังนี้

1.ผู้รับบริการเป็นบุคคลธรรมดา หรือองค์กรที่ไม่ใช่องค์กรธุรกิจ

2.ผู้รับบริการประสบปัญหาทางกฎหมายอันเนื่องมาจากผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์โรคระบาดติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยเป็นปัญหาหรือข้อพิพาทภายใต้กฎหมายไทย

3.ผู้รับบริการอนุญาตให้ศูนย์เผยแพร่ข้อเท็จจริงและคำปรึกษาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหรือข้อพิพาทในลักษณะที่ปกปิดชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ในการศึกษาหรือการเผยแพร่ความรู้

4.ผู้รับบริการจะไม่นำคำปรึกษาทางกฎหมายหรือข้อมูลอื่นใดที่ได้รับจากศูนย์ไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า

5.ผู้รับบริการยอมรับว่าคำปรึกษาทางกฎหมายที่ได้รับจากศูนย์เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวและเป็นความเห็นในทางกฎหมายเบื้องต้นของผู้ให้คำปรึกษา และอาจแตกต่างจากผลของคดีหรือคำวินิจฉัยของศาลในอนาคต

หมายเหตุ – ทางศูนย์ให้บริการให้คำปรึกษาเท่านั้น ไม่รับให้บริการทางคดีหรือดำเนินคดีในศาล