อาศรมมิวสิก : คอนเสิร์ตRBSO
โอกาสในวิกฤตโควิด-19
บทบาท,หน้าที่และตัวตนของศิลปิน : โดย บวรพงศ์ ศุภโสภณ
ใครที่ได้มีโอกาสรู้จัก “ดร.วานิช โปตะวนิช” เป็นการส่วนตัวมาเป็นระยะเวลายาวนานพอ และได้มีโอกาสเห็นเขาบนเวทีคอนเสิร์ตที่ยืนบนแท่นอำนวยเพลงให้กับวง “RBSO” (Royal Bangkok Symphony Orchestra) ในรายการคอนเสิร์ต “The Queen Mother Day” บนเวทีหอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในค่ำวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา น่าจะสัมผัสได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองทางดนตรีของเขาที่ผ่านมาตามลำดับขั้น
ในห้วงระยะเวลาอันยาวนาน สมควรแก่คำว่าผ่านประสบการณ์ทางดนตรีอย่างโชกโชน เขาเป็น “ศิลปินศิลปาธร” ในปีพ.ศ.2557 ผู้เขียนเองไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้เฝ้าเห็นความเจริญรุ่งเรืองทางดนตรีของเขามายาวนาน เห็นการเติบโตทางวุฒิภาวะทางดนตรีผ่านกาลเวลาอย่างเหมาะสม เป็นการเจริญเติบโตที่ต้องผ่านการต่อสู้และทำงานดนตรีมาอย่างหนัก เป็นการเติบโตทางดนตรีที่ไม่รวดเร็วจนน่าประหลาดใจ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้ใครก็ตามที่คิดจะเอาดีในเส้นทางดนตรีได้เรียนรู้ไว้ถึงความวิริยะอุตสาหะทางดนตรี ที่นอกจากจะต้องเปี่ยมด้วยพรสวรรค์แล้ว (แน่นอนวานิช พิสูจน์แล้วว่าเขาคือผู้หนึ่งที่ควรค่าแก่คำว่า “เปี่ยมด้วยพรสวรรค์”) ยังต้องผ่านบททดสอบอีกมากมายในวิถีทางแห่งดนตรี โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เราๆ ท่านๆ ยังไม่ค่อยเอาจริงเอาจังทางดนตรีกันแบบผู้คนในโลกตะวันตกที่ดนตรีเป็นวิถีชีวิตอย่างจำเป็นสำหรับพวกเขา
นี่จึงยิ่งเป็นบทพิสูจน์ว่า วานิชผ่านประสบการณ์การต่อสู้ในวิถีทางดนตรีมาอย่างหนักหนาเพียงใดในบริบทดินแดนประเทศนี้
วานิช โปตะวนิช มาเอสโตร (Maestro) ใหญ่ผู้ยืนบนแท่นอำนวยเพลงบนเวทีในคืนวันนั้น มีบุคลิกภาพบนเวทีที่ดูสงบ,เหมาะสมคู่ควรแก่บทบาทหน้าที่ และเขาก็เริ่มมีรัศมี (Aura) แห่งความเป็นศิลปินรุ่นใหญ่ในตัวเอง ช่างแตกต่างจากวานิชที่แสนจะเฮฮาเป็นกันเอง และออกจะเอะอะมะเทิ่งในหมู่บรรดาเพื่อนฝูงในยามที่อยู่นอกเวทีการแสดง นี่คือตัวอย่างของการรู้จักแสดงบทบาทอันเหมาะสมตามควรแก่กาลเทศะ อันเป็นสิ่งมนุษย์ทุกคนจะต้องเรียนรู้ เรื่องของ บทบาท,หัวโขนที่สวมอยู่ และการที่จะต้องเต้นไป-แสดงไปบนเวทีละครแห่งชีวิต
มีคำพูดที่กล่าวกันอยู่เสมอๆ ว่า “ในวิกฤตมักจะมีโอกาส” และในวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่สร้างความเสียหายมากมายใหญ่หลวง ในทุกวงการ รวมถึงวงการดนตรีนั้น ก็ได้สร้างโอกาสทางดนตรีให้กับศิลปินดนตรีชาวไทยในช่วงที่เรายังไม่สะดวกที่จะนำเข้า ศิลปินดนตรีระดับชั้นนำจากต่างประเทศ ช่วงนี้เองจะทำให้เราได้มีโอกาสเห็น ศักยภาพของศิลปินดนตรีชาวไทยที่จะได้มีโอกาสเผยความสามารถกันในขั้นสูง ทางวง RBSO ได้พยายามดิ้นรนเพื่อจัดคอนเสิร์ตหลายรายการภายใต้เงื่อนไขอันจำกัดในช่วงวิกฤตนี้ เพื่อต่อลมหายใจให้กับกิจกรรมทางศิลปะดนตรีอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติชนิดนี้ มิให้กิจกรรมการแสดงต้องมีอันสะดุดหยุดลง
และการแสดงในค่ำวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ ก็พิสูจน์แล้วว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งต่อการลงทุน,ลงแรงในการจัดการแสดงให้มีขึ้นได้ในภาวะเงื่อนไขที่ลำบากยากเย็น
บทโหมโรงจากอุปรากรเรื่อง “Prince Igor ประพันธ์โดย “อเล็กซานเดอร์ โบโรดิน” (Alexander Borodin) ที่บรรเลงเปิดรายการนั้น เป็นบทพิสูจน์ที่ผู้เขียนต้องใช้ความกล้ามากทีเดียวที่จะสรุปว่า วาทยกรที่ไม่ได้เล่นเครื่องสายนั้นสามารถสร้างสรรค์มาตรฐานการบรรเลงของกลุ่มเครื่องสายได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้วาทยกรที่เป็นอดีตนักเล่นเครื่องสายเลย มันทำลายความเชื่อเดิมๆ (ที่อาจจะเป็นความเชื่อที่ผิด?) ที่พวกเรามักจะยึดติดกันมานานว่า วาทยกรที่เคยเล่นเครื่องสายมาก่อน จะมีความรู้,ความเข้าใจในเทคนิคเครื่องสายดีกว่า วาทยกรที่ไม่เคยเล่นเครื่องสาย และก็ “น่าที่จะ” สร้างสรรค์เสียงจากกลุ่มเครื่องสายได้ดีกว่า (มันจริงเสมอไปหรือ?)
ในครั้งนี้วานิช โปตะวนิช พิสูจน์แล้วว่าความเชื่อนี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด อีกทั้งยังอาจเป็นเพียงอคติที่พวกเราไม่ควรยึดมั่นถือมั่น งานวาทยกรเป็นงานในการอำนวยเพลง,ควบคุมองค์ประกอบโดยรวมทางดนตรีเป็นการทำงานในระดับศิลปะ นี่ไม่ใช่งานการสอนนักดนตรีเครื่องสายเล่นดนตรี พวกเขาเรียนรู้เจนจบมาเพียงพอแล้ว ไม่ใช่หน้าที่ของวาทยกรอันใดที่จะต้องมานั่งสอนหรือแนะนำเทคนิคในการเล่นดนตรี (ในทุกๆ เครื่องมือ!)
เสียงของกลุ่มเครื่องสายในคืนวันนั้นมีเนื้อเสียงที่เนียน,เรียบสวยงาม เสียงกลุ่มไวโอลินในแนวทำนองที่สอง (2nd Theme) ที่ “กลาซูนอฟ” (ใช่แล้ว Alexander Glazunov เป็นผู้บูรณะบทโหมโรงนี้ขึ้นมาใหม่) เขียนขึ้นอย่างอ่อนหวานงดงาม ด้วยประโยคเพลงอันยืดยาวแบบลีลาดนตรียุคโรแมนติกนั้น แม้จะไม่แสบสันต์,จี๊ดจ๊าดในแบบ “สำนักรัสเซีย” ดั้งเดิม แต่ก็มีแนวทางอันเรียบร้อยงดงามตามแบบสากลตะวันตก วานิชสามารถสร้างสรรค์เสียงจากกลุ่มเครื่องสายของ RBSO ให้บรรเลงได้อย่างงดงามเป็นระเบียบเรียบร้อย ได้โดยที่เขาไม่จำป็นต้องเล่นเครื่องสายมาก่อน นี่แหละหน้าที่ของวาทยกร มันคือการเรียกเอาศักยภาพสะสมในตัวของบรรดานักดนตรีที่มีอยู่ออกมาใช้ให้ได้นั่นเอง
บทเพลงคอนแชร์โตแห่งศตวรรษที่ 18 ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีมากเสมอ ในการเปิดโอกาสให้กับบรรดาหัวหน้ากลุ่มเครื่องดนตรี (Principal) ในวงออเคสตรา ให้ได้มีโอกาสรับบทบาทศิลปินเดี่ยว (Soloist) ในวาระพิเศษต่างๆ ในครั้งนี้ก็เช่นกัน อภิชัย เลี่ยมทอง หัวหน้ากลุ่มเชลโลของวง RBSO มารับหน้าที่ในการบรรเลงเดี่ยวบทเพลงเชลโลคอนแชร์โต หมายเลข 1 ในบันไดเสียง ซีเมเจอร์ ของฟรันซ์
โยเซฟ ไฮเดิน (Franz Joseph Haydn)
อภิชัย เลี่ยมทองเป็นนักเชลโลในวงการอีกผู้หนึ่งที่คร่ำหวอดด้วยประสบการณ์ดนตรีมาอย่างยาวนาน และเขาก็มีคุณสมบัติประการหนึ่งที่สมือนกับการเป็นหัวหน้ากลุ่มเครื่องดนตรีในวงออเคสตราทั้งหลายที่ควรจะพึงมี นั่นคือไม่ใช่เป็นเพียงนักเล่นเครื่องมือดนตรี (Instrumentalist) ที่ดีเท่านั้น หากแต่ยังจะต้องเป็นนักดนตรี (Musician) ที่ดีด้วย ซึ่งอภิชัยมิใช่เป็นเพียง “นักเชลโล” ที่ดี แต่กาลเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าเขาเป็น “นักดนตรี” ที่ดีด้วยเช่นกัน
ในบทเพลงนี้วง RBSO ปรับย่อขนาดวงลงมาให้เหมาะสมกับตัวดุริยางคนิพนธ์ในศตวรรษที่ 18 เหลือเป็นวงขนาดย่อม ที่ดูมีความคล่องตัว,กะทัดรัด วานิช แสดงออกซึ่งความเจนจัดในบทบาทวาทยกรด้วยการอำนวยเพลงมือเปล่าในบทเพลงนี้ นี่เป็นเรื่องที่สะท้อนถึงทั้งในด้านประสบการณ์และรสนิยม บทเพลงที่อบอุ่น,น่ารักเป็นกันเองกับผู้ฟังแบบงานของไฮเดินชิ้นนี้ การใช้มือเปล่าในการอำนวยเพลงเป็นการลดบรรยากาศการสื่อสารแบบการ “ใช้คำสั่ง” ด้วยไม้บาตอง (Baton) ที่อาจดูแข็งกร้าวแบบในเพลงใหญ่ๆ ในการอำนวยเพลงนั้นมักจะรู้ๆ กันในหมู่วงในว่าการอำนวยเพลงมือเปล่าเป็นการสื่อสารที่อ่อนโยน,อบอุ่น และมีชีวิตชีวากว่า
ทางด้านอภิชัย แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำในระดับเสียง (Intonation) ของเขาที่นักเล่นเครื่องสายพึงมี โดยเฉพาะในท่อนช้านั้น ต้องทำให้แอบนึกถึงคำว่า “The Art of Cantabile” ทีเดียว แสดงรายละเอียดในบทเพลงได้ประจักษ์ชัด ในท่อนสุดท้าย ที่เขาแสดงเทคนิคขั้นสูงได้น่าชมแม้แต่ทางสายตา การได้เห็นนิ้วผู้แสดงเดี่ยวเชลโลที่วิ่งอย่างรวดเร็ว บนตัวซอเชลโลในโน้ตที่วิ่งเร็วนั้นบางทีก็แทบจะเปรียบเทียบได้กับขาแมงมุม ที่วิ่งล่าเหยื่ออย่างรวดเร็วทีเดียว
นี่เป็นคอนแชร์โตแห่งศตวรรษที่ 18 ที่ได้มอบความงามอันอบอุ่นน่ารักในแบบฉบับของไฮเดิน ให้กับเราได้ต้องตามวัตถุประสงค์ เป็นการบรรเลงดนตรีวงเล็กที่เปี่ยมด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย,เป็นระเบียบวินัยในการบรรเลงที่มีความลื่นไหลเป็นธรรมชาติ สิ่งหนึ่งที่เป็นบางมิติที่ผู้เขียนคิดว่า ยังขาดหายไปบ้าง ซึ่งน่าจะได้เพิ่มเติมเข้ามาก็คือ สิ่งที่เราอาจจะเรียกมันว่า “ความแตกต่างในองค์ประกอบย่อย” (Contrast of The Movement) ภายในดนตรีท่อนแรก ที่น่าจะแสดงให้ได้ประจักษ์ชัดยิ่งขึ้นกว่านี้
วิกฤตโควิด-19 ทำให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ต้องจัดที่นั่งในโรงแบบต้องเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล จากจำนวนเต็มสองพันกว่าที่นั่งเหลือเพียงไม่กี่ร้อยที่นั่งกระจายๆ กันไปทั่วโรง โอกาสเล็กๆ น้อยๆ ที่ตามมาก็คือเหลือแต่ผู้ชมที่เป็นแฟนดนตรีแบบเหนียวแน่นกันจริงๆ นี่ถ้าเป็นคอนเสิร์ตแบบเชิญศิลปินเดี่ยวระดับดาราใหญ่ระดับนานาชาติมาแล้ว หลังจบการแสดงของดาราใหญ่ในครึ่งแรกผู้ชมอาจแห่กันกลับบ้านไปเกือบครึ่ง โดยไม่อยู่รอชมซิมโฟนีบทเพลงเอกของรายการในครึ่งหลัง แต่ในครั้งนี้มีผู้ชมเหลืออยู่อีกมาก เพื่อรอชมบทเพลงเอกของรายการคือ “Pictures at an Exhibition” ผลงานการประพันธ์ โดย “โมเดสท์ มูซซอร์กสกี” (Modest Mussorgsky) นี่เป็นอีกหนึ่งบทเพลงแห่งการทุ่มเทพยายามอย่างมากในยามนี้ เพื่อนำบทเพลงขนาดยักษ์ใหญ่บทเพลงนี้ออกมาบรรเลงบนเวทีให้จงได้ และนี่เป็นบทเพลงที่เต็มไปด้วยสีสันทางเสียงแห่งเครื่องดนตรีในวงออเคสตราที่ไม่มีชุดเครื่องเสียงราคาแพงใดๆ ในโลกจะมาทดแทนประสบการณ์ฟังจากการบรรเลงจริงได้
ต้องขอชมเชยกันตรงนี้ถึง การเปิดตัวบทเพลงด้วยเสียงบรรเลงเดี่ยวทรัมเป็ต (Trumpet) อันยิ่งใหญ่สง่างาม โดย “ปิติพงศ์ ภู่แก้ว” หัวหน้ากลุ่มทรัมเป็ต ของ RBSOในครั้งนี้ ที่บรรเลงเปิดบทเพลงได้อย่างงดงาม นี่เป็นอีกบทเพลงที่กดดันจิตใจผู้บรรเลงอย่างหนัก ราวกับนักฟุตบอลที่ต้องยิงลูกโทษเพื่อประตูชัยลูกสุดท้ายของทีมชาติ มันไม่ใช่เรื่องของฝีมือและการฝึกซ้อมเพียงอย่างเดียวมันคือ บททดสอบกำลังใจอันเด็ดเดี่ยวในสถานการณ์จริง ณ ชั่วขณะนั้น เมื่อการเริ่มบทเพลงไม่สะดุด บทเพลงอื่นๆ ที่ติดตามมาจึงไม่มีผลเสียทางจิตวิทยา และกำลังใจของนักดนตรีทั้งวง
นับเป็นบทเพลงใหญ่อีกบทเพลงหนึ่งที่วง RBSO บรรเลงได้อย่างงดงาม,เต็มไปด้วยสีสันที่น่าหลากหลายน่าประทับใจอย่างแท้จริง บทเพลงนี้เป็นผลงานอวดสีสันเครื่องดนตรีเพื่อบรรยายภาพเขียนต่างๆ จึงไม่ต้องพึ่งพาการตีความในเชิงปรัชญา หรือแนวคิดในเชิงวรรณคดีใดๆ แบบบทเพลงซิมโฟนี หรือซิมโฟนิกโพเอ็ม (Symphonic Poem) มันเป็นเรื่องของฝีมือการบรรเลงของวงล้วนๆ
การอำนวยเพลงของ วานิช โปตะวนิช ในครั้งนี้แทบจะเป็นเสมือนตัวอย่างบทเรียนวิชาการอำนวยเพลง อันดีงาม ที่ผู้ที่จะศึกษาถึงศาสตร์และศิลป์แห่งการอำนวยเพลงควรเรียนรู้ กิริยาอาการและภาษากายที่เหมาะสม ไม่มากไม่น้อยจนเกินควร ทั้งมือซ้ายและมือขวา ทำหน้าที่ตามหลักการอำนวยเพลงได้อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยที่ผู้เขียนขอทึกทักคาดเดาเอาแบบไม่กลัวความเสี่ยงว่า นักดนตรีน่าจะพึงพอใจกับบทบาทหน้าที่ผู้อำนวยเพลงของเขาไม่น้อยเลยทีเดียว สิ่งหนึ่งที่แม้จะมองดูจากมุมที่นั่งผู้ชม (ที่ไม่ใช่ที่นั่งนักดนตรีในวง) ก็คือ บทบาทการสื่อสารกับนักดนตรี และสัญญาณต่างๆ ที่วานิช ส่งให้กับนักดนตรีอย่างชัดเจน การอำนวยเพลงของวานิช ตอบคำถามได้อย่างชัดเจนสำหรับคำถามที่ถูกตั้งขึ้นโดย ผู้ฟังดนตรีหน้าใหม่ในทุกยุคสมัยว่า “มีวาทยกรไว้ทำไม?”
การกำกับวงในครั้งนี้ของวานิช เขาสามารถ ทำให้วงเปล่งประกายสีสันทางเสียงดนตรีได้อย่างหลากหลายตามที่ “มัวริซ ราเวล” (Maurice Ravel) ได้ทำการจำแนกเสียงไว้ เขาสามารถทำให้เกิดคำว่า “Ensemble” (ด้วยกัน,เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน)ให้กับวง RBSO ได้ด้วยดี ในบทเพลงที่ 10 คือ “Samuel Goldberg&Schmuyle” นั้นเสียงการบรรเลงแบบUnison ของวงหนักแน่นน่าทึ่ง,บทเพลงถัดมาคือ “Limoges-The Market” ที่บรรยายภาพความวุ่นวายในตลาดสด วานิชควบคุม “ระเบียบแห่งความวุ่นวายในการบรรเลง” ได้อยู่หมัด เห็นได้ชัดว่านี่เป็นบทเพลงที่อวดความโอ่อ่าทางเสียงดนตรี ที่วานิชมุ่งมั่นทำหน้าที่อำนวยเพลง อย่างแท้จริงโดยปราศจากกิริยา คึกคะนองโอ้อวดตัวตนใดๆ แบบที่วาทยกรมือใหม่ที่ได้โอกาสกำกับบทเพลง
ใหญ่ๆ แบบนี้อาจเผลอตัวกันได้ มันคือการแสดงออกถึงความมีวุฒิภาวะของเขาในบทบาทวาทยกรอย่างแท้จริง
มันคือโอกาสดีๆ ทางดนตรี อีกคราในวิกฤตโควิด-19 ที่คุกคามผู้คนทั่วโลก(ถึงอย่างไรผู้เขียนก็ไม่อาจจะรู้สึกดีจนขอบคุณที่มีโรคนี้บังเกิดขึ้นมาในโลกนี้) เป็นโอกาสที่ให้ศิลปินดนตรีชาวไทยได้แสดงออกถึงความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ โอกาสที่เป็นเสมือนการคัดกรองผู้ชมให้เหลือจำนวนน้อยไปด้วยความจำนนต่อสถานการณ์ เหลือแต่ผู้ชมที่มาชมด้วยหัวใจรักเสียงดนตรีอย่างแท้จริง ไม่ได้เพียงเพื่อเข้ามาถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก หรือเข้ามานั่งเล่นโทรศัพท์-รับโทรศัพท์,ส่งเสียงคุยกันในขณะดนตรีบรรเลง และปรบมือผิดๆ ถูกๆ
ในการแสดงออกซึ่งศิลปะอันละเมียดทุกแขนงผู้ชม-ผู้เสพศิลปะควรจะต้องมีความเคารพต่อศิลปะนั้นๆ และดนตรีก็เหมือนกับสรรพสิ่งอื่นๆ ในโลกนั่นคือ บางครั้งเราก็ต้องการคุณภาพมิได้ต้องการในเชิงจำนวนปริมาณเสมอไป
นี่จึงเป็นประเด็นน่าคิดในยามที่เรายังมีความต้องการผู้ชมจำนวนมากเพื่อสืบทอดความอยู่รอดของวิจิตรศิลป์ทางเสียงแขนงนี้

