ในความหมายของ “รถไฟ” นอกจากเป็นยานพาหนะระบบราง ที่ใช้โดยสารและขนส่งแล้ว ในอดีตเมื่อเกิดภาวะสงคราม “รถไฟ” ได้กลายสภาพเป็น “รถไฟสงคราม” มีหน้าที่ขนส่ง ลำเลียงทหารกำลังพลเพื่อส่งต่อไปยังเขตสู้รบ
ปัจจุบัน “รถไฟ” ยังเพิ่มบทบาทในฐานะ “สัญลักษณ์” และตัวแทนกระจายความเจริญไปยังพื้นที่ต่างๆ
ขณะที่ในบริบททางการเมือง “รถไฟ” เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือนำพา “โฆษณาชวนเชื่อ” ทางการเมืองให้ขจรขจายด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ในยุคผู้นำนาซีเยอรมนี “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” เขาใช้รถไฟเพื่อเดินทางเผยแพร่นโยบายและพบปะผู้คนได้ทั่วประเทศ
รถไฟของฮิตเลอร์ มีชื่อเรียกชวนฉงนว่า “อเมริกา” หรือในชื่อภาษาเยอรมนี “เรอร์ซอนเดอร์ซูก” ที่หมายความว่า “รถไฟพิเศษของท่านผู้นำ”
ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองถูกเขียนขึ้นบนรถไฟขบวนนี้ รวมทั้งชี้ชะตาโศกนาฏกรรม และจัดการประชุมครั้งสำคัญกับ ประมุขแห่งรัฐฝรั่งเศส จอมพล “ฟิลิป เปแตง” ไปจนถึงนายกรัฐมนตรีเผด็จการชาตินิยมฟาสซิสต์ “เบนิโต มุสโสลินี” แห่งอิตาลี นายพลเผด็จการ “ฟรานซิสโก ฟรังโก” ของสเปน ต่างเคยขึ้นรถไฟขบวนนี้ แม้กระทั่งที่ว่ารถไฟยุทธศาสตร์นี้ก็เคยเป็นเป้าหมายในการลอบสังหารผู้นำนาซีด้วยเช่นกัน
“Hitler’s Steel Beast” คือหนังสารคดีเกี่ยวกับ “ม้าเหล็กยามสงคราม” ของฮิตเลอร์ โดยพาไปติดตามดูความทะเยอทะยานของผู้นำนาซี ความชื่นชอบในเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากพอกับความบ้าคลั่งในอำนาจของเขา

เป็นที่รู้กันดีว่า “ฮิตเลอร์” นั้น มีความเชี่ยวชาญในฐานะ “นักโน้มน้าว” จนดูเหมือนว่าเขาเข้าใจความรู้สึกผู้คนในเวลานั้น พร้อมกับการมีคำปราศรัยที่จุดอารมณ์ผู้ฟังได้ เพราะมันเต็มไปด้วยทั้งความโกรธ และลุ่มหลงด้วยแนวคิดตัวเอง
ฮิตเลอร์มองเห็นว่าการจะเข้าถึงใจคนได้ เขาต้องออกไปพบผู้คนเหล่านั้นด้วย
และก่อนหน้านักการเมืองคนใดในยุคนั้น ต้นทศวรรษ 30 ในช่วงฮิตเลอร์ครองอำนาจบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จึงสั่งให้สร้างรถไฟพิเศษเพื่อใช้เดินทางไปปรากฏตัวทั่วเยอรมนี
ความต้องการ “รถไฟแบบพิเศษ” ในระดับที่ทัดเทียมกับอำนาจของเขา นำมาสู่การสร้างรถไฟยักษ์ลากโดยหัวรถจักรสองหัว มีตู้สื่อสาร ตู้บัญชาการ ตู้นอน พร้อมติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานคุ้มกัน รวมเวลาที่ใช้ออกแบบและก่อสร้างนาน 2 ปี
ส่วนผู้โดยสารของรถไฟขบวนนี้นอกจากตัวผู้นำนาซีแล้ว ที่เหลือจะเป็นทหารทีมยุทธศาสตร์รบ ทหารคุ้มกันส่วนตัว ตำรวจรถไฟ และเจ้าหน้าที่ในกองทัพเยอรมัน ทั้งหมดเป็นเมืองย่อมๆ บนรางรถไฟกับผู้คน 200 คน
พร้อมให้ชื่อเรียกแบบง่ายติดปากกับรถไฟขบวนนี้ว่า “อเมริกา” ด้วยเพราะฮิตเลอร์เชื่อมโยงชื่อนี้กับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอินเดียนแดงด้วยนั่นเอง
ขบวนรถไฟสาย “อเมริกา” ในแบบฮิตเลอร์ที่มีความยาว 430 เมตร หนัก 1,200 ตัน เดินทางด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จัดเป็นยานพาหนะทันสมัยที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดขณะนั้น

“อเมริกา” ถูกออกแบบให้เป็น “ป้อมปราการนาซี” บนรางรถไฟ มีการติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานบนหัวรถไฟ 4 ชุด และด้านหลังขบวนรถไฟอีก 4 ชุด เป็นปืน 20 มิลลิเมตร ที่มีพิสัยยิงไกลภาคพื้นถึง 4.7 กิโลเมตร สามารถยิงใส่วัตถุบนพื้นไปจนถึงรถยนต์ขนาดเบาที่เข้าใกล้รถไฟ รวมทั้งยังติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานที่มีพิสัยการยิงในแนวดิ่งสูงถึง 2,500 เมตร
รถไฟพิเศษของผู้นำนาซี…เป็นการสำแดงสัญลักษณ์แห่งอำนาจอย่างชัดเจน
เมื่อจุดประสงค์แรก “ฮิตเลอร์” ใช้รถไฟนี้เพื่อแสดงว่าเขาใกล้ชิดกับผู้คน ซึ่งการเดินทางออกพบปะผู้คนแต่ละครั้งจะมีการเตรียมการและคุ้มกันอย่างแน่นหนา ทั้งการเรียกระดมพลทหารนับร้อยคน เพื่อมายืนคุ้มกันราง สะพาน อุโมงค์ และสถานี-ชานชาลา
กระทั่งช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง “ฮิตเลอร์” ปรับเปลี่ยนใช้รถไฟขบวนนี้เป็นหนึ่งใน “ฐานบัญชาการวางแผนสู้รบ” นั่นทำให้การเดินทางด้วยรถไฟช่วงนี้มีการคุ้มกันยิ่งขึ้นไปอีก หลายครั้งต้องมีขบวนรถไฟหลอกวิ่งล่วงหน้า 20-30 นาที บางครั้งก็มีวิ่งตามหลัง เพื่อสร้างความสับสน
ตัวรถไฟจะถูกตรวจสอบความปลอดภัยตลอดเวลาที่จอดนิ่งอยู่ที่ชานชาลา ทั้งการใช้สุนัขดมกลิ่นระเบิด ตรวจสอบอาหารและเครื่องดื่มตลอดจนสัมภาระที่นำขึ้นรถไฟ ไม่นับว่าโดยปกติแต่ละมื้ออาหาร ฮิตเลอร์จะมีคนชิมอาหารก่อนให้ทุกมื้อ ส่วนพนักงานบนรถไฟมีการตรวจสอบคัดสรรมาอย่างระมัดระวังและเข้มงวด ด้วยกฎเกณฑ์ที่ต้องเป็นชาวอารยันเท่านั้น โดยหน่วยเอสเอสจะตรวจสอบเชื้อสายย้อนไปจนถึงปี 1750
“โปล มาลมาสซารี” นักประวัติศาสตร์รถไฟสงคราม เล่าว่า เวลารถไฟแล่นจะมีเครื่องบินบินนำหน้าไปจอดรอที่ลานบินที่กำหนดไว้ และยังมีรถเบนซ์หุ้มเกราะวิ่งตามรถไฟมา เพื่อให้เรียกใช้งานได้ตลอดเส้นทาง
ที่สำคัญต้องไม่มีใครรู้ว่า “อเมริกา” ไปไหนมาและจะไปไหนต่อ เอกสารทุกฉบับที่ทำขึ้นตลอดการเดินทางในทุกสถานี แม้แต่โน้ตเล็กๆ น้อยๆ จะถูกทำลายทิ้งตอนหมดวัน
อย่างไรก็ดี หนังสารคดีได้สะท้อนให้เราเห็นว่า ฮิตเลอร์มีภาวะความหวาดระแวงสูงเทียบเท่ากับภาวะคลั่งความยิ่งใหญ่ เพราะในช่วงที่ต้องวางยุทธศาสตร์สู้รบ และพบปะนัดสำคัญบนรถไฟ ถึงขนาดมีการสร้างอุโมงค์ยาว 480 เมตร สูง 20 เมตร เป็นเกราะกำบังให้รถไฟของท่านผู้นำจอดได้นิ่งสงบปลอดภัย


และที่ ตลกร้าย แต่ก็น่าหวาดหวั่น คือ หลังจากฮิตเลอร์มีรถไฟส่วนตัวที่ออกแบบเป็นพิเศษแล้ว จากนั้นไม่นานบรรดาคนใหญ่คนโตของเผด็จการนาซีระดับผู้บัญชาการต่างสั่งให้สร้างรถไฟส่วนตัวให้ตัวเอง โดยยึดต้นแบบจากรถไฟของฮิตเลอร์ อาทิ “เกอริง” ผู้นำกองทัพอากาศ “ฮิมม์เลอร์” ผู้บัญชาการหน่วยเอสเอส ต่างอยากได้รถไฟส่วนตัว เพื่อพาพวกเขาเดินทางไปทั่วทุกที่เช่นกัน
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้นจึงมีรถไฟพิเศษมากถึง 25 ขบวน โดยมีชื่อเรียกที่ใช้ความเชื่อมโยงเดียวกับชื่อ “อเมริกา” มีตั้งแต่ เอเชีย แอฟริกา แอตลาส แอตแลนติก ปรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ภายหลังสหรัฐอเมริกาตอบโต้กลับในสงครามโลกครั้งที่สอง ชื่อรถไฟ “อเมริกา” จึงถูกยกเลิกการเรียก และหันมาเรียกว่า “รถไฟพิเศษของท่านผู้นำ” หรือ “เรอร์ซอนเดอร์ซูก” แทน
แม้ข้อมูลของรถไฟขบวนนี้ในปัจจุบันมีไม่มากนัก เพราะช่วงใกล้แพ้สงคราม นาซีไม่ต้องการให้ตู้รถไฟตกอยู่ในมือฝ่ายสัมพันธมิตร จึงได้ระเบิดและเผาทำลายตู้รถไฟไปเกือบหมด โดยเฉพาะตู้รถส่วนตัวของฮิตเลอร์ไม่มีเหลือรอดแม้แต่ตู้เดียว จะหลงเหลือร่องรอยให้แกะรอยก็เพียงไม่กี่ตู้เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ใช่ตู้รถไฟส่วนยุทธศาสตร์แท้จริงที่ฮิตเลอร์ใช้ทำงานหรือพักผ่อน
“Hitler’s Steel Beast” เป็นหนังสารคดีที่จะพาเราย้อนเวลากลับไปดูว่ารถไฟขบวนนี้ออกแบบมาอย่างไร มีการสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่เพื่อรักษาความปลอดภัยอย่างไร ชีวิตบนรถไฟเป็นอย่างไร และแม้จะไม่มีใครโจมตีรถไฟขบวนนี้ได้ แต่ที่สุดความยิ่งใหญ่ของรถไฟขบวนนี้ก็หลงเหลือไม่มากนัก และผู้คนก็ได้ยินเพียงชื่อเรียกของมันเท่านั้น


