เป็นอีกหนึ่งงานใหญ่ที่รวมตัวทั้งคนวงการข่าวและวงการศิลปะ สำหรับงานเปิดตัวหนังสือ ถ้าพอจะเรียกมันว่าบทกวี โดย เวฬุ เวสารัช ซึ่งตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์โจนทะยาน
นัดหมายรวมตัวกันที่ร้าน The writer’s secret ที่พบปะคนรักการอ่านการเขียนย่านนางเลิ้ง
หนังสือรวมบทกวีเล่มนี้อัดแน่นด้วยบทกวีคัดสรร 50 บทถ้วนของนักเขียน กวีและนักหนังสือพิมพ์หนุ่ม “เวฬุ เวสารัช” ในฐานะที่เจ้าตัวคลุกคลีกับบรรยากาศคุกรุ่นทางการเมืองมานับสิบปี แต่คัดกรองมาเฉพาะบทที่เขียนในช่วงปี 2556-2559
หนักแน่นและเด็ดขาดในทุกคำทุกวรรค สมกับที่ติดตามการเมืองไทยระดับหายใจรดต้นคอมาตลอด
ทั้งรักทั้งชังทั้งผิดหวังร้าวรานใจกับการเมืองไทยมากแค่ไหน เวฬุ เวสารัช เค้นกลั่นมันทุกตัวอักษรลงในบทกวีทั้ง 50 บทในเล่มนี้แล้ว

แว่วเสียงทักทายดังมาจากภายนอกร้าน เมื่อผู้มาเยือนงานเสวนาเริ่มหนาตา ทั้ง ปานบัว บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท มติชน จำกัด มหาชน, วีรพร นิติประภา นักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต, ประกิต กอบกิจวัฒนา ผู้เขียน อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อป หนังสือแสบทรวงกะเทาะวัฒนธรรมกระแสหลักในไทย, ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิชาการอิสระ, อาทิตย์ ศรีจันทร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร, ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นิติ ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ตะวัน วัตุยา ศิลปิน, แสงดาว ศรัทธามั่น กวีและนักเขียน เป็นต้น
เสียงเฮฮาคำรบแรกดังขึ้นเมื่อนักเขียนรุ่นเก๋าอย่าง สุจิตต์ วงษ์เทศ ขึ้นร่ายยาวถึง การเมืองของภาษา และวรรณกรรมก่อนเป็นไทย โดยออกตัวว่าไม่ได้เป็นการพูดเชิงวิชาการ
“อักษรใดๆ ในโลกไม่มีใครนั่งคิดประดิษฐ์ขึ้นมาคนเดียว”
สุจิตต์กล่าวต่อไปว่า ภาษาและวัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์แต่เราหลอกว่าทุกอย่างเป็นของไทยทั้งที่ทุกอย่างมีพัฒนาการร่วมกันมา ภาษาไทยมีรากเหง้าจากตระกูลภาษาไต-ไท มีคนพูดมาแล้ว กว่า 3000 ปี ที่มณฑลกวางสีทางตอนใต้ของจีน เป็นต้นรากเก่าสุด ไม่เกี่ยวกับเทือกเขาอัลไต
“ภาษาไต-ไท เป็นภาษากลางทางการค้าจึงแพร่กระจายกว้างขวาง โดยมีศูนย์กลางเก่าอยู่ที่เวียงจันทน์ เมื่อจีนเปลี่ยนนโยบายการค้าจากเดิมให้ศรีวิชัยเป็นตัวแทนการค้า แต่หลัง พ.ศ.1500 ต่อเรือมาค้าขายได้เอง กลุ่มคนที่ใช้ภาษาไต-ไทจึงเคลื่อนย้ายจากลุ่มน้ำโขงมายังลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาษาไทยมากับเส้นทางการค้า อักษรไทยมาจากอักษรเขมรที่ทำให้ง่ายขึ้นด้วยความจำเป็นทางการค้า ศาสนาและการเมือง วรรณกรรมต้นอยุธยาเต็มไปด้วยภาษาเขมร
“ในการเรียนการสอนของเราตัดเรื่องวรรณกรรมคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมาทิ้งหมด ทั้งที่มีคำยืนยันเป็นภาพเขียนสีบนผนังถ้ำอย่างที่ผาแต้ม โขงเจียม วรรณกรรมความเชื่อทั้งที่บอกว่าคนเกิดจากน้ำเต้าบ้าง เกิดจากท้องหมาบ้าง วรรณกรรมพวกนี้เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนซึ่งเป็นเจ้าของพิธีกรรม
“ในสังคมอุษาคเนย์ยกย่องผู้หญิงเป็นใหญ่ จึงมีคำศัพท์เกี่ยวข้องกับผู้หญิงมาก แต่เมื่อรับอินเดียเข้ามา จึงเกิดการต่อสู้ในด้านศาสนาและความเชื่อเรื่องชายเป็นใหญ่ เราทิ้งนิทานพวกนี้ไปหมด วรรณกรรมเกิดขึ้นบนพื้นฐานสังคม เศรษฐกิจและการเมือง แต่เราปล่อยให้วรรณกรรมอยู่ลอยๆ ทำให้วรรณกรรมวรรณคดีไม่สนุก” สุจิตต์กล่าว
แม้หัวข้อจะฟังดูหนักหนาอยู่บ้างแต่ระดับสุจิตต์ก็ถ่ายทอดและเรียกเสียงเฮจากฝูงชนดังขึ้นเป็นระยะๆ ด้วยลูกล่อลูกชนสุดเฉียบ ไม่เกินเลยหากจะบอกว่า จำนวนผู้ฟังร่วมครึ่งร้อยในครั้งนี้ถูกสุจิตต์สะกดจนอยู่หมัด
คั่นรายการเสวนา สุรพล พิทยาสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เจ้าของนาม “พล ข่าวสด” นักวาดการ์ตูนรุ่นพี่ โชว์วาดภาพสดบรรเลงพู่กันจีน มอบภาพให้สำนักพิมพ์โจนทะยาน
ถัดมากับงานเสวนา งานสร้างสรรค์ภายใต้บรรยากาศประชาธิปไตย 99.99% ที่หนักแน่นและเรียกเสียงหัวเราะกับรอยยิ้มได้ในคราวเดียวกัน ร่วมด้วย ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บก.เว็บไซต์ประชาไท, ถนอม ชาภักดี นักวิจารณ์ศิลปะ, เชตวัน เตือประโคน นักข่าวและนักเขียนหนุ่มเจ้าของนามปากกา เวฬุ เวสารัช, อาจิณ โจนาธาน อาจิณกิจ ศิลปินหนุ่มผู้เขียนภาพประกอบให้กับหนังสือบทกวีเล่มนี้ ดำเนินรายการโดย ใบพัด นบน้อม
เชตวันเล่าถึงการก่อตั้งสำนักพิมพ์โจนทะยานว่า เกิดขึ้นจากการพูดคุยกับเพื่อน คืออาจิณโจนาธานที่อยากเขียนหนังสือของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องการปั่นจักรยานไกลไปมอสโก แต่คุยไปคุยมาหนังสือเล่มนั้นยังไม่เสร็จ เชตวันจึงรวมเล่มบทกวีทั้งที่เคยตีพิมพ์และและยังไม่ตีพิมพ์ โดยเป็นงานที่เขียนในช่วงปี 2556-2559 ช่วงที่การเมืองขัดแย้งมาก โดยใช้นามปากกา เวฬุ เวสารัช เพราะคิดว่ากวีต้องมีนามปากกาเท่ๆ

“ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่เขียนพอจะเรียกว่าบทกวีได้ไหม โดยลึกๆ ผมคิดว่าตัวเองเป็นนักข่าวมากกว่างานเรื่องสั้นและบทกวี” เชตวันกล่าว
สำหรับภาพประกอบของอาจิณโจนาธานที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ อาจิณโจนาธานบอกว่า หลังจากที่เชตวันส่งต้นฉบับมาให้อ่านแล้วจึงได้เขียนภาพขึ้นมา 5 ชิ้น แต่แน่นอนว่าไม่ได้เรียกเป็นภาพประกอบบทกวี
“ผมส่งกลับมาให้เชตวันพร้อมข้อความว่า ‘ถ้าพอจะเรียกมันว่าจิตรกรรม’ ”
ทั้งนี้ เขาได้นำภาพเขียนมาแสดงพร้อมเผยว่ารายได้จากการขายภาพเขียนส่วนหนึ่งจะมอบให้ร้าน The writer’s secret ในฐานะการสร้างพื้นที่พูดคุยที่เป็นประโยชน์กับสังคม
ถนอม ชาภักดี เปิดประเด็นถึงเรื่องการทำงานศิลปะในปัจจุบันว่า สถานการณ์ภายใต้เผด็จการทหารทุกประเทศ ศิลปินจะเป็นตัวขบถที่ชัดเจนที่สุด ยกเว้นในประเทศนี้ โดยเฉพาะศิลปินทัศนศิลป์ในประเทศนี้ ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้ก็เลือกจะไม่ใช้ดวงตาที่ 3 วิพากษ์ระบบต่างๆ ศิลปินไทยเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ จึงสนับสนุนระบอบทหารมากกว่าแสวงหาเสรีภาพ เพราะอยู่ในระบบอุปถัมภ์ไม่ต้องอดอยากปากแห้ง วงการศิลปะเราอ่อนแอเพราะไม่ยอมออกจากรวงรังอันอบอุ่นเลย ด้วยความกลัวว่าตัวเองจะไม่มั่นคง กลายเป็นว่าการ์ตูนขึ้นมามีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมแทน
“หน้าที่ของคนทำงานด้านวัฒนธรรมอย่างน้อยคือการทักท้วง ต้องอย่าให้ประวัติศาสตร์บิดเบี้ยวไปมากกว่านี้ เราต้องทักท้วง สร้างความรำคาญ ให้เห็นว่าไม่ได้มีแต่คนเห็นด้วยไปซะทั้งหมด” ถนอมกล่าว
ส่วนชูวัสกล่าวเสริมตาม “นิทเช่บอกว่าพระเจ้าตายแล้ว จากนั้นศิลปะก็เข้ามามีบทบาทนำความคิดและจิตวิญญาณของผู้คน” และว่า สถานการณ์ช่วงที่ผ่านมาเป็นดิน น้ำ ปุ๋ย ที่ดีให้กับการทำงานศิลปะ แต่ปัจจุบันไม่เห็นอะไรที่ยืนยันจิตวิญญาณของศิลปินไทยเลย คนทำงานศิลปะอ่อนแอมาก ไม่เกิดการรวมตัวกันให้เกิดความแตกหักหรือชี้นำสังคมได้
ชูวัสให้ความเห็นว่า หนังสือ “ถ้าพอจะเรียกมันว่าบทกวี ” เป็นบันทึกวาทกรรมสำคัญที่สังคมไทยขับเคลื่อนมาระหว่างปี 2556-2559 ซึ่งยังไม่เห็นงานลักษณะนี้ในหนังสือสักเท่าไหร่ จะรอคอยให้ข้ามพ้นความกังวลในรูปแบบสู่ความขบถทางจิตวิญญาณมากขึ้น
ใบพัดโยนคำถามสุดท้ายให้ชูวัสถึงเรื่องทางเลือกของคนทำงานศิลปะในสถานการณ์ปัจจุบัน
“มี 2 อย่าง คือ อยู่ๆ ไป กับ อยู่ให้ดี”
ชูวัสตอบก่อนขยายความ
“เราพยายามทำงานขยับเพดานขยายออกเรื่อยๆ จนไม่สามารถอยู่ได้แบบ ‘อยู่ๆไป’ เช่นเดิม ถ้าคุณไม่กล้าฝืนก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม อย่างน้อยทุกครั้งที่คุณเดินหน้าก็ต้องทำให้ลมกระเพื่อม เราต้องเลี้ยงตัวเองให้ได้ไปพร้อมๆ กับการขยับเส้นทางในระดับที่แตกต่างกัน” ชูวัสกล่าว
วงเสวนาจบลงอย่างเผ็ดร้อน แต่ผู้ร่วมงานปักหลักนั่งพูดคุยกันต่อพร้อมเสียงดนตรีบรรเลงจาก Guerrilla Radio ประกอบเข้ากับเสียงอ่านบทกวีฟรีสไตล์ที่แต่ละคนหยิบผลงานตัวเองติดมือกันมาจากบ้าน บ้างก็สร้างรอยยิ้ม บ้างก็สร้างเสียงหัวเราะ
เท่าที่พอจะทำได้ในบรรยากาศ ประชาธิปไตย 99.99%


