ภูมิภาคที่โดดเด่นมากในการเผยแพร่ความรู้สู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่องในมุมมองด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ ภาคเหนือ โดยเฉพาะผลงานจากสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ที่บุกป่าฝ่าดงทั้งขุดค้นและพูดคุยกับชาวบ้านในท้องถิ่นที่เข้ามาส่วนร่วมอย่างตื่นตัว
และต่อไปนี้ คือส่วนหนึ่งของผลงาน ภายใต้งบประมาณปี 2562 ที่เปิดเผยข้อมูลใหม่ๆ เติมเต็ม
บริบททางสังคมในอดีต เพื่อรับใช้ปัจจุบันและวางแผนอนาคต
จาก ‘สุสานโบราณ’ เวียงท่ากาน สู่หุ่นจำลอง 3 มิติ
เริ่มที่ เวียงท่ากานอ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ จากการศึกษา พบว่ามีการใช้พื้นที่เพื่อเป็นสุสาน นับแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 13-20โดยในปีงบฯ 62 จึงดำเนินการขุดค้นเพื่อนำโครงกระดูกที่พบจากเมื่อปี 56 จำนวน 4 โครง ขึ้นมาอนุรักษ์และเก็บรักษา ครั้นเมื่อขุดค้นลึกลงไป พบโครงกระดูกเพิ่มเติมอีก 31 โครง (รวม 35 โครง) กระจายตัวไปถึงใต้โรงครัวและที่ดินของชาวบ้าน “ทั้งหมดถูกฝังในท่านอนงอเข่า” ยังพบโครงกระดูกม้าสภาพสมบูรณ์เท่าที่เคยขุดพบถูกฝังโดยจัดวางในท่าเดียวกับศพมนุษย์ พบอุจจาระบริเวณช่องท้องระหว่างกระดูกสันหลังกับกระดูกสะโพกของโครงกระดูกจำนวน 2 โครง ที่สามารถศึกษาเพื่อทราบความเป็นอยู่และสุขภาพของผู้คนในยุคนั้น
เหล่านี้ ล้วนเป็นข้อมูลสำคัญบ่งบอกถึงผู้คนบนพื้นที่ภาคเหนือของไทยในช่วงหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ ว่ามีการนำม้ามาเลี้ยงราว 1,000 ปีมาแล้ว สอดคล้องกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงม้า ไม่ว่าจะ “เอกสารจีนสมัยราชวงศ์ถัง” “จารึกปราสาทหินพนมรุ้ง” กล่าวว่า ม้าเป็นสัตว์สำหรับอุทิศถวาย ไม่ได้เป็นสัตว์ที่มีถิ่นกำเนิดในไทย หากแต่เป็นสัตว์มีค่า ถูกจำกัดการซื้อขาย
โดย สำนักศิลปากร เชียงใหม่ ได้นำโครงกระดูกมนุษย์ และ โครงม้า อย่างละ 1 โครงมาจัดแสดงในศูนย์บริการข้อมูลเวียงท่ากาน และขุดกลบโครงกระดูกอื่นในสภาพดังดิม เนื่องจากอยู่ในพื้นที่วัดที่ยังคงมีการใช้งาน แต่ด้วยยังขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ในช่วงหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-17 จึงมีการทำหลุมขุดค้นจำลองเพื่อเก็บหลักฐานทั้งหมด จัดทำเป็นสื่อเผยแพร่ความรู้ต่อไป

ทลายความเชื่อเดิม เปิด ‘แหล่งถลุงเหล็ก’ สุดไฮเทค
เพราะ “ยุคเหล็ก” คือช่วงที่ชี้ถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีและสังคมครั้งสำคัญของมนุษย์ แม้จะมีการพบเครื่องมือเครื่องใช้จากเหล็กอย่างแพร่หลายในพื้นที่ภาคเหนือ ทว่า ยังไม่เคยมีการค้นพบร่องรอยหลักฐานที่ชี้ให้เห็นกระบวนการผลิต มากพอจะไขความกระจ่างเกี่ยวกับยุคเหล็กในดินแดนล้านนา
“ตลอดการทำงานประวัติศาสตร์โบราณคดี พบว่ามีกุญแจบางอย่างที่ล้านนาซ่อนไว้ จากเรื่องราวของพระนางจามเทวีที่ขึ้นมาตั้งเมือง ตำนานที่มาพร้อมนักบวชและช่างฝีมือ คือความเจริญที่เชื่อว่ามาจากทวารวดี จนกระทั่งพญามังรายเข้ามามีอำนาจเหนือ นี่คือประวัติศาสตร์ที่เล่าขานกันทั่วไปแต่ไม่มีใครให้คำตอบได้ ล้านนาจึงถูกมองว่าเป็นดินแดนป่าเถื่อน ไม่มีความไฮเทค จนต้องนำเทคโนโลยีและวัฒนธรรมต่างๆ เข้ามา ซึ่งการค้นพบนี้ได้ทลายข้อสันนิษฐานที่มีมากว่า 10 ปี” คือคำกล่าวของ ยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีปฏิบัติการ ผู้ใคร่ศึกษาเรื่องเหล็ก ที่ยังเผยอีกว่า
จากการสำรวจแหล่งโบราณคดีในพื้นที่ อ.บ้านโฮ่ง และ อ.เภอลี้ จ.ลำพูน เพิ่มเติมในปีงบฯ 62 เพียงปีเดียว พบร่องรอยแหล่งถลุงแร่กระจายตัวไม่น้อยกว่า 40 แหล่ง แต่ละที่ไม่ต่ำกว่า 30 เตา อ.ลี้จึงถือเป็นแหล่งโลหะกรรมถลุงเหล็กโบราณขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทยเท่าที่พบได้ในปัจจุบัน
หลักฐานชิ้นเอกอย่างการพบ “เตาขนาดใหญ่” เมื่อพิสูจน์เรื่องอายุจากตะกรันในเตา ด้วยวิธี AMS โดยห้องแล็บ ของมหาวิทยาลัยไวกาโต นิวซีแลนด์ ปรากฏอายุราว 2,000-3,000 ปี

“จากการศึกษาก้อนตะกรัน ออกมาในช่วง 2300-2400 ปี ซึ่งแหกความรู้เดิม เท่ากับว่าที่นี่เก่าแก่ที่สุดในไทย อยู่ในบริบทผิดที่ดั้งเดิม และยังทลายโครงสร้างเตาในการถลุงเหล็กจากปกติใหญ่กว่าเตาอั้งโล่เพียงนิด แต่เตานี้สูงท่วมหัว (180 ซม.) เส้นผ่านศูนย์กลาง 100 ซม. มีช่องระบายตะกรัน หรือช่องเติมลม ที่เว้นระยะ 10 ซม.เพื่อเติมอากาศให้เกิดสภาวะหมุนเวียนของออกซิเจนภายในเตาทำให้ความร้อนทั่วถึง ผลคือ ได้เหล็กมากขึ้น ซึ่งการควบคุมสภาวะภายในเตาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย สะท้อนว่าคนที่นี่ถลุงเหล็กไม่ได้เพื่อใช้ในครัวเรือน แต่เป็นการผลิตในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อีกทั้งผลิตภัณฑ์ที่นี่ไม่ได้ถูกทำเพื่อใช้ที่นี่ แต่เป็น “นิคมอุตสาหกรรมโบราณ จากการไม่พบมีด หรือ พบเพียงเล่มเดียวเท่านั้น” ยอดดนัยกล่าว
นับเป็นกุญแจสำคัญให้เห็นพัฒนาการของสังคมผู้คนและเศรษฐกิจของกลุ่มคนพื้นเมืองเดิม ก่อนคนภายนอกจะเคลื่อนตัวเข้ามาครั้งใหญ่ จนก่อเกิดบ้านเมืองระดับรัฐ อย่าง หริภุญชัย และ เชียงใหม่ในเวลาต่อมา
สะท้อนว่าภาคเหนือของไทยก็ได้มีพัฒนาการเข้าสู่ยุคเหล็กในช่วงเวลาเดียวกับชุมชนโบราณอื่น ไม่ได้เป็นดินแดนที่ล้าหลังอย่างที่เคยเชื่อกันมา

‘วัดยางหลวง’ กับ ‘ศิลปกรรมชิ้นเอก’ แห่งแม่แจ่ม
ไปต่อที่ วัดยางหลวง ในมุมด้านโบราณคดี ยอดดนัย บอกว่า ที่แห่งนี้เป็น 1 ในแอ่งที่ราบขนาดใหญ่ สะท้อนลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณในดินแดนล้านนาที่มักตั้งระหว่างหุบเขา มีร่องรอยเจริญเติบโตของบ้านเมืองราวกว่า 500 ปี ทั้งโบราณสถาน วัดร้าง และศิลปกรรมล้านนาโบราณเรียงรายตามแนวลำน้ำแจ่ม
แม้ไม่ปรากฏประวัติก่อสร้างในเอกสารโบราณ มีเพียงคำบอกเล่าของคนเฒ่าแก่ในพื้นที่ ว่าสร้างโดยพวก ‘ยาง’ หรือกะเหรี่ยง แต่มีความสำคัญ เป็นหนึ่งในบรรดาวัดเก่าแก่แห่งในอำเภอแม่แจ่ม ยอดดนัยเผยว่า สิ่งที่อาคารนี้ซ่อนอยู่ คือ ซุ้ม ที่มี “พระพุทธรูปประทับยืนในซุ้มจระนำทั้งสองด้าน” เป็นงานศิลปกรรมชิ้นเอก หนึ่งเดียวในแม่แจ่ม ก่อนที่ นงไฉน ทะรักษา นักโบราณคดีปฏิบัติการ จะอธิบายลงรายละเอียดว่า
“ล้านนานิยมสร้างซุ้มอยู่ในวิหาร เรียกว่า ‘กู่พระเจ้า’ เป็นอาคารสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป แต่มีปัญหาเรื่องการกำหนดอายุ เพราะลวดลายปูนปั้นที่ประดับมีลักษณะผสมผสานกันระหว่างลวดลายสมัยล้านนา พุกาม และลวดลายของช่างฝีมือท้องถิ่น อายุแต่ละแบบจะค่อนข้างห่างกันมาก ช่างจึงน่าจะอยู่สมัยหลังสุด และมีการรับรูปปูนปั้นของท้องที่อื่นๆ มาผสมกัน”
แม้เทคนิคปูนปั้นไม่สูงส่งเท่ายุคทองของล้านนา ทว่า สอดผสานลวดลายได้อย่างลงตัว

‘กลุ่มโบราณสถานสบแจ่ม’
อิทธิพล ‘สุโขทัย’ เด่นสุดในอารยธรรมล้านนา
สบแจ่ม คือ สบน้ำระหว่างลำน้ำแม่แจ่มบรรจบกับแม่น้ำปิง บริเวณรอยต่อของ อ.จอมทอง และ อ.ฮอด ทางตอนใต้ของเชียงใหม่ คือพื้นที่เพียงไม่กี่แห่งในเขตวัฒนธรรมล้านนา ที่หลงเหลือ “กลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่”
จากการดำเนินการทางโบราณคดี สายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ เผยว่า พบข้อมูลสำคัญที่เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของล้านนา คือ “ปรากฏอิทธิพลศิลปกรรมแบบ สุโขทัย เด่นชัดเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในเขตวัฒนธรรมล้านนา” จากการพบหลักฐาน อาทิ
1.เจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ บริเวณ วัดพระเจ้าดำอันเป็นลักษณะของเจดีย์เฉพาะของสุโขทัย จึงกล่าวได้ว่า ที่แห่งนี้เป็นแหล่งชุมชนที่มีความสำคัญขนาดใหญ่ที่สุด และได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมสุโขทัยในล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 20
2.กำแพงแก้วแบบเสากลม ที่วางตัวต่อเนื่องเหมือนการทำแนวกำแพงแก้ว ของเมืองศรีสัชนาลัย และ เมืองบางขลังแหล่งโบราณสถานสมัยสุโขทัย แต่ต่างที่สร้างด้วยวิธีก่อเรียงอิฐหน้าวัวซ้อนกัน เชื่อมประสานด้วยดินประกอบขึ้นเป็นเสา เหมือนการสร้างเสาวิหารขนาดใหญ่ในล้านนา
เดินเข้าไปในดง ไม่ไกลจากวัดพระเจ้าดำ ที่ วัดช้างค้ำ สายกลางบอกว่า พบ 3.เจดีย์ช้างล้อม ซึ่งเป็นรูปแบบเจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศรีลังกา ลักษณะทางสถาปัตยกรรมสันนิษฐานว่าทรงระฆังน่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างสมัยแรก จากนั้นมีการประดับช้างปูนปั้นยืนครึ่งตัวบริเวณฐานเขียง ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าเป็นผลจากการติดต่อกับสุโขทัย มีการแลกเปลี่ยนทางศาสนา และศิลปกรรม
สุดท้าย คือ 4.เจดีย์แบบบัวถลาในผังแปดเหลี่ยม ที่ วัดป่าแดง ซึ่งเป็นรูปแบบพิเศษของศิลปกรรมสุโขทัยที่ปรากฏในเจดีย์ทรงระฆัง คือ การทำส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นชั้นบัวถลาในผังกลม แต่ที่นี่ผสมผสานความเป็น ล้านนาที่นิยมทำส่วนรองรับองค์ระฆังในผังแปดเหลี่ยม
เหล่านี้ บ่งบอกถึงความต่อเนื่องของอิทธิพลศิลปกรรมแบบสุโขทัย ที่น่าจะมีในพื้นที่สบแจ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20

ชุบชีวิต ‘ซิ่นแม่แจ่ม’
บนจิตรกรรมแห่งวิหาร ‘วัดป่าแดด’
ปิดท้ายด้วย ศาสนสถานอันโดดเด่นอย่าง วิหารวัดป่าแดด ใน อ.แม่แจ่ม นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการพิเศษกลุ่มอนุรักษ์จิตกรรมและประติมากรรม กองโบราณคดี ศิลปากร กรอุมา นุตะศรินทร์ บอกว่า สิ่งที่พิเศษอย่างมากคือ จิตรกรรมฝาผนัง
“ความสำคัญของงานจิตกรรมที่นี่ คือเขียนในลักษณะพื้นถิ่น รูปแบบศิลปกรรมพม่า โดยช่างไทใหญ่ ตัวภาพจะเป็นคนพม่า นอกจากนี้ผ้าที่ใส่จะเห็นเห็นลายผ้าได้ชัดว่า เป็นผ้าซิ่นแม่แจ่ม ขีดๆ แนวนอน มีลาย ตีนจก และ ลายผ้าพื้นเมืองพม่า อย่าง ‘ลุนตยา’ เป็นคลื่นเล็กๆ คล้ายผักกูด โดยผู้หญิงไม่สวมเสื้อแต่จะใช้ผ้าคลุมไหล่ จากที่อยู่กับตัวภาพและวัฒนธรรม จะใช้งานจิตรกรรมที่นี่เป็นตัวเทียบเคียงระหว่างผ้าจริงๆ กับผ้าในภาพ”
ล่าสุด มีการอนุรักษ์จิตรกรรมดังกล่าว จนเสร็จสิ้นตามหลักวิชาการ
“การอนุรักษ์จิตรกรรม คือ การสงวนรักษา เราบูรณะตามสมัยนั้น ไม่ได้เขียนเพิ่มเติม เพียงแต่หลังทำกระบวนการอนุรักษ์ ภาพจะมีความสดใส รายละเอียดชัดเจนขึ้น โดยใช้สีน้ำในการซ่อมเพราะมีความโปร่งใส กรณีภาพที่ลบเลือนซีดจาง หากมีการค้นข้อมูลแล้วพบภาพที่สมบูรณ์ก็สามารถเติมสีได้” กรอุมาระบุ
เหล่านี้คือความคืบหน้าในโบราณคดีล้านนาที่กรมศิลปากรขุดค้นและสืบอดีตมาบอกเล่าแก่สังคมไทยในศักราชนี้


