หน้าแรก ประชาชื่น ชวนคุย-อ่าน&#...

ชวนคุย-อ่าน”อินดี้บุ๊ก” กับเรื่องราวของคนรักหนังสือ

29.07.16 | 15:26 น.

ในยุคที่กระแสของหนังสือเฉพาะกลุ่ม หรือบางคนอาจจะเรียกว่า “หนังสืออินดี้” กำลังเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดสำนักพิมพ์ขนาดเล็กมากมาย

แต่ละแห่งเลือกสรรหนังสือดีน่าอ่านออกมาตีพิมพ์หลายเล่ม แต่น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้ประชาสัมพันธ์ให้คนได้รู้จัก สำนักพิมพ์มติชนจึงร่วมกับสำนักพิมพ์อินดี้ต่างๆ 25 สำนักพิมพ์ จัดจำหน่ายหนังสือของสำนักพิมพ์อินดี้ เพื่อให้กระจายไปทั่วประเทศ และเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย

ซึ่งแต่ละสำนักพิมพ์ล้วนมีเอกลักษณ์โดดเด่น และมีความน่าสนใจ แตกต่างกันไป

อย่าง “บทจร” สำนักพิมพ์น้องใหม่ในแวดวงวรรณกรรมแปล ที่มี วรงค์ หลูไพบูลย์ เป็นผู้ก่อตัง

วรงค์เล่าว่า บทจรเป็นสำนักพิมพ์ที่ไม่ได้วางเป้าหมายเพื่อธุรกิจ แต่เป็นการการตอบโจทย์ตัวเอง จากสิ่งที่ได้รับมาจากการเสพงานศิลปะ ทั้งดูหนัง ฟังเพลง และอ่านหนังสือ

Advertisement

เนื่องจากเป็นนักอ่านคนหนึ่ง วรงค์ จึงสนใจและเชื่อเรื่องการอ่าน และเปิดสำนักพิมพ์ บทจรขึ้น

“จุดยืนของสำนักพิมพ์ คือ ความเชื่อว่า การอ่านการวรณกรรมเป็นการบ่มเพาะตัวเองอย่างหนึ่ง จากความเชื่อที่ว่าเราสามารถเป็นคนที่เข้าท่าขึ้นได้จากการอ่านวรรณกรรม ขณะเดียวกันก็อยากท้าทายว่าความเชื่อนี้ด้วยว่า จริง หรือ ไม่ และมันหมดสมัยไปแล้วหรือเปล่า จึงพิมพ์หนังสือวรรณกรรมออกมา แต่เราจะไม่ได้สนใจแค่ตัวหนังสือหรือตัวบท แต่เราสนใจว่าแต่ละคนอ่านแล้วเขาคิดยังไง รู้สึกยังไงด้วย”

บทจร จึงเลือกตีพิมพ์หนังสือค่อนข้างร่วมสมัย และพยายามเลือกให้กว้างขวาง หนังสือทั้ง 5 เล่มที่ออกมา จึงมาจากนักเขียนคนละประเทศ ได้เเก่ เรื่อง “สุดชีวิต” ของแอลิซ มันโร นักเขียนชาวแคนาดา, “หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง” ของอิตาโล คัลวีโน นักเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศอิตาลี, “รวมเรื่องคัดสรรจาก ข้อเขียนหลังมรณกรรมของนักประพันธ์ที่ยังมีชีวิตอยู่” ของ โรแบร์ท มูซิล นักประพันธ์ชาวออสเตรีย, “ความรักและและปีศาจตัวอื่นๆ” และ “รักเมื่อคราวห่าลง” ของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ

วรงค์ หลูไพบูลย์
วรงค์ หลูไพบูลย์

แม้หลายคนอาจจะมองว่าแนวคิดการหยิบวรรณกรรมมาแปล ค่อนข้าง “อินดี้” แต่วรงค์กลับมองอีกแบบ

“ผมว่าการจะบอกว่าหนังสือกลุ่มไหนอินดี้คงพูดยาก อย่าง ภาพยนตร์ หรือ เพลง ที่เรียกว่าที่อินดี้อาจจะคือการไม่ขึ้นกับความนิยมหลักหรือผลิตในอุตสาหกรรมหลัก มีความเป็นอิสระ แต่พอเป็นหนังสือ ก็ยังไม่แน่ใจเรื่องความหมาย เพราะสิ่งที่เราเลือกมาก็ไม่ได้ต่างจากหนังสือบางเล่มของสำนักพิมพ์ใหญ่ ดังนั้นคำว่าอินดี้สำหรับผม เป็นสิ่งที่คนอื่นมอง เราก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็คงไม่ใช่จุดที่เราจะรู้สึกว่าต้องตามกระแสนี้” เป็นมุมมองของ ผู้ก่อตั้งบทจร

แม้เป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็กแต่บทจรก็มีเป้าหมายที่จะสานต่อผลงานของนักเขียนที่นำมาตีพิมพ์ให้มีความต่อเนื่อง

“เราไม่อยากให้งานของนักเขียนที่เราเลือกมาตีพิมพ์ออกมาเล่มเดียวแล้วหายไปเลย อยากให้คนอ่านได้เห็นงานเขียนเล่มอื่นของเขาด้วย เพราะนักเขียนแต่ละคนเขียนงานแต่ละเล่มมีแนวคิดไม่เหมือนกัน นักเขียนหลายคนเรารู้จักเขาแค่ผิวเผิน รู้จักหนังสือเขาแค่เล่มเดียว ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผมเสียดาย”

อีกเป้าหมายที่วางในอนาคตของ วรงค์ คือจะเลือกวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้นมาตีพิมพ์ เช่น งานเขียนของ มาริโอ บาร์กัส โยซ่า นักเขียนชาว ลาตินอเมริกา เป็นนวนิยายผู้เผด็จการ เนื่องจากประเทศในลาตินอเมริกาเคยอยู่ภายใต้เผด็จการอย่างยาวนาน เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเมืองไทยยังไม่เคยเเปลหนังสือของเขามาก่อน เเละยังมีนักเขียนวรรณกรรมเกี่ยวกับการเมืองอีกหลายท่านที่สนใจจะตีพิมพ์ในอนาคต

วรงค์ ยังเล่าถึงภาพรวมของสำนักพิมพ์ขนาดเล็กในขณะนี้

“ถ้าพูดถึงสำนักพิมพ์ขนาดเล็กส่วนใหญ่มีปัญหาเดียวกัน คือลงทุนสูง คืนทุนช้า สำหรับบทจร ยังมีอีกปัญหาที่สำคัญ เพราะเรามีจุดมุ่งหมายที่หวังจะตอบอะไรกับคนอ่าน เเต่เราพบความเงียบมากเกินไป ไม่รู้ว่าคนอ่านคิดหรือรู้สึกอย่างไร”

ซึ่งบทจรมีความพยายามจะพูดคุยกับผู้อ่านเพื่อฟังเสียงตอบรับของเขา รวมถึงความร่วมมือกับสำนักพิมพ์มติชน ที่สืบเนื่องมาจากงาน INDIE BOOKS INDIE MONTH ที่เพิ่งผ่านมา และจะมีการช่วยกระจายหนังสือผ่านสายส่งและทางร้านของมติชน

“มติชนเป็นสำนักพิมพ์ใหญ่ เป็นกลุ่มสื่อที่มีช่องทางในการเข้าถึงผู้คน เราเองก็คาดหวังว่าอยากจะได้ยินเสียงของผู้อ่านผ่านทางนี้ เราอยากให้เขากล้าเข้ามาพูดคุย เล่าความรู้สึกและประสบการณ์ผ่านการอ่านวรรณกรรม เป็นสิ่งที่ผมคาดหวัง”

วรงค์ยังทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่งที่สำคัญกว่าการอ่านหนังสือจบแล้ว คือ คุณอ่านแล้วรู้สึกยังไง ยิ่งถ้าสามารถบอกเล่าความรู้สึกตรงนี้ให้คนอื่นฟังได้ ก็จะเหมือนการเดินทางร่วมกันกับคนอื่นอีกมากมายผ่านการอ่านวรรณกรรม ทำให้ความเป็นวรรณกรรมมันสมบูรณ์ขึ้น

“ถึงคนอ่านไปแล้ว ตอบกลับมาว่า ไม่สนุก ผมก็รับได้นะครับ ยินดีด้วยซ้ำ เพราะผมคิดว่าความเงียบ มันน่ากลัวว่าเสียงที่บอกว่า

อีกหนึ่งสำนักพิมพ์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อย่าง “Openworlds” ที่คัดสรรหนังสือแปลคุณภาพด้าน เศรษฐกิจ การเมือง ธุรกิจ ประวัติศาสตร์ และปัญญาความรู้หลากสาขา มากกว่า 50 เล่ม

วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง หนึ่งในผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโอเพ่นเวิลด์ส ว่า เกิดจากความสนใจ ความคิดที่อยากจะทำสำนักพิมพ์หนังสือแปล จึงได้ชักชวนกลุ่มที่สนใจอยากจะทำหนังสือร่วมกันที่มีทั้ง

นักคิด นักเขียน นักแปล นักออกแบบ อาจารย์ นักวิชาการ บรรณาธิการ มารวมกลุ่มกัน

สำนักพิมพ์ “โอเพ่นเวิลด์ส” จึงเกิดขึ้นพร้อมผู้ก่อตั้ง 8 คน คือ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, สฤณี อาชวานันทกุล, แอลสิทธิ์ เวอร์การา, กรมัยพล สิริมงคลรุจิกุล, พลอยแสง เอกญาติ, วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, ปกป้อง จันวิทย์ และ กฤดิกร เผดิมเกื้อกูลพงศ์

วรพจน์บอกอีกว่า ช่วงแรกสำนักพิมพ์เลือกแปลหนังสือทั้งหมด 3 กลุ่มเป็นหลัก กลุ่มแรกเป็นเรื่องความรู้พื้นฐานทั่วไป คือหนังสือ “ชุดความรู้ฉบับพกพา” กลุ่มที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองและความรู้ใหม่ เล่มแรกที่ตีพิมพ์คือเรื่อง “ทุนนิยมสร้างสรรค์” ส่วนสุดท้ายจะเป็นแนวประวัติศาสตร์

วรพงษ์ วงศ์กิจรุ่งเรือง
วรพงษ์ วงศ์กิจรุ่งเรือง

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ผลิตหนังสือตามความสนใจความถนัด โอเพ่นเวิลด์ส ค่อยๆ เติบโตขึ้นขยายการทำหนังสือที่อาจจะไม่ใช่ความสนใจของผู้จัดทำโดยตรง แต่เป็นองค์ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น งานแปลด้านวิทยาศาสตร์ สุขภาพการใช้ชีวิต และการศึกษา เป็นหนังสือเพิ่มพูนความรู้ที่หลากหลายขึ้น

“จุดยืนของโอเพ่นเวิลด์ส คือ เราคิดว่าจะทำหนังสือที่น่าจะมีประโยชน์เป็นการสร้างองค์ความรู้พื้นฐานให้กับสังคมในการต่อยอดต่อไป หนังสือที่เราทำออกมานอกจากจะคำนึงถึงเรื่องตลาดแต่เราก็เชื่อว่าหนังสือที่เราทำเป็นองค์ความรู้กับสังคมได้”

“เรามีหนังสือเด่นและน่าสนใจหลายเล่ม อย่าง หนังสือเรื่อง “The Sixth Extinction ประวัติศาสตร์นับศูนย์ : สู่การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6″ เป็นหนังสือสารคดี คนเขียนเป็นนักข่าวที่ศึกษาเรื่องการสูญพันธุ์ของโลกซึ่งผ่านมาแล้ว 5 ครั้ง ทุกครั้งจะมีสัญญาณและเหตุการณ์ต้นเหตุ และในหนังสือพูดถึงเหตุการณ์ครั้งที่ 6 ที่เกิดขึ้นเร็วที่สุด ความสนุกของหนังสือเล่มนี้คือรูปแบบของคนเขียนที่บอกเล่าจากการลงพื้นที่จริง พาไปดูความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ต่างๆ ในโลกซึ่งเป็นสัญญาณของการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6”

“หนังสือเรื่อง “Being mortal ตาย-เป็น” พูดถึงการแพทย์สมัยใหม่ที่พยายามรั้งชีวิตคนให้อยู่นานที่สุด แต่อาจจะละเลยมิติของศักดิ์ศรีและความหมายของการมีชีวิตในบั้นปลายไป และหนังสือเรื่อง “Creative Schools โรงเรียนบันดาลใจ” คำถามสำคัญ

ในหนังสือเล่มนี้คือ การศึกษาที่วัดโดยมาตรฐานเดียวกัน มันทำลายความสร้างสรรค์ของแต่ละคนที่มีความถนัดความชอบหลากหลายไปหรือเปล่า และยังอธิบายถึงการปรับหลักสูตร ครู และโรงเรียนให้เป็น Creative Schools จะต้องทำอย่างไร”

หลายคนอาจคิดว่า สำนักพิมพ์เล็กมีเรื่องอุปสรรคมาก แต่ วรพจน์ มองว่าสำนักพิมพ์เล็กก็มีข้อดีเช่นกัน

“ความเป็นสำนักพิมพ์เล็กมันก็มีข้อดี คือความคล่องตัว ยิ่งช่วงนี้เจอปัญหาเรื่องเศรษฐกิจไม่ดี คนซื้อหนังสือน้อยลง สำนักพิมพ์ขนาดเล็ก หนังสือที่ผลิตออกมามีความชัด ยิ่งมีแฟนประจำระดับหนึ่งยิ่งทำให้ได้รับผลกระทบน้อย แต่เราคงไม่อาจเทียบสำนักพิมพ์ใหญ่ ที่เป็นทั้งสายส่งและโรงพิมพ์ ซึ่งเขาสามารถลดค่าใช้จ่ายบางส่วนและเข้าถึงคนอ่านได้มากกว่า ขณะที่สำนักพิมพ์เล็กเรามีเรื่องของส่วนแบ่งค่าฝากขาย ต้นทุนต่อหน่วยในการตีพิมพ์ที่มากกว่า”

ความร่วมมือกับมติชนจึงเป็นส่วนช่วยลดปัญหาที่สำนักพิมพ์ขนาดเล็กต้องเจอ วรพจน์บอกว่า ทางสำนักพิมพ์มติชนมีแนวคิดที่จะช่วยเหลือสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก โดยมีกิจกรรมทั้งเทศกาล INDIE BOOKS INDIE MONTH ที่เพิ่งผ่านมาและยังจะช่วยนำหนังสือของสำนักพิมพ์ขนาดเล็กไปฝากขายด้วย

“เราเห็นความตั้งใจของมติชน ที่พยายามหาพื้นที่ให้สำนักพิมพ์เล็กๆ อยู่ได้” วรพจน์ทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจหนังสือสำนักพิมพ์อินดี้ สามารถสั่งซื้อได้ผ่านทางเว็บไซต์ www.matichonbook.com
และเฟซบุ๊ก Buy Matichon books และที่ร้านหนังสือมติชนบุ๊กคลับ