อาศรมมิวสิก : อันโตน บรูคเนอร์
ซิมโฟนีอันยิ่งใหญ่มหึมา โดยบุรุษชนบทผู้ถ่อมตน : โดย บวรพงศ์ ศุภโสภณ
น่าสนใจมากทีเดียว สำหรับใครก็ตามที่ไม่ได้เป็นผู้ที่รักดนตรีคลาสสิกและยังไม่รู้จักว่า อันโตน บรูคเนอร์(Anton Bruckner) เป็นใคร ถ้าใครที่แน่ใจว่าท่านเป็นดังนี้แล้วน่าทดลองมากด้วยการให้ท่านได้ลองฟังช่วงส่วนหาง (Coda) จากท่อนสุดท้ายในซิมโฟนีอันยิ่งใหญ่มหึมา ของอันโตน บรูคเนอร์ดู
เดี๋ยวนี้นับว่าโชคดีมากที่เรามีสื่อสำเร็จรูป ที่หาฟังกันได้โดยไม่ต้องเสียสตางค์เต็มไปหมด ในยูทูบ (YouTube) และถ้าท่านไม่ทราบว่าตรงไหนคือช่วงส่วนหางของท่อนสุดท้ายก็ลองกำหนดดูคร่าวๆ ว่ามันจะอยู่ในราว 3-5 นาทีสุดท้ายก่อนจบ และยูทูบบางอันก็อำนวยความสะดวกให้เรามากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการตัดตอนมาเฉพาะส่วนหางจากท่อนสุดท้ายของซิมโฟนีโดยบรูคเนอร์ที่ยิ่งใหญ่อลังการนี้ มาให้เราฟังโดยเฉพาะ นำพาเรามาถึงจุดสูงสุดทางอารมณ์ในดนตรีซิมโฟนีของบรูคเนอร์ได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาฟังทั้ง 4 ท่อน
และเหตุที่ผู้เขียนเสนอแนะให้ท่านที่ไม่ค่อยรู้จักดนตรีคลาสสิกและอันโตน บรูคเนอร์ มาลองฟังส่วนที่เป็น จุดสุดยอด ในซิมโฟนีของบรูค
เนอร์นั้น มีเหตุผลและประเด็นคำถาม (ปลายเปิด) ที่น่าสนใจว่า เมื่อท่านได้ลองฟัง 3-5 นาทีสุดท้ายนี้แล้ว ท่านคิดว่าศิลปินที่แต่งบทเพลงอันมหึมา ชวนขนลุกนี้ เป็นคนที่น่าจะมีบุคลิกลักษณะและนิสัยใจคอเป็นอย่างไร?
สำหรับผู้เขียนเ
องและผู้ที่เป็นแฟนดนตรีของบรูคเนอร์อยู่แล้ว การทดลองนี้ไม่สนุกท้าทายอันใดเพราะพวกเราทราบคำตอบที่แน่นอนกันมาก่อนแล้ว แต่เชื่อว่าท่านที่ไม่รู้มาก่อนคงต้องทายผิดกันเกือบทั้งหมดแน่นอน และเมื่อท่านได้ทราบคำตอบแล้วท่านอาจจะต้องเสียน้ำตาจากการหัวร่องอหาย หรือเสียน้ำตาเพราะสงสารในชะตากรรมของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ (หรืออาจจะไม่ยิ่งใหญ่) ผู้นี้ ก็เป็นได้
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความรักในเสียงดนตรีซิมโฟนีของ อันโตน บรูคเนอร์ ที่บ่มเพาะต่อเนื่องกันมาหลายปี รวมถึงการได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตจริงของเขามาในหลายๆ วาระ นำมาผสมผสานกัน จะกล่าวโดยไม่ผิดนักก็ได้ว่า บทความนี้เป็นการนำข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของบรูคเนอร์
รวมถึงความเห็นของผู้รัก, ผู้เชี่ยวชาญในดนตรีของเขาหลายๆ คนมารวมกัน เรื่องเหล่านี้บางครั้งเล่าขานกันซ้ำไป-มาหลายครั้งแต่ก็ฟังดูน่าประหลาดใจในความเป็นมนุษย์ของเขา ผลงานซิมโฟนีทั้ง 9 บท ของเขา มีประเด็นอันเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่ผู้รู้และผู้รักดนตรีกันมาทุกยุคทุกสมัย บ้างก็ว่าเป็นดนตรีที่น่าเบื่อ-ซ้ำซาก, ยืดยาวและยืดเยื้อ
จนมีคำกล่าวล้อเลียนกันว่า บรูคเนอร์เขียนซิมโฟนีบทเดียวซ้ำกันถึง 9 ครั้ง
ในเรื่องนี้ ดาเนียล บาเรนบอย์ม (Daniel Barenboim) ศิลปินเดี่ยวเปียโนและวาทยกรระดับโลกผู้เชี่ยวชาญและช่ำชองในดนตรีซิมโฟนีของบรูคเนอร์กล่าวว่า เราจะรู้สึกว่ามันเหมือนๆ กันในตอนเพิ่งเริ่มฟัง แต่เมื่อฟังไปนานเข้าเราจึงจะเห็นความแตกต่าง ผู้เขียนคิดว่านี่แหละคือเสน่ห์และข้อจำกัดของดนตรีคลาสสิกทุกชนิดมิใช่เพียงของ
บรูคเนอร์ กว่าเราจะเข้าใจและรับรสชาติความลึกซึ้งอันแตกต่างได้นั้นเราต้องทุ่มเทให้กับการฟังซ้ำให้มากพอเสียก่อน
ดาเนียล บาเรนบอย์ม เป็นวาทยกรที่รักและทุ่มเทให้กับงานซิมโฟนีของบรูคเนอร์ อย่างแท้จริง เขามีผลงานบันทึกเสียงซิมโฟนีครบทั้งหมดของบรูคเนอร์ มาแล้วถึง 3 ครั้ง กับวงดนตรีชั้นนำของโลกถึง 3 วง ไม่นับการอำนวยเพลงบรูคเนอร์ในการแสดงสดอีกนับครั้งไม่ถ้วน เขาบรรยายถึงเสน่ห์และความพิเศษเฉพาะตัวในซิมโฟนีของบรูคเนอร์ว่า
…….ราวกับเป็นงานดนตรีที่สร้างขึ้นมาในหลายๆ ศตวรรษ ศิลปะการประสานเสียง เป็นแบบในศตวรรษที่19, รูปแบบโครงสร้าง (Form) เป็นแบบในสมัยบาโรค (Baroque) แต่…….มันมีบรรยากาศอะไรบางอย่างในเชิงจิตวิทยาทางดนตรีที่เป็นแบบในยุคกลาง (Medieval) เป็นดนตรีที่เสมือนสถาปัตยกรรมทางดนตรี แต่มันก็ลงลึกไปเรื่อยๆ ราวกับการสำรวจทางโบราณคดีมากกว่าจะเหมือนตัวตึกอาคารในทางโบราณคดี บุคลิกลักษณะทางดนตรีซิมโฟนีของบรูคเนอร์อย่างหนึ่งก็คือมันมิได้เริ่มต้นขึ้นมาในทันที แต่มันเป็นไปในลักษณะ ค่อยๆ กลายเป็น มากกว่า มันเป็นการเริ่มต้นที่ฟังดูลึกลับ และหลังจากความลึกลับนี้ผ่านไป ดนตรีจึงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง…………
ผู้เขียนคิดว่า ดาเนียล บาเรนบอย์ม กล่าวถึงภาพรวมในดนตรีซิมโฟนีของบรูคเนอร์ได้ชัดเจนมากทีเดียว และการเริ่มต้นซิมโฟนีของเขาในลักษณะ ลึกลับ นี้เอง นี่ก็ดูจะกลายเป็นประเด็นที่เขาถูกล้อเลียนในหมู่ผู้รู้ว่า เขาเกริ่นนำดนตรีซิมโฟนีด้วยมุขเดิมๆ ซึ่งผู้เขียนคิดว่า ประเด็นนี้มีความจริงอยู่ไม่น้อย แต่ก็นั่นแหละในทางศิลปะหรือดนตรีนั้น ความซ้ำซากเป็นทั้งความน่าเบื่อหน่าย, น่าล้อเลียน แต่ในทางกลับกันบ่อยครั้งเราจะรู้สึกได้ว่าความซ้ำซากนี้เองที่ได้สร้างเสน่ห์อันลึกลับ (และย้อนแย้ง) บางอย่าง ที่เรามักจะเรียกมันว่า เอกลักษณ์เฉพาะตัว
ดนตรีซิมโฟนีของบรูคเนอร์ก็เช่นเดียวกัน แนวทางดนตรีของเขาที่เมื่อฟังๆ ไปแล้วต้องกล่าวว่า ไม่ยากต่อการคาดเดา ซึ่งในเรื่องนี้ผู้เขียนอยากจะเปรียบเทียบสิ่งที่เราอาจเรียกว่า เสน่ห์ในความซ้ำซาก-จำเจ ในดนตรีของเขาว่ามันอาจเปรียบเทียบได้กับการเล่านิทานของพ่อ, แม่ หรือปู่ย่าตายายของพวกเรา ในสมัยเด็กๆ ที่บางครั้งท่านก็เล่านิทานให้เราฟังเพียงไม่กี่เรื่อง (หรือบางทีก็มีเพียงเรื่องเดียว!) ซ้ำไป-ซ้ำมา จนเราจำได้ แต่มันก็กลับมีเสน่ห์และมีความหมายกับเรามาก (และอยู่ในความทรงจำที่ดีของเราไปจนตลอดชีวิต) นั่นแหละ เสน่ห์ในความซ้ำซากจำเจ ในดนตรีซิมโฟนีของ
บรูคเนอร์
เสียงดนตรีซิมโฟนีของเขา มีทั้งส่วนที่สะท้อนความเป็นตัวตนในชีวิตจริงของเขา และบางส่วนที่ไม่ใช่เป็นตัวตนของเขาเลย มันเป็นเพียงการแสดงออกในศิลปะทางเสียงล้วนๆ ส่วนที่ตรงกันข้ามกับความเป็นตัวตนจริงของเขาเห็นจะได้แก่ เสียงอันมหึมา, ยิ่งใหญ่ประดุจขุนเขา หรือมหาวิหาร
กอทิค (Gothic) นั้นมันช่างตรงกันข้ามกับตัวตนอันแท้จริงของเขาที่ แสนจะอ่อนน้อมถ่อมตน สูงด้วยศรัทธาทางศาสนาแบบ ตาลุงบ้านนอก โกนผมจนเกรียนติดหนังศีรษะ, สวมใส่เสื้อผ้าทอพื้นบ้าน ถ้าใส่เสื้อสูทคลุมก็มักจะเป็นเสื้อคลุมที่ไม่พอดีตัว พูดจาด้วยสำเนียงเหน่อๆ แบบคนบ้านนอก (เขาเกิดที่เมือง Ansfeld ทางตอนเหนือของออสเตรีย), เต็มไปด้วยความประหม่าขี้วิตกกังวล
พื้นฐานที่เป็นเด็กบ้านนอกและต่อมาก็กลายเป็นตาลุงบ้านนอกนี้ ติดตัวเขามาจนสร้างความลำบากใจอย่างยิ่งยวด ในการต้องมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงอย่างกรุงเวียนนา อันเต็มไปด้วยความหรูหรา, สูงด้วยรสนิยมและการแข่งขันทั้งในศิลปะดนตรีและชีวิตจริง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตาลุงบ้านนอกเข้ากรุงคนนี้ จะกลายเป็นที่ล้อเลียน เป็นที่เยาะเย้ยตลกขบขันของวงการมากอย่างไร
จนมีเรื่องเล่าว่า โยฮันเนส บรามส์ (Johannes Brahms) ผู้เปี่ยมด้วยรสนิยมอันดีแห่งกรุงเวียนนา ในยุคนั้นได้เรียกบรูคเนอร์ว่าเป็น Country Pumkin อันเป็นคำที่สื่อถึงคนที่ซื่อๆ เชยๆ ตรงไปตรงมา ไม่เก่งในการเข้าสังคมที่ทันสมัย (แบบกรุงเวียนนา)
มักซ์ กรัฟ (Max Graf ค.ศ.1873-1958) นักวิชาการทางดนตรีและนักวิจารณ์ดนตรีคนสำคัญแห่งกรุงเวียนนา เล่าถึงชีวิตของเขาเองในสมัยที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่เวียนนาว่า เขาเองได้มีโอกาสไปเรียนกับ อันโตน บรูคเนอร์ และเขาก็สารภาพว่า การได้ไปฟังบรูคเนอร์บรรยายนั้น ส่วนหนึ่งก็คือพวกเขาคาดหวังจะได้ไปดูความเปิ่น, ความเชยของ ครูบ้านนอก อย่างบรูคเนอร์ ผู้สวมเสื้อแจ๊กเก็ตหลวมโพรกแบบคนเหนือ (ของ ออสเตรีย), ครูหัวโต, หัวเกรียน, ใบหน้าเหี่ยวย่นที่จ้องมองมายังนักศึกษา และที่น่าขันมากก็คือ เมื่อเสียงระฆังสัญญาณสวดมนต์ดังขึ้นจากโบสถ์ใกล้ๆ แว่วมา ตาครูบ้านนอกคนนี้จะหยุดบรรยาย แล้วลงนั่งคุกเข่ากับพื้นสวดมนต์อยู่สักอึดใจหนึ่งแล้วจึงกลับมาสอนต่อ
ในยุคนั้นบรรยากาศทางดนตรีในกรุงเวียนนา ถูกแบ่งค่ายออกเป็นสองฝ่ายใหญ่ๆ อย่างชัดเจน คือฝ่ายของ ริชาร์ด วากเนอร์ (Richard Wagner) และฝ่ายของ โยฮันเนส บรามส์ บรูคเนอร์นั้นยกย่อง, บูชาวากเนอร์เป็นชีวิตจิตใจ ฝ่ายของบรามส์ดูจะได้เปรียบกว่าในสงครามสื่อเพราะกลุ่มนักวิจารณ์อันทรงอิทธิพลแห่งกรุงเวียนนาที่นำโดย เอดูอาร์ด ฮันสลิค (Eduard Hanslick) นั้น เลือกยืนอยู่ข้างบรามส์ โดยแน่ชัดและพร้อมจะโจมตีกลุ่มวากเนอร์อยู่เสมอๆ แต่ทว่า ผลงานของวากเนอร์นั้น มีความแข็งแกร่งอยู่ในตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาสื่อหรือนักวิจารณ์มากนัก เป้าหมายการโจมตีจึงพุ่งมาสู่ อันโตน บรูคเนอร์ เต็มๆ เขาถูกผลักให้เข้ามาเป็น เด็กวากเนอร์ ไปโดยปริยาย เป็นจุดอ่อนของกลุ่ม กลายเป็น กันชนจำเป็น ให้กับกลุ่มวากเนอร์
ผลงานซิมโฟนีของเขาจึงถูกวิจารณ์ โดยนักวิจารณ์ดนตรีอย่าง
ฮันสลิคที่สับแหลกจนไม่เหลือชิ้นดี ตีบรูคเนอร์ได้ ก็เสมือนตีกระทบวากเนอร์ไปได้ในทางอ้อม บรูคเนอร์นั้นทั้งกลัว, ทั้งเกรง เอดูอาร์ด ฮันสลิค เป็นกำลัง มักซ์ กรัฟ เล่าว่า ในสมัยที่เขาเรียนที่มหาวิทยาลัยเวียนนานั้น ในยามที่บรูคเนอร์เสร็จสิ้นจากการสอน และบังเอิญต้องเดินสวนกับฮันสลิค (เขามาสอนวิชาดนตรีวิทยา และกรัฟ ก็เป็นศิษย์ของฮัน
สลิคด้วยเช่นกัน) บรูคเนอร์จะทำการโค้งคำนับ ฮันสลิคด้วยความอ่อนน้อมและเดินตัวลีบผ่านไปอย่างอึดอัด
ขอย้อนกลับมากล่าวถึงเสียงดนตรีซิมโฟนีของบรูคเนอร์ ในบางส่วนที่มันสอดคล้องกับความเป็นตัวตนในชีวิตจริงของเขาบ้าง นั่นก็คงจะเป็นส่วนที่เรียกว่า สำนึกแห่งศาสนาที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงดนตรีซิมโฟนีของเขาในส่วนที่มักจะเป็นทำนองรองหรือการประสานเสียงที่ให้เสียงแห่งความเมตตา, ความปลื้มปีติ ความจริงข้อสำคัญของบรูคเนอร์ก็คือเขาเป็นนักออร์แกนในโบสถ์ฝีมือดีมาก่อน นอกจากเสียงกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองอันทรงพลังที่บรูคเนอร์มักจะเขียนการบรรเลงให้เสมือนลีลาเสียงออร์แกนในโบสถ์แล้ว เสียงประสานในช่วงอ่อนโยนในซิมโฟนีของเขาก็มักจะแฝงเสียงแห่งความเมตตาอ่อนโยน หรือบางช่วงก็ไปถึงความรู้สึกอันศักดิ์สิทธิ์ได้เช่นเดียวกัน
ในกรณีนี้ผู้เขียนคิดว่าตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ในท่อนที่สองจากซิมโฟนีหมายเลข 7 ในบันไดเสียง อีเมเจอร์ของเขา ในท่อนนี้บรูคเนอร์ใช้ฉันทลักษณ์การประพันธ์แบบโซนาตามาตรฐาน (Sonata Form) ในช่วงที่เขาจะส่งดนตรีเข้าสู่ส่วนพัฒนาการ (Development) นั้น บรูคเนอร์ใช้การเปลี่ยนบันไดเสียงที่สร้างสีสัน อันศักดิ์สิทธิ์และสูงส่ง (น่าเสียดายที่สุดที่ผู้เขียนไม่อาจเปิดเสียงให้ท่านผู้อ่านได้ฟังไปด้วยในตอนนี้ได้) มันคือการเปลี่ยนบันไดเสียงที่ทรงประสิทธิภาพสูง ซึ่งผู้ฟังต้องแยกโสตประสาท ฟังแนวรองๆให้ได้ยินว่ามันสามารถช่วยในการเปลี่ยนสีสันอันมหัศจรรย์นี้ได้อย่างไร
บรูคเนอร์สร้างความรู้สึกต่อผู้ฟังราวกับม่านเมฆเบื้องบนที่เปิดกว้างขึ้น และทันใดนั้นก็มีแสงสว่างจากเบื้องบนส่องลงมา และ……และ….บรูคเนอร์ก็นำพาเรา (ผู้ฟัง) ลอยขึ้นไปสู่ม่านเมฆที่เปิดกว้างขึ้นนั้น ผู้เขียนยังไม่เคยได้ฟังการส่งเข้าส่วนพัฒนาการในซิมโฟนีบทใดที่จะสร้างมิติความปีติและศักดิ์ได้เทียบเท่า ท่อนที่สองจากซิมโฟนีหมายเลข 7 ของ
บรูคเนอร์บทนี้ได้เลย
ผู้เขียนพรรณนาความรู้สึกข้างต้นนี้ได้อย่างไม่เกรงกลัวต่อข้อครหา หากท่านผู้อ่านจะชี้หน้าประณามว่า เพ้อเจ้อ แน่นอนมันคือสภาวะแห่งอัตวิสัยอย่างปฏิเสธไม่ได้ (อัตวิสัยไม่ได้แปลว่าโกหก) มันเป็นความรู้สึกจากใจจริงที่รู้สึกได้กับเสียงดนตรีของบรูคเนอร์ มันก็เป็นเรื่องเรียบๆ ง่ายๆ แค่นั้นเอง ยังมีเรื่องราวความเฉิ่ม, ความเชย ของบรูคเนอร์อีกมากมาย (คงต้องมีตอนสอง!) บุรุษใสซื่อผู้สร้างทั้งเสียงดนตรีและเรื่องราวมากมายอันเป็นตำนานชวนให้โจษขานกันอย่างไม่รู้จบสิ้น
ผู้เขียนขอสารภาพว่าเขียนถึงด้วยความรู้สึกส่วนตัว, ความรู้สึกเคารพ, ทึ่ง และซาบซึ้งในเสียงดนตรีอันเปี่ยมด้วยศรัทธาอันศักดิ์สิทธิ์ต่อศาสนาของเขา (แม้ว่าผู้เขียนกับบรูคเนอร์จะนับถือศาสนาต่างกันก็ตาม)
ความซาบซึ้งนี้ผู้เขียนต้องการจะถ่ายทอดส่งต่อมาถึงผู้อ่านทุกๆ ท่าน มันจะส่งผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็ต่อเมื่อท่านได้ฟังดนตรีของเขาซ้ำแล้วซ้ำอีกไปด้วย (ประดุจการฟังเทศน์, ฟังธรรมที่เหล่าศาสนิกชนต้องฟังกันตลอดชีวิต) เพื่อให้เรา รู้สึก ได้ถึง สาร ในภาษาดนตรีแห่งความปีตินี้ร่วมกัน

