‘ศรีศักร’ ชี้ปมครอบครอง ‘หนังสือบุด’ เมืองนคร แนะ ‘ออมชอม’ อย่าใช้กม. เหตุผู้ซื้อรู้เท่าไม่ถึงการณ์
สืบเนื่องกรณีสมุดข่อย หรือ ‘หนังสือบุด’ เก่าแก่สูญหายจากศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ต่อมา พบว่าถูกโจรกรรมเพื่อจำหน่ายในตลาดมืด กระทั่งพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ตั้งศูนย์บิณฑบาตคืนเป็นสมบัติชาติ ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เตรียมขออนุมัติขอออกหมายจับ ซึ่งเบื้องต้นมีการเปิดเผยว่ามีบุคลากรภายในเกี่ยวข้อง
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม เวลา 13.00 น. ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ สวนโมกข์ กรุงเทพฯ มีการจัดเสวนา ‘พลิกพับบุดสมุดข่อยโบราณ สมบัติชาติ และมรดกทางภูมิปัญญาอันหาค่ามิได้’
ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์เจ้าของรางวัลฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า หนังสือบุด หรือสมุดข่อยที่หายไป เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวนครศรีธรรมราช เป็นฐานของประวัติศาสตร์สังคม การที่คนออกมาเคลื่อนไหวตามหาหนังสือบุดที่หายไปในครั้งนี้ เป็นเรื่องดี เห็นได้ว่าในข่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้หลายครั้ง ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการที่รัฐออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าของวัฒนธรรมในท้องถิ่น เช่น กรณีคัดค้านการย้ายโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ไปยังพช. อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึงกรณีเรือนไม้ที่จังหวัดแพร่ จนกระทั่งกรณีหนังสือบุดนครศรีธรรมราช ย้อนกลับไปหลายปีก่อน มูลนิธิโตโยต้าเคยให้ทุนในการจัดการเอกสารโบราณทั้งในประเทศไทยและลาว ซึ่งตนก็เข้าร่วมด้วย โดย 2 แห่งที่ให้ความสำคัญมากคือ 1. มรภ.นครศรีธรรมราช 2.ม.มหาสารคาม เอกสารเหล่านี้สะท้อนการเป็นสังคมลายลักษณ์ที่เจริญแล้ว มีบันทึกความทรงจำ ผลิตด้วยใจ มีความสวยงามจากความศรัทธา
ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร กล่าวว่า สมุดข่อย ซึ่งทางภาคใต้เรียกว่า หนังสือบุด ยังปรากฏในภาคอื่นๆ ทั้งภาคกลาง และภาคเหนือ เนื้อหาหลากหลาย ทั้ง กฎหมาย เช่น กฎหมายตราสามดวง วรรณคดี และคัมภีร์ทางพุทธศาสนา
อย่างไรก็ตาม เอกสารเหล่านี้ลดความสำคัญลงไปหลังจากสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา เมื่อมีการศึกษาในระบบโรงเรียน แต่ในท้องถิ่นหลายแห่งก็ยังให้ความสำคัญ และเก็บรักษาต้นฉบับที่ตกทอด ในขณะที่บางส่วนถูกนำมาบดละเอียดเพื่อทำมวลสารสำหรับเครื่องรางของขลัง รวมถึงนำออกขายไปต่างประเทศซึ่งน่าเสียดายมาก
“พวกนักเล่นโบราณวัตถุ ตีมูลค่าเป็นเงิน เป็นเรื่องซื้อขาย แต่คุณค่าวัดไม่ได้ ประเมินไม่ได้ เป็นภูมิปัญญา และความภาคภูมิใจของชุมชน สะท้อนรากเหง้า แต่เรากลับหลงลืม ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ให้ความสำคัญมาก มีการสนับสนุนให้ปริวรรต หรือถ่ายถอด อ่านแปลเพื่อให้คนปัจจุบันเข้าใจ แต่กลับมีคนเอาไปป่น ทำพระ ทำมวลสาร การเคลื่อนไหวเพื่อขอคืนหนังสือบุดในครั้งนี้ เป็นการเคลื่อนไหวโดยคนใน ไม่ใช่กรมศิลปากร ซึ่งนำไปเก็บโชว์ เห็นแค่รูปแบบศิลปะ ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อความหมาย และบริบทสังคมในเชิงมานุษยวิทยา” ศาสตราจารย์ศรีศักรกล่าว และว่า อย่างไรก็ตามกรณีนี้อยากเรียกร้องให้ออมชอม อย่าใช้กฎหมาย เพราะคนที่ซื้อไปรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอให้ใช้โอกาสนี้ทำให้สังคมมองเห็นถึงความหมายและคุณค่าเพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป หากได้หนังสือบุดคืนมาแล้ว ขอให้เก็บอย่างปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมาย อาจทำจำลอง และตีแผ่ความรู้สู่สาธารณะ


