อาศรมมิวสิก โดย สุกรี เจริญสุข : ปรีชา ธรรมพิภพ เพลงในแผ่นเสียง เทป และซีดี

16.08.20 | 12:01 น.

ผมได้รู้จักและร่วมงานกับคุณปรีชา ธรรมพิภพ นานแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 เริ่มที่ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาผ่านฟ้า ถนนราชดำเนิน ในฐานะที่คุณปรีชา ธรรมพิภพ เป็นคนขยันมาก เป็นเจ้าของเครื่องเสียง เครื่องมืออุปกรณ์บันทึกเสียง เป็นคนที่รู้เรื่องการบันทึกภาพและเสียงเป็นอย่างดี ยังมีฐานะเป็นผู้ให้การสนับสนุนงานดนตรีและศิลปะการแสดงด้วย โดยเฉพาะดนตรีพื้นบ้าน ดนตรีไทย บทพระสวดและพระเทศน์ คนส่วนใหญ่เห็นภาพคุณปรีชาเป็นพ่อค้าแผ่นเสียง พ่อค้าเทป พ่อค้าซีดี พ่อค้าเพลง เป็นภาพของนักธุรกิจมากกว่าจะเป็นผู้รักงานศิลปะการแสดงหรือเป็นนักวิชาการ คุณปรีชายังเป็นนักขยันเก็บข้อมูล และให้การสนับสนุนงานศิลปะการแสดงด้วยความศรัทธาสูง

วันเวลาของบริษัทผู้ผลิตแผ่นเสียงผ่านไปเร็ว บริษัทแผ่นเสียงบริษัทเทปหมดอายุ ค่ายเพลงก็หมดเวลา รวมทั้งบริษัทซีดีเพลงก็หมดอายุลงอย่างรวดเร็ว ทำให้วิถีชีวิตนักร้องนักดนตรีเปลี่ยนไป โรงงานแผ่นเสียงปิดตัวลง โรงงานเทปโรงงานซีดีก็หยุดกิจการ รวมทั้งบริษัทที่เป็นค่ายเพลงก็ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงาน เข้าสู่ระบบผลิตงานเพลงแบบใหม่ วงจรนักร้องนักดนตรีแบบใหม่ รวมทั้งกระบวนการและธุรกิจที่เกี่ยวกับการผลิตเพลงก็ใช้วิธีแบบใหม่หมด ทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวกับโรคระบาดโควิด-19 แต่เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยน

ทุกครั้งที่ผมนั่งรถไปกับคุณปรีชา ไปทำงานดนตรี อาทิ งานเก็บข้อมูลเพลงพื้นบ้าน เก็บงานแสดงดนตรีทุกรูปแบบ งานที่ต้องการข้อมูลคุยกับศิลปินเก่าศิลปินใหม่ ก็จะชวนคุณปรีชาไปด้วย นอกจากเป็นคนที่รู้ใจแล้ว ยังเป็นพรรคพวกที่สนใจเรื่องเพลงดนตรีเหมือนกัน แม้จะทำงานกันคนละมิติ แต่สามารถเอื้อข้อมูลและให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ก็เป็นคนร่วมสมัยที่ผ่านชีวิตแบบเดียวกัน ยิ่งได้คุยเรื่องเพลง เรื่องชีวิตนักร้อง นักแต่งเพลง บรรยากาศดนตรีในอดีตก็ยิ่งทำให้สนุกใหญ่ คุยไปคุยมาก็เริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่คุยกันนั้นได้หายไปจากสังคมหมดแล้ว ไม่มีใครสนใจ ข้อมูลทั้งหลายอยู่กับบุคคลและคนอื่นก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้ นอกจากคนที่สนิทสนมจึงเล่าให้ฟัง ไม่มีใครเก็บบันทึกไว้ เป็นเพียงพงศาวดารกระซิบ เป็นวรรณกรรมเพลงชีวิต เพลงเล่าเรื่องจากปากคนเท่านั้น ไม่มีคนเขียน ไม่มีคนรู้ ไม่มีคนจำ และไม่มีคนสนใจ ทั้งที่เป็นหุ้นส่วนชีวิตและเป็นบรรยากาศของสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง

เมื่อจะหาข้อมูลว่า แผ่นเสียงเข้ามาในเมืองไทยเมื่อไหร่ ระบบการขายแผ่นเสียงขายอย่างไร เพลงอะไรดังและขายได้ ทำไมถึงดังเพราะเปิดฟังผ่านวิทยุ วิธีการทำให้เป็นเพลงดัง การจ้างนักจัดรายการเปิดเพลงเพื่อเชียร์เพลง นักแต่งเพลงเอาแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงมาจากไหน นักร้องมีต้นแบบที่ไหน การฝึกร้องเพลงทำอย่างไร นักดนตรีมีวิธีเรียนรู้การเล่นดนตรีกันอย่างไร ใครมาจองซื้อแผ่นเสียงที่จะออกก่อน จะต้องเก็บแผ่นเสียงเพลงที่ออกใหม่เอาไว้ให้ใคร นักจัดรายการวิทยุจะเชียร์เพลงใคร

ความรู้ที่เกี่ยวกับบริษัทผลิตเทป โรงงานผลิตเทป ค่ายเทป การผันธุรกิจไปสร้างอุตสาหกรรมเพลง การสร้างโรงงานซีดี เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน โรงงานต้องสั่งเครื่องจักรใหม่ เปลี่ยนได้ไม่นานโรงงานต้องปิดอีก เกิดอะไรขึ้นกับวงการเพลง เมื่อมีการคุยกันในระหว่างทาง จึงเป็นที่มาของการเริ่มบันทึกพงศาวดารกระซิบเป็นตู้เพลงที่ปิดไว้และวรรณกรรมชีวิตจากปาก โดยที่ผู้รู้เป็นพจนานุกรมเพลงเคลื่อนที่ ซึ่งเหลืออยู่ไม่กี่คน บุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่ย่างเข้าสู่วัย 80 ปีแล้ว โอกาสที่จะลืมทุกสิ่งทิ้งทุกอย่าง โอกาสที่จะล้มหายตายจากไปวันไหนก็ไม่รู้ ซึ่งก็มีคุณปรีชาเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขประตูไปสู่ตู้เพลงเหล่านั้น สำหรับวันนี้จึงขอเริ่มที่คุณปรีชา ธรรมพิภพ ก่อน เพื่อจะเป็นการรองพื้นและเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ตู้เพลงคนอื่นๆ ต่อไป

Advertisement

คุณปรีชา ธรรมพิภพ เริ่มต้นชีวิตธุรกิจ โดยการช่วยเตี่ยขายอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ตลาดท้องสนามหลวงเมื่อปี พ.ศ.2504 เปิดร้านขายอุปกรณ์เครื่องไฟฟ้า วิทยุ โทรทัศน์ นาฬิกา แผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นเสียง แผ่นเสียง เครื่องเล่นเทป ปากกา แว่นตา และรับซ่อมเครื่องไฟฟ้าและนาฬิกา อยู่ที่สะพานควาย แล้วจึงได้ขยายเปิดตลาดขายอุปกรณ์ไฟฟ้าที่สนามหลวง ซึ่งเป็นแหล่งลูกค้า เป็นกิจการเสริม ทำให้กิจการก้าวหน้ารวดเร็ว นอกจากได้เรียนรู้ความต้องการของลูกค้าแล้ว ยังได้เรียนรู้แหล่งอุปกรณ์ออกใหม่ด้วย กลยุทธ์ของการขาย การให้บริการที่รวดเร็ว การเชียร์ลูกค้า การสร้างความเชื่อมั่น การขายเครื่องเล่นแผ่นเสียงพร้อมกับแผ่นเสียง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ความบันเทิงที่ใช้ไฟฟ้า ในยุคนั้นแผ่นเสียงเป็นอุปกรณ์บอกฐานะดีทางสังคม

การขายแผ่นเสียงที่ตลาดสนามหลวง มีเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ จะต้องไปรับแผ่นเสียงใหม่จากห้างเมโทร ห้างไทยนคร ที่ประตูน้ำ ยุคนั้นซึ่งมีเพลงที่ขายดีของแฮงก์ วิลเลียมส์ (Hank Williams) แพท บูน (Pat boone) สุรพล สมบัติเจริญ สมยศ ทัศนพันธ์ สุนทราภรณ์ เป็นต้น เมื่อเพลงขายดีแล้ว จึงผันตัวไปขายวิทยุและขายเครื่องเล่นแผ่นเสียง เมื่อมีเทปก็ขายเทป โดยเริ่มจากเทปเปล่าก่อน ต่อมาขายเครื่องเล่นเทปเป็นหลัก ซึ่งมีรายได้ดีกว่าสินค้าไฟฟ้าอย่างอื่น เมื่อสุรพลถูกยิงเสียชีวิต (16 สิงหาคม พ.ศ.2511) แผ่นเสียงเพลงของสุรพล สมบัติเจริญ ขายดีมาก แทบหมดตลาด

ในปี พ.ศ.2512 มีเทปคาสเซตที่สามารถบันทึกเสียงได้ แล้วลบเสียงออก บันทึกใหม่ได้ เฉพาะขายม้วนเทปเปล่าก็ขายดีมาก ลูกค้านิยมซื้อไปบันทึกเสียงเอง เสียงพูด เสียงเพลง เสียงจากการแสดง ในส่วนของแผ่นเสียงเริ่มมียอดขายที่ต่ำลง ยอดขายเทปเพลงคาสเซตขายดี ยอดขายพุ่งไปเป็นพันม้วนต่อสัปดาห์ (เสาร์-อาทิตย์) นอกจากขายเพลงในแผงตลาดสนามหลวงแล้ว ยังไปขายในงานเทศกาลกาชาด งานสินค้าราคาถูกของกระทรวงพาณิชย์ที่สี่แยกคอกวัว จึงต้องขยายเป็นร้านขายเพิ่ม

ระหว่างปี พ.ศ.2519-2522 เปิดแผงขายเทปที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นเจ้าแรกที่ขายเทปและขายเพลง เพลงในยุคนั้นเป็นยุคที่เพลงเพื่อชีวิตขายดี คาราวาน กรรมาชน คนกับควาย ขายดี ต่อมาก็มีซุ้มขายสินค้า มีทั้งนักศึกษาขายจริงและมีนักทำธุรกิจแผงขายของมากมาย ซึ่งเป็นตลาดที่มียอดขายเพลงดีมาก ยุคนั้นก็เริ่มมีการเรียกค่าคุ้มครองแผง หากไม่จ่ายค่าคุ้มครองแผงเทปก็ถูกเผา จึงต้องเลิกกิจการ

ในเดือนเมษายน พ.ศ.2523 ได้คิดวิธีและมีกระบวนการคิดขายส่ง เพราะมีบริษัทผลิตแผ่นเสียงและเทปขึ้นหลายเจ้า วิธีที่รวบรัดโดยรวมผลงานของทุกบริษัทให้มีที่ส่งอยู่แห่งเดียว จึงกลายเป็นบริษัทขายส่งแผ่นเสียงและเทปเกิดขึ้น เพื่อให้ความสะดวกแก่ลูกค้า เมื่อมาซื้อที่ร้านก็จะได้เพลงจากทุกบริษัท และสามารถส่งสินค้าให้ร้านขายเทปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เคยขายได้วันละ 100 ม้วน ก็สามารถขยายขายได้เป็น 1,560 ม้วน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงการตลาดเพลงอย่างรวดเร็ว

กลางปี พ.ศ.2523 วัยรุ่นนิยมฟังเทปที่ใส่หูฟัง (Walkman) ถือว่าทันสมัยสุด และทำให้ตลาดเทปได้พัฒนามาแรงมาก ร้านขายแผ่นเสียงของคุณปรีชาที่สนามหลวงได้ปิดตัวลงเมื่อปี พ.ศ.2525 ทางราชการต้องการพัฒนาเกาะกลางรัตนโกสินทร์เฉลิมฉลอง 200 ปี ซึ่งขณะนั้นกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่สกปรกเป็นลำดับที่ 6 ของโลก ร้านแผ่นเสียงและเทป ซึ่งมีพื้นที่ของร้าน 6 ล็อก ลึก 3 เมตร กว้าง 1.5 เมตร ยาว 9 เมตร จากปี พ.ศ.2504-2525 เป็นเวลา 21 ปี ต้องปิดตัวลง ซึ่งตลาดแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยธุรกิจแห่งชีวิต

เมื่อถึงปี พ.ศ.2527 ครอบครัวมีฐานะดีขึ้น มีร้านเป็นหลักแหล่ง ก็เริ่มทำค่ายเพลงเอง สร้างนักร้องทำห้องบันทึกเสียงเอง เป็นผู้สร้างสรรค์เพลง ทำโรงงานผลิตเทปเอง ขยายธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเทปเพลง ตั้งบริษัทรับจ้างผลิตเทป บริษัทจัดจำหน่ายเพลง มีบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายเทปเพลง บริษัทนำเข้าภาพยนตร์จากต่างประเทศ และเป็นตัวแทนนำเข้าอุปกรณ์ดนตรี เป็นต้น

ระหว่างปี พ.ศ.2533-2538 เทปเพลงขายทะลุล้านชุด มีการผลิตเทปผีเกิดขึ้น นักร้องที่โด่งดังสมัยนั้นขายเทปได้เกินล้าน บางรายขายได้หลายล้าน ความมีชื่อเสียงของนักร้องอยู่ที่จำนวนยอดขาย ซึ่งเป็นเวลาที่บริษัทค่ายเทปมีความรุ่งเรืองสูงสุด นักร้องได้เป็นเศรษฐี นักแต่งเพลงมีชื่อเสียง การซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงมีความดุเดือดสุด เพลงมีเจ้าของ เพลงมีราคามากขึ้น มีการฟ้องร้องเรื่องการเป็นเจ้าของเพลงมากสุดยุคหนึ่ง ในเวลานั้น รถยนต์ทุกคันต้องติดเครื่องเล่นเทปเพื่อการฟังเพลง

ปี พ.ศ.2535 ซีดีเริ่มเข้ามามีบทบาทแทรกแซงเทป ยอดเทปเริ่มตก ในปี พ.ศ.2544 บริษัทรถยนต์ที่ออกใหม่ต้องติดตั้งเครื่องเล่นซีดี ร้านขายแผ่นซีดีออกมาคลุมตลาดเพลงและยึดพื้นที่เพลงจากเครื่องเทป กระทั่งปี พ.ศ.2559 ก็สิ้นสุดชีวิตของแผ่นซีดี เมื่อระบบเสียงใหม่ที่เข้ามา (USB / YouTube) ทำให้ธุรกิจเพลงเปลี่ยนไปสิ้น เครื่องฟังเพลงกลายเป็นมือถือ เพลงอยู่ในมือถือ วิทยุโทรทัศน์อยู่ในมือถือ ไม่มีร้านขายเพลง ไม่มีโรงงานผลิตเพลง รวมทั้งไม่มีค่ายเพลงอยู่รอดอีกต่อไป การซื้อเพลงไว้ขายกลายเป็นต้นทุนที่เป็นภาระที่มีคนซื้อน้อยลง การเข้าถึงเพลงทำได้โดยไม่ต้องอาศัยคนกลางอีกต่อไป

คนรุ่นใหม่ทำเพลงเองที่บ้าน ร้องเพลงได้เอง ทำเพลงคนเดียว เล่นดนตรีคนเดียว และปล่อยเพลงออกไปจากมือถือ โดยได้ตัดวงจรการผลิตและตัดวงจรเครือข่ายธุรกิจ การจัดจำหน่าย การโฆษณา การส่งรายการวิทยุโทรทัศน์ออกหมดสิ้น เพลงปัจจุบันไปฝากไว้ในสื่อกลางซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ คือ ยูทูบ (YouTube) ฝากเพลงไว้กับยูทูบและจ่ายค่าฝาก เมื่อมีคนเห็น ต้องการใช้บริการ ก็สามารถจ่ายค่าบริการ ส่วนเจ้าของเพลงก็มีเงื่อนไขจากยูทูบว่า จะต้องมีคนใช้บริการจำนวนที่กำหนด จึงจะได้ส่วนแบ่งธุรกิจ หากไม่ถึงจำนวนที่ยูทูบกำหนด ก็เสียเป็นค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์เพลงไป

มาถึงวันนี้ คุณปรีชา ธรรมพิภพ มีข้อมูลเพลงไทย เพลงพื้นบ้าน เพลงลูกทุ่ง เพลงสมัยยอดนิยม มีผลงานการบันทึกรายการแสดงต่างๆ ทั้งเสียงและภาพ รวมทั้งบทพระเทศน์ พระสวดคาถาต่างๆ จากพระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งได้เก็บสะสมมา 50 ปี เป็นแหล่งข้อมูลเพลงมหาศาล ที่ทำด้วยความรักความชอบส่วนตัว ข้อมูลเหล่านี้เป็นทรัพย์สินและมรดกทางวัฒนธรรมชาติ

เสียดายที่ประเทศของเราไม่มีพิพิธภัณฑ์เสียงหรือพิพิธภัณฑ์เพลงที่จะเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ เพื่อจะได้ศึกษาและให้บริการแก่ผู้ที่สนใจ นอกจากจะเป็นประวัติศาสตร์ชาติแล้ว ยังเป็นมรดกที่สามารถแปลงเป็นสินทรัพย์ได้ในภายหลัง เพราะโลกเทคโนโลยีจะต้องมีข้อมูล ในส่วนเทคโนโลยีเราต้องซื้อต่างชาติอยู่แล้ว เพราะยังอาศัยอีกหลายๆ ชาติ ที่เราจะมีเทคโนโลยีเป็นของตนเอง แต่มรดกที่เป็นข้อมูลนั้น เราเป็นเจ้าของอยู่แล้ว หากปล่อยให้มหาอำนาจควบคุมเทคโนโลยีและควบคุมข้อมูลด้วยแล้ว เราจะเหลืออะไร

คุณปรีชา ธรรมพิภพ เป็นหนึ่งในตู้เพลง ซึ่งยังมีอีกหลายตู้เพลงที่เก็บสะสมและรักษามรดกเพลงไว้