คอลัมน์ นอกลู่ในทาง : โควิดยังไม่ไปไหน แต่ธุรกิจต้องไปต่อ
โควิด-19 – โลกหลัง “โควิด-19” อาจไม่ได้มาถึงเร็วนัก การเรียนรู้เพื่ออยู่ด้วยกันต่ออย่างไรให้ปลอดภัยจึงสำคัญ
“ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน” ถัดจากนี้อาจมีโควิด-20 หรือมหันตภัยร้ายแรงใหม่เกิดขึ้นอีกได้ เทียบวิกฤตอื่นโควิด-19 หนักกว่าทุกวิกฤต แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีที่หนักกว่านี้
ก่อนจะถึงวันนั้น เศรษฐกิจไทยธุรกิจไทยต้องเจอกับอะไรบ้าง ในงานเสวนาออนไลน์ Prachachat Live Forum Week ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บอกว่า เศรษฐกิจไทยก่อนโควิด-19 อ่อนแรงตั้งแต่ต้นปี 2562 และตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจก่อนโควิด คือ การท่องเที่ยว
ในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาไทย เกือบ 40 ล้านคน หรือไตรมาสละ 10 ล้าน แต่ไตรมาส 1 ปีนี้เข้ามา 7 ล้านคน เริ่มเกิดผลกระทบแล้ว ไตรมาส 2 น่าจะเป็น “ศูนย์” และเพิ่มขึ้นไม่มากในไตรมาส 3 ซึ่งต้องไปลุ้นต่อว่าไตรมาส 4 จะเท่าไร
ถ้าปีนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยเพียง 10 ล้าน แต่มีทรัพยากรที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ 40 ล้านคน เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร ทรัพยากรส่วนเกินเหล่านั้นจะทำอย่างไร จะมีปัญหาคนตกงานเพิ่มขึ้นขนาดไหน
ดร.ศุภวุฒิยอมรับว่า วิกฤตครั้งนี้หนักกว่าต้มยำกุ้ง ตอนปี 2540 เศรษฐกิจไทยยังมีทางไป จากการส่งออก ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ยังขายของได้ ตัวเลขการส่งออกสินค้าและบริการช่วงก่อนต้มยำกุ้งอยู่ที่ 40% ของจีดีพี แต่วันนี้ใกล้ 70% ของจีดีพี
“วิกฤตรอบนี้ไม่มีทางไป ทั้งโลกเป็นโควิด-19 หากรัฐบาลไม่เร่งผ่อนคลายการเปิดเศรษฐกิจจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะ 2-3 ปีข้างหน้าเป็นการฟื้นแบบพิการหรือทุลักทุเล”
บางประเทศที่จัดการกับโควิด-19 ได้ดี เช่น ออสเตรเลีย ออสเตรีย อิสราเอล สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก กรีซ และนิวซีแลนด์ ในต้นเดือน พ.ค.ระดับผู้นำประเทศมีการประชุมทางไกลหารือเรื่องการเปิดประเทศระหว่างกันเพื่อช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยวแล้ว กรณีประเทศไทยจึงอยากเห็นการหารือระดับผู้นำในกลุ่มประเทศ เช่น จีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม หรือญี่ปุ่น เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเช่นกัน
“อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคงอยากเน้นจีนก่อน เพราะใน 40 ล้านที่มาไทย 10 ล้าน คือจีน ทั้งจีนจะมีโกลเด้นวีคช่วง 2-8 ต.ค. ซึ่งปกติจะมาไทยเป็นล้าน ฉะนั้น ถ้าจะต่อลมหายใจให้ธุรกิจไทย เป้าสั้นๆ คือ ต.ค.นี้”
ถ้าเป้าหมาย คือ ต.ค.จะต้องเปิดก่อน โดยสร้างกระบวนการ เช่น ถ้าให้นักท่องเที่ยวเข้ามามีกระบวนอย่างไร ต้องไปตรวจร่างกาย มีใบอนุญาตยังไง ที่สนามบินต้องทำยังไง ชายแดนทำยังไง เมื่อมาถึงไทยแล้วจะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่าเราจะดูแลให้เขาเที่ยวได้โดยไม่มีความเสี่ยง
มากกว่านั้น หากอยากให้แศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวโดยเร็ว สิ่งที่ต้องทำคือ สร้างความมั่นใจให้คนไทยว่าออกมาแล้วทำมาหากินได้ รัฐจะดูแลครอบครัวและปกป้องความเสี่ยงให้ จะทำความสะดวกให้ด้วยในการทำธุรกิจ
“ไม่ใช่ขู่ว่าถ้าทำไม่ดีจะล็อคดาวน์ใหม่ อย่างนั้นเราจะเกร็ง เศรษฐกิจจะไม่ฟื้น”
ยกตัวอย่าง เวียดนาม ว่าเริ่มจากเร่งให้คนเวียดนามออกมาท่องเที่ยวในประเทศ เพราะรู้ว่าถ้ามีความมั่นใจในประเทศแล้ว ต่อไปการจะไปขายกับต่างชาติให้มาเที่ยวก็ง่ายขึ้น เมื่อคนเวียดนามยังเริ่มเที่ยว และไม่ได้ติดเชื้อทำให้ต่างชาติมั่นใจด้วย
“ระบบสาธารณสุขของไทยทำได้ดีมานานแล้ว ทำไมยังไม่ให้ธุรกิจสตาร์ต น่าจะรีบให้วิ่งเร็วที่สุด รัฐรับความเสี่ยงไปเพื่อให้ประชาชน และธุรกิจรับความเสี่ยงในการไปฟื้นธุรกิจ แม้ช่วงแรกเงื่อนไขต่างๆ เช่น ร้านอาหารนั่งได้ 50 คน เหลือแค่ 20 คน มีโอกาสกำไรน้อยมาก แต่อย่างน้อยต้องรีบให้ธุรกิจลองทำ ทำแล้วไม่เวิร์กจะได้หยุดไปทำอย่างอื่น”
มาตรการล็อกดาวน์เศรษฐกิจ พิชิตโควิด-19 คือการบอกให้ “เศรษฐกิจกลั้นหายใจ” ซึ่งทำได้ไม่นาน โดยข้อมูลของภัทรพบว่าเอสเอ็มอีไทยมีสายป่านอยู่ได้แค่ 2 เดือน เอสเอ็มอีนับล้านจึงน่าจะประสบปัญหามาก ขณะที่บริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสายป่านอยู่ได้ ประมาณ 5 เดือน
“เมื่อเวลาผ่านไปเศรษฐกิจฟื้นไม่ได้ ธุรกิจต่างๆ ไม่กล้าเปิด เพราะเปิดมามีต้นทุน ไม่คุ้มกับรายได้ก็อาจล้มละลาย ปิดกิจการ คาดว่าจะมีคนตกงาน 5-7 ล้านคน หนักมากสำหรับรากหญ้า และคนทำงาน”
ที่ผ่านมา คนไทยให้ความร่วมมือปฏิบัติตัวตามมาตรการต่างๆ ทำให้ผู้ติดเชื้อลดลงต่อเนื่องจึงชัดเจนว่าประชาชนได้ทำหน้าที่ของตนเองแล้ว จากนี้เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องรีบเปิดเศรษฐกิจ เพราะประชาชน และธุรกิจ “กลั้นหายใจ” ไม่ไหวแล้ว

