สุวรรณภูมิในอาเซียน : ชาติเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของรัฐ ซึ่งเป็นคนส่วนน้อย : รายงานโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

27.08.20 | 12:00 น.
สุวรรณภูมิในอาเซียน : ชาติเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของรัฐ ซึ่งเป็นคนส่วนน้อย : รายงานโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

สุวรรณภูมิในอาเซียน : ชาติเป็นของประชาชน
ไม่ใช่ของรัฐ ซึ่งเป็นคนส่วนน้อย : รายงานโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

ชาติเป็นสมบัติของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน (อย่างน้อยโดยหลักการ) หรือตามแนวระนาบ (ไม่แนวดิ่ง) ดังนั้นประชาชนทุกคนต่างเป็นเจ้าของชาติ จึงมีสิทธิเข้าไปจัดการชาติได้โดยไม่มีอะไรขวางกั้น

“ชาติ ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่โดยตัวของมันเองมาแต่บรมสมกัปป์ แต่ชาติเป็นสำนึกใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไม่นานนี้เอง สำนึกของความเป็นชาติในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน แม้ว่ามันมีพลังอย่างยิ่งยวดในการผลักดันประวัติศาสตร์ของดินแดนนั้นและของโลกเหมือนกัน” นิธิ เอียวศรีวงศ์ สรุป (โดยอ้างถึงงานสำคัญของ เบน แอนเดอร์สัน) ในข้อเขียนเรื่อง “รักชาติ” ในมติชนสุดสัปดาห์ (ฉบับวันที่ 14-20 สิงหาคม 2563 หน้า 30-31) ซึ่งจะยกมาอีกในรายงานนี้

โดยสรุปว่าชาติเป็นสิ่งสร้างใหม่โดยมนุษย์เมื่อ
ไม่นานมานี้ และชาติไม่ใช่แผ่นดิน รวมทั้งไม่ใช่ของรัฐ

1.ชาติเป็นสิ่งสร้างใหม่เมื่อไม่นานมานี้
แท้จริงแล้ว “ชาติ” เป็นสำนึกใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นทางยุโรปในประวัติศาสตร์โลกเมื่อไม่นาน และต่อมาถูกนำเข้าถึงไทยแค่ 100 กว่าปี แล้วเริ่มเป็นที่รู้จักในกลุ่มคนชั้นนำวงแคบๆ แต่รู้จักแพร่หลายถึงคนชั้นล่างทั่วประเทศจากเพลงปลุกใจโฆษณาชวนเชื่อตามลัทธิชาตินิยมไทย ประมาณ 80 กว่าปีมานี้เอง

Advertisement

มีพยานสำคัญอย่างหนึ่งคือ “เพลงดนตรีประวัติศาสตร์” โดยหลวงจิตรวาทการ แต่งให้มโหรีหญิงของกรมศิลปากร ส่งกระจายเสียงวิทยุประเทศไทย (ก่อน พ.ศ.2481) พร้อมคำบรรยายทางประวัติศาสตร์ประกอบเรื่องเป็นคราวๆ รวม 3 ตอน เริ่มต้นกลอน ดังนี้

๏ ชาติเรามีสมัญญาว่าชาติไทย
เป็นชาติใหญ่แต่โบราณนานหนักหนา
ภูมิลำเนาของเราแต่ก่อนมา
อยู่ท่ามกลางพสุธาของเอเซีย

เสียกรุงครั้งแรก พ.ศ.2112 ยังไม่มีสำนึกเรื่องชาติ “ไทยรบพม่า” จึงไม่ใช่ “ชาติไทย” รบกับ “ชาติพม่า” แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างพระเจ้าแผ่นดินที่ครองอยุธยากับพระเจ้าแผ่นดินที่ครองหงสาวดีหรืออังวะ, ตองอู

ชาวบ้านบางระจัน (ถ้าเป็นเรื่องจริง) ตามที่แต่งไว้ในพระราชพงศาวดารไม่ได้ต่อสู้กับพม่าด้วยความรักชาติ แต่ต่อสู้เพื่อปกป้องลูก-เมีย, พ่อ-แม่ของตนให้รอดจากตกเป็นเชลยของพม่า รวมทั้งต่อสู้เพื่อรักษาข้าวในยุ้งฉางที่ตนเพาะปลูกเก็บไว้กินตลอดปี
มิให้พม่ากอบโกยไป

บรรดาวีรชนที่ “เอาเลือดทาแผ่นดิน” ในอดีต ล้วนทำด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับชาติ เพราะสมัยนั้นชาติยังไม่มี จึงไม่รู้จักตายเพื่อชาติ

2.ชาติไม่ใช่แผ่นดิน
เพราะบ้านเมืองสมัยก่อนๆ มีพื้นที่ของแผ่นดินไม่คงที่ บางครั้งมาก บางครั้งน้อย “ยืดได้หดได้” ขึ้นอยู่กับทำสงครามชนะหรือแพ้ เมื่อชนะก็มีมาก ถ้าแพ้ก็เหลือไม่มาก เพราะสมัยนั้นไม่มีเส้นกั้นอาณาเขต (อันเป็นสิ่งเพิ่งมีในรัฐสมัยใหม่)

3.ชาติไม่ใช่ “แผ่นดินเกิด”
เพราะคนในภูมิภาคนี้มีการเคลื่อนย้ายตลอดเวลาทั้งอพยพยกโขยงและทั้งโยกย้ายไปๆ มาๆ ไม่เป็นหลักแหล่งแห่งที่มั่นคงอะไร ทั้งด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ-การเมือง และทางสงครามกวาดต้อนผู้คน (เนื่องจากบ้านเมืองอุษาคเนย์มีที่ดินกว้างขวาง แต่มีผู้คนไม่มาก การทำสงครามเพื่อกวาดต้อนเชลยศึกไปเป็นกองกำลังในสงครามจึงมีบ่อยๆ)

บ้านบางระจันในพระราชพงศาวดาร ชาวบ้านเกือบทั้งหมดที่สู้รบอย่างทรหดส่วนมากเป็นคนหนีจากบ้านอื่นเข้าไปร่วมสมทบ ได้แก่ จากบ้านเดิมบางนางบวช สุพรรณ, จากสีบัวทองและวิเศษชัยชาญ อ่างทอง เป็นต้น

4.ชาติไม่ใช่รัฐ
เพราะรัฐเป็นสมบัติของคนส่วนน้อย อาจเป็นคนในตระกูลเดียว, ชนชั้นเดียว, อาชีพเดียว ฯลฯ แต่ชาติเป็นสมบัติของประชากรทุกคน

ชาวบ้านบางระจัน

อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน ในบริเวณอุทยานค่ายบางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี (ทำพิธีเปิดเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2519)

บ้านบางระจัน เอาเข้าจริงแล้วเขาต่อสู้และยอมตายเพื่อรักษาลูกเมีย พรรคพวกเพื่อนฝูง สมบัติบริวารของเขาต่างหาก ไม่ได้คิดถึงขนาดที่จะ “รักษาดินแดนไทยไว้ให้ลูกหลาน” อยากจะรักษาแผ่นดินแถบที่เขาตั้งภูมิลำเนาไว้ให้ลูกหลานได้ทำนาหาเลี้ยงชีพอย่างปรกติสุขเท่านั้น

แต่การกระทำอย่างนี้ไม่ถูกนักชาตินิยมไทยนิยามว่า เป็นความรักชาติ เผลอๆ อาจถูกถือว่าเป็นความเห็นแก่ตัวด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ เพราะ “ชาติ” ของเราเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ มีแต่ความสูงสุดที่ทุกคนต้องพลีชีพเพื่อรักษาเอาไว้ ความรักชาติจึงแสดงออกได้ด้วยวิธีเดียว คือ เอาเลือดทาแผ่นดิน

การรักและหวงแหนความมั่นคงปลอดภัยของลูกเมียและพรรคพวก ต่อสู้ด้วยวิธีการต่างๆ นอกจากเอาเลือดทาแผ่นดินเพื่อทำให้ลูกเมียและสมัครพรรคพวกได้รับความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ไม่ถือว่าเป็นความรักชาติ

ชาวบ้านบางระจันที่แตกหนีพม่า พาลูกเมียและพรรคพวกออกไปตั้งทำกินในที่อื่นสืบลูกสืบหลานมาจนถึงปัจจุบัน คือกลุ่มคนที่มีส่วนสำคัญในการสร้างและสืบต่อบ้านเมืองมาจนถึงเป็นชาติในสมัยของเรา

ไม่มีคนเหล่านี้ก็ไม่มีชาติไทยในปัจจุบันไปได้ เพราะถ้าทุกคนเอาเลือดทาแผ่นดินแล้วตายไปหมด จะเหลือคนไทยในชาติไทยปัจจุบันได้อย่างไร

กว่าจะมาเป็นชาติไทย วีรชนบางระจันที่เอาเลือดทาแผ่นดินก็มีส่วนสำคัญ แต่วีรชนที่แตกหนีพม่าไปออกลูกออกหลานสืบมาจนถึงทุกวันนี้ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันเลย

ชาติ คือผู้คนจำนวนมากมาย ที่จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ได้มีส่วนในการทำให้คนอื่นๆ ดำรงอยู่ได้ จนต่างพากันสมัครใจเกาะเกี่ยวกันเป็นเครือข่าย นับตัวเองว่าเป็นคนในสังคมเดียวกัน อาจเกื้อกูลกันในบางครั้ง และอาจเบียดเบียนกันในบางครั้ง แต่ก็ยังพอใจจะเกาะเกี่ยวกันเป็นสังคมร่วมกันต่อมาได้

นี่ต่างหากที่เป็นบรรพชนของชาติ นับตั้งแต่ชาวนาที่ผลิตข้าวเลี้ยง
ตัวเอง ทั้งที่เป็นนาดำ, นาหว่าน, และปลูกข้าวไร่ ชาวมอญ ลาว เขมร จาม ญวน แขก ที่อพยพเข้ามาสู่ประเทศ เพราะสมัครใจหรือถูกกวาดต้อนมาก็ตาม บุกเบิกที่รกร้างว่างเปล่า ก่อสร้างเรือกสวนไร่นา และสละแรงงานสร้างสาธารณูปโภคตามแต่จะถูกบ้านเมืองกะเกณฑ์ รวมไปถึงคนที่อยู่บนพื้นที่สูงซึ่งได้เข้ามาสู่การแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรมกับคนพื้นราบ รักษาป่าต้นน้ำลำธารไว้สืบมา รวมไปถึงเจ๊กที่เที่ยวเร่ร่อนค้าขายไปตามคลองซอกคลองซอย แลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคกับข้าวเพื่อนำส่งโรงสี จนทำให้เกิดตลาดที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวขึ้นในประเทศนี้

คิดไปเถิด จะพบบทบาทของผู้คนหลากหลายประเภทที่รวมกันเป็น
ต้นตระกูลไทย ถึงพวกเขาไม่ได้เอาเลือดทาแผ่นดิน แต่ไม่มีพวกเขาก็จะมีชาติไทยขึ้นมาไม่ได้

ฉะนั้น ชาวบ้านบางระจันยุคใหม่ ถ้าอยากจะรักษาชาติบ้านเมืองเอาไว้จากการครอบงำของทุนโลกาภิวัตน์ ก็ต้องคิดถึงชาวบ้านอื่นๆ ให้มากกว่านายจันหนวดเขี้ยว, นายทองเหม็น, นายอิน ฯลฯ เพียงเท่านั้น เพราะชาติย่อมหมายถึงคนธรรมดาๆ ที่เที่ยววิ่งหลบกระเซอะกระเซิง เพื่อรักษาตัวเองและลูกเมียให้ปลอดภัยด้วย ไม่มีคนเหล่านี้ก็จะไม่มีชาติเหลือให้รักษาสืบไป

ถ้าไม่คิดถึงคนธรรมดาๆ และคนเล็กๆ แล้ว บางที่ชาติที่ถูกรักษาไว้ด้วยการเอาเลือดทาแผ่นดิน ก็กลับจะกลายเป็นเครื่องมือของคนส่วนน้อยใช้สำหรับเอารัดเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ ในนามของการเสียสละเพื่อชาติเท่านั้น
[มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2544]

ประชาชนเป็นเจ้าของชาติ
ชาติ หมายถึงประชาชนอันหลากหลาย คือ ประชาชาติ ซึ่งเป็นความหมายทางสากล พบในชื่อ United Nations แปลว่า สหประชาชาติ โดยคำว่า Nation แปลว่า ชาติ หรือประชาชาติ

ชาติเป็นสมบัติร่วมกันของประชาชนอันหลากหลาย หรือ ประชาชนอันหลากหลายเป็นเจ้าของชาติ

ชาติไม่ใช่สมบัติของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คนกลุ่มน้อยมักช่วงชิงฉกฉวยตีขลุมว่าพวกตนเป็นเจ้าของชาติ แล้วกล่าวหาคนกลุ่มใหญ่อันหลากหลายมิใช่เจ้าของชาติ หรือเป็นพวก “ชังชาติ”

ประวัติศาสตร์ประชาชาติ “แห่งชาติ” หมายถึง ของประชาชน (แห่ง แปลว่า ของ) เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หมายถึง พิพิธภัณฑสถานของประชาชน, ประวัติศาสตร์แห่งชาติ หมายถึง ประวัติศาสตร์ของประชาชน

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย หรือประวัติศาสตร์ไทย หมายถึง ประวัติศาสตร์ของประชาชนอันหลากหลาย “ร้อยพ่อพันแม่” ที่มีส่วนสร้างสรรค์ความเป็นชาติไทย หรือประเทศไทย เริ่มตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว จิตร ภูมิศักดิ์ บอกไว้ในงานค้นคว้าเกี่ยวกับ “ขอม” (ที่พบใหม่) จะคัดจัดย่อหน้าใหม่ ดังนี้

“การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยที่ถูกต้องจะต้องเริ่มกันใหม่ นั่นคือศึกษาประวัติความเป็นมาแห่งสังคมบนผืนดินอันเป็นเอกภาพผืนนี้ ศึกษาย้อนขึ้นไปตามลําดับจากอยุธยาไปสู่ละโว้, พิมาย, สุโขทัย, โยนก, ศรีธรรมราช, ไชยาหรือศรีวิชัย, จานาศปุระ, ทวารวดี, พนม หรือฝูหนาน ฯลฯ

ศึกษาให้ทราบว่าสังคมบนเอกภาพแห่งดินแดนนี้พัฒนาขึ้นมาจากลักษณะใด มาสู่ลักษณะใด มีประวัติการณ์ของชนชาติใดมาบ้างบนผืนแผ่นดินนี้ และทั้งหมดนี้รวมกันคือประวัติศาสตร์ของประชาชาติไทยอันประกอบด้วยหลายชนชาติ และผ่านยุคสมัยมาหลายสมัย บางสมัยก็ชนชาตินี้เป็นชนชั้นปกครอง บางสมัยก็ชนชาตินั้นเป็นชนชั้นปกครอง ส่วนชนชาติใดอพยพมาจากที่ไหนนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบทางตํานานอันเป็นข้อปลีกย่อย เป็นเรื่องของมานุษยชาติวิทยาเท่านั้น

การศึกษาด้วยทรรศนะเช่นนี้เท่านั้น จึงจะได้รับความรู้ที่เป็นประวัติศาสตร์แห่งสังคมในรัฐเอกภาพหนึ่งๆ ที่แท้จริง และจะไม่ก่อให้เกิดลัทธิคลั่งชาติหรือหลงเชื้อชาติอันนํามาซึ่งความเพ้อฝันแผ่อิทธิพล หรือน้อยเนื้อต่ำใจคิดแบ่งแยกเอกภาพ

ทั้งนี้ เพราะประวัติศาสตร์ที่ศึกษาในแนวนี้ จะเป็นประวัติศาสตร์ของสังคมที่ทุกชนชาติเป็นเจ้าของ, เป็นผู้เคยมีบทบาทมาแล้ว และก็ยังจะมีบทบาทต่อไปอีกในอนาคตภายในเอกภาพแห่งดินแดนนี้ ทุกชนชาติได้เคยมีหุ้นส่วนในดินแดนที่เป็นเอกภาพนี้มาแล้วแต่โบราณ มีหุ้นส่วนในการสร้างสังคมนี้มาแล้วแต่โบราณ และก็ยังจะมีอยู่ต่อไป”

[จากหนังสือ ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2547 หน้า 175]

เชื้อชาติไทย ไม่มีจริง แต่เป็นสิ่งเพิ่งสร้าง
ชนชาติไทย เชื้อชาติไทย ไม่เคยมีในโลก และไม่เคยมีในรัฐพูดตระกูลภาษาไท-ไต ไม่ว่าอยุธยา, สุพรรณภูมิ, สุโขทัย, ล้านนา ฯลฯ กรุงธนบุรี กับ กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นๆ ก็ไม่มีชนชาติไทย เชื้อชาติไทย
ชนชาติไทย เชื้อชาติไทย เพิ่งมีเมื่อรับแนวคิดแบบอาณานิคม ราวหลัง ร.5 หรือหลัง พ.ศ.2400 จึงเป็นสิ่งเพิ่งสร้าง แล้วถูกครอบงำและกล่อมเกลาให้เชื่ออย่างไม่สงสัย ถ้าใครถามใครเถียงถูกใส่ร้ายป้ายสีว่า “ชังชาติ”, “ขายชาติ”
เชื้อชาติไม่มีจริง ได้รับการพิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์เป็นที่รับรู้ทั่วโลก และประเทศต่างๆ พากันปรับตัวยกเลิก ดังข่าวจากฝรั่งเศสเมื่อไม่กี่ปีมานี้


เชื้อชาติไทยและชนชาติไทย เพิ่งมีสมัย ร.5
“ทฤษฎีเชื้อชาติของฝรั่งซึ่งเข้ามาจัดการสังคมของคนไต-ไท-ลาว ด้วยการสำรวจประชากรภายใต้รัฐอาณานิคมของตน และทำให้โลกทรรศน์ของพวกเขาเปลี่ยนไป โดยเฉพาะชนชั้นนำซึ่งมักได้รับอิทธิพลความคิดฝรั่ง” นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกไว้ในหนังสือ ความไม่ไทย ของคนไทย (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2559 หน้า 42-44) แล้วบอกต่อไปอีก โดยสรุปดังนี้

คำ Race มีใช้มาแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 แต่หมายเพียงกลุ่มของอะไรที่เหมือนหรือคล้ายกันเท่านั้น ส่วนความหมายใหม่ที่เรียกว่า “เชื้อชาติ” นั้นเป็นความหมายที่ถูกสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้เอง ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้การจัดหมวดหมู่คนด้วยแนวคิดเรื่อง “เชื้อชาติ” เพิ่งนำมาใช้ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 หรือถ้าเทียบประวัติศาสตร์ไทย คือหลัง ร.5 ลงมา

“เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ทฤษฎี ‘สามัคคีชนเผ่าไทย’ หรือ Pan-Thaiism ของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งมีลูกค้าในประเทศไทยสืบมาจนทุกวันนี้ แม้เป็นทฤษฎีที่สร้างขึ้นจากข้อมูลทางวิชาการที่เลอะเทอะเต็มทีก็ตาม”


 

กลุ่มขอนแก่นพอกันที และกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ชุมนุมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “อีสานบ่ย่านเด้อ” แสดงจุดยืนในข้อเรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย 3 ข้อหลัก ประกอบด้วยการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง, ยุบสภา และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สวนรัชดานุสรณ์ ตรงข้ามศาลากลางจังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2563 (ภาพจาก ห้องสมุดข่าวมติชน)
นักศึกษาและประชาชนกว่าพันคน นัดชุมนุมแฟลชม็อบ ที่ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2563 (ภาพจาก ห้องสมุดข่าวมติชน)
แฟลชม็อบที่อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2563 ที่ศาลหลักเมือง จ.อุบลราชธานี (ภาพจาก ห้องสมุดข่าวมติชน)