หลากมุมมอง “คนรุ่นใหม่” ต่อการทำประชามติ “7 สิงหาคม”

อีกสองวันจะถึงการลงประชามติ

ชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านมาเป็นกติกาหลักของประเทศ-ด้วยคะแนนเสียงจากประชาชน

ไม่เป็นการเกินเลยหากจะบอกว่านี่ย่อมเป็นอีกเหตุการณ์ใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ที่หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชนจะกลับมามีความหมายในการกำหนดอนาคตของประเทศโดยตรงอีกครั้งหลังจากเงียบหายไปสองปีกว่า แม้เนื้อหาและข้อมูลเกี่ยวกับการประชามติรวมถึงร่างรัฐธรรมนูญอาจจะยังไปไม่ถึง “มือ” ของประชาชนในหลายๆ พื้นที่ก็ตาม

แต่ความคึกคักก็มีให้เห็นนับตั้งแต่เวทีเสวนาที่ผุดขึ้นมาให้เห็นอย่างหนาตาในระยะไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทั้งงานเล็กและงานใหญ่ แสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน เคียงคู่ไปกับการให้ความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญของฝั่งรัฐบาลในหลายๆ พื้นที่ แม้จะยังมีข้อกังขาเรื่องความทั่วถึงของข้อมูลดังที่กล่าวไปข้างต้นก็ตาม

ยังไม่ต้องพูดถึงว่า บรรยากาศการรณรงค์การประชามตินั้นเอาเข้าจริงๆ แล้ว “เงียบเชียบ” กว่าที่ควรเป็นเสียด้วยซ้ำ

ใครจะโหวตรับหรือไม่รับ กระทั่งโนโหวต นั้นก็เรื่องหนึ่ง เป็นสิทธิเป็นเสียงของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยที่ใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ในท่ามกลางบรรยากาศความหวาดหวั่นและไม่มั่นใจของประชาชนนี้ มากน้อยย่อมส่งผลต่อการลงประชามติอย่างแน่นอน

กับอนาคตกติกาหลักของประเทศนั้น จะอย่างไรคงส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงอย่างแน่นอน

จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่า เยาวชนไทยนั้นมีมุมมองอย่างไรต่อการประชามติครั้งนี้ ในฐานะที่หลายๆ คนเพิ่งได้รับสิทธิในการลงประชามติเป็นครั้งแรกจากฐานอายุ

เริ่มที่ กานต์สิรี สิทธิพูนเอกภัทร์ หรือ จินนี่ อายุ 19 ปี ได้กล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์ 22 พ.ค.2557 นับได้ว่าประเทศไทยห่างหายจากการอยู่ภายใต้ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ ดังนั้น การทำประชามติที่จะมาถึง เรียกได้ว่าเป็นก้าวแรกที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจในทิศทางของประเทศ ถึงแม้การทำประชามติครั้งนี้จะไม่มีการแจกจ่ายเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับเต็มไปตามครัวเรือนเหมือนเมื่อปี พ.ศ.2550 ก็ตาม

“แต่จากการแพร่หลายและครอบคลุมมากขึ้นของอินเตอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์ก จึงคาดหวังว่าประชาชนทุกหมู่เหล่าจะได้ทำความเข้าใจในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอย่างดี ก่อนไปลงสิทธิออกเสียงประชามติ”

“ส่วนตัวเห็นว่าผู้คนมีความกระตือรือร้นมากในระดับหนึ่ง เนื่องจากได้ทราบข่าวสารการร่างและแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเป็นเวลานาน มีการพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงของคนในชุมชน รวมถึงนักศึกษา นับได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง”

จินนี่ กล่าวอีกว่า การตัดสินใจของประชาชนทุกคนล้วนมีผลต่อทิศทางของประเทศชาติ จึงอยากให้ทุกคนรวมถึงวัยรุ่นและนักศึกษา คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ และออกไปใช้สิทธิใช้เสียงในวันที่ 7 สิงหาคม อย่างเต็มที่

ทั้งหมดเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศชาติต่อไปตามระบอบประชาธิปไตย

ขณะที่ เหมือนแพร รัตนดิษฐ์ อายุ 19 ปี กล่าวว่า ประชามติที่จะมาถึงถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในแง่มุมของการเมือง

แต่ถึงอย่างไรเธอคิดว่า ประชาชนบางส่วนได้รับรู้ข่าวสารอย่างไม่เป็นกลาง จากสื่อต่างๆ ที่ไม่ได้รับการกลั่นกรองจากรัฐบาล ด้วยเหตุนี้ ประชาชนควรออกเสียงประชามติจากวิจารณญาณและความคิดเห็นของตัวเองเป็นหลัก และมองว่าการลงเสียงประชามติแสดงถึงความรับผิดชอบของประชาชนในสังคม ซึ่งรัฐได้ให้สิทธิในการตัดสินใจกับเราแล้ว

ดังนั้น ประชาชนไม่ควรละเลยหน้าที่ของตัวเอง

พรพิชชา สิงหเดโช อายุ 19 ปี กล่าวว่า การทำประชามติเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนควรตื่นตัวและศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจโหวต จะเห็นได้ว่ามีคนเป็นจำนวนมากที่ยังไม่รู้รายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าต่างจากฉบับอื่นอย่างไร ส่งผลอะไรกับเราบ้าง ดังนั้น ก่อนเข้าคูหาควรศึกษาข้อมูลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก่อน

พรพิชชายังเห็นว่า มีคนจำนวนมากที่ไม่ทราบรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าจะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นบ้าง จึงค่อนข้างน่าเป็นห่วงเรื่องผลโหวตที่จะออกมา

“อยากให้ทุกคนมาใช้สิทธิ ใช้เสียงของตัวเอง ร่วมกันตัดสินใจ อ่านและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนี้ก่อนเข้าคูหาโหวต”

“ทิศทางของประเทศชาติจะเป็นยังไงต่อไปขึ้นอยู่กับเสียงโหวตในมือทุกๆ คนค่ะ” พรพิชชาทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ฟาก นนท์ธวัช เมืองศรี อายุ 19 ปี กล่าวว่า การทำประชามติเป็นการตัดสินใจอนาคตของประเทศว่าจะเดินไปในทิศทางใด ซึ่งแน่นอนว่าการตัดสินใจครั้งนี้มีผลผูกมัดถึงรุ่นลูกหลานเราแน่นอน

แต่ถึงอย่างไร เขามองว่าการทำประชามติยังไม่เปิดโอกาสและเอื้อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของรัฐธรรมนูญเท่าที่ควร ที่สำคัญคือบรรยากาศการรณรงค์ให้รับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“อนาคตประเทศไทย คนไทยต้องเป็นคนกำหนดเอง อำนาจสูงสุดของประเทศต้องไม่อยู่กับ คสช. รัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรี

“แต่ต้องอยู่กับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม” นนท์ธวัชเน้นย้ำ

ด้าน ภูผา ภูวดลอานนท์ อายุ 19 ปี กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ข้อมูลที่มีต่อประชาชนไม่เพียงพอ วัยรุ่นส่วนมากไม่ได้รับข้อมูลที่ควรจะเป็นตัวพิจารณาในการตัดสินใจ

ก่อนที่เขาจะเสริมว่า การทำประชามติในครั้งนี้ถือว่าเคร่งเครียดและบันเทิงในเวลาเดียวกัน เป็นเพราะการกระทำของหน่วยงานรัฐบางครั้งก็ไม่สมเหตุสมผล พร้อมทั้งยังดูมีความลำเอียงในหลายๆ แง่มุม

“ส่วนตัวอยากให้เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลกับประชาชนให้มากกว่านี้ พูดถึงข้อดี ข้อเสีย ของการกระทำหรือไม่กระทำ และอำนาจของตัวเองภายในกล่องประชามติ”

“มันอาจจะทำให้รู้ว่าอนาคตของชาติขึ้นอยู่ในการตัดสินใจของประชาชนทุกคน”

ทัตเทพ เทพบริรักษ์ อายุ 21 ปี กล่าวว่า ทุกคนพูดว่าประชามติๆ คือมันเข้าใจได้แหละว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่คนที่ควรจะให้ข้อมูลกับเรามากที่สุดคือคนที่มาเชิญชวนเราไปใช้สิทธิกับการทำประชามติ ข้อมูลจากแหล่งอื่นที่ติดตามได้ก็ไม่รู้ว่ามีความน่าเชื่อถือขนาดไหน เป็นความคิดเห็นหรือข้อเท็จจริง

“ซึ่งผมคิดว่าคนที่คิดว่าควรจะทำหน้าที่นี้แบบเป็นกลางกลับไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำเนื้อหาประชามติมากเท่าที่ควรเลย”

“หากเรามองการทำประชามติของอังกฤษเมื่อเร็วๆ นี้ เค้าทำกันเป็นจริงเป็นจังมาก มีการดีเบตถึงข้อเท็จจริงของแต่ละฝ่าย ผลลัพธ์ที่จะตามมา เขาไม่ได้ดีแต่พูดว่าการทำประชามติเป็น

เรื่องใหญ่ เขาให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนที่จะไปออกความคิดเห็นจริงๆ”

“ดังนั้น ถ้าคุณคิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญจริงๆ ก็ขอเชิญชวนให้มาใช้สิทธิของเราครับ”

“เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น สำหรับคนที่ได้มีโอกาสโหวตเสียงระดับชาติครั้งแรก แต่กลับมาอยู่ในช่วงที่บ้านเมืองอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและไม่ค่อยปกติ เลยรู้สึกตื่นเต้นหนักเข้าไปอีก”

บุญฤทธิ์ พิริย์โยธินกุล หนุ่มวัย 19 เปิดเผยพร้อมรอยยิ้ม แล้วบอกว่า ตอนนี้รู้สึกเสียดายที่ทางภาครัฐไม่เปิดโอกาสให้เกิดการถกเถียงถึงเนื้อหารัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมา ทำให้หลายๆ คนอาจได้รับข้อมูลที่ไม่มากพอในการตัดสินใจ อยากบอกถึงวัยรุ่นวัยเดียวกันว่าอย่าลืมออกไปลงประชามติกัน

ตั้งแต่เด็กเราก็อาจเคยได้ยินผู้ใหญ่บอกว่ายังไม่ต้องสนใจเรื่องการเมืองมาก อาจรู้สึกเป็นเรื่องไกลตัว แต่นี่จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เราจะได้แสดงความคิดว่าเราอยากจะพาประเทศนี้ไปทางไหน

“เพราะประเทศนี้ไม่ได้เป็นของผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นของเราทุกคน” บุญฤทธิ์กล่าว

อีกหนึ่งหนุ่มมาดเด็กเรียน มนัสวิน หาญมงคลชัย อายุ 21 ปี เห็นถึงปัญหาในการเผยแพร่ข้อมูลว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญมีขนาดยาวมาก คนที่ไม่ได้ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิดอาจไม่มีโอกาสอ่านหรือเข้าใจยาก

“จะไปอ่านที่มีคนสรุปมาแล้ว ไม่ว่าจะที่แจกเป็นเล่มมากับใบรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง หรือตามเพจต่างๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเอนเอียงไปข้างไหนหรือเปล่า ต่างกับเลือกตั้งที่ผู้สมัครจะประเคนข้อมูลมาให้เราแบบง่ายๆ ถ้าสนใจจริงๆ จังๆ ก็ไปขุดคุ้ยประวัติ ผลงานเขามาดูได้ แต่ประชามติหาเสียงไม่ได้

“บรรยากาศก็ต่างกับเลือกตั้ง 1-2 เดือนที่ผ่านมานี้ ถ้าไม่เปิดปฏิทินดูก็จำไม่ได้ว่าลงประชามติวันไหน” มนัสวินเผย

ปิดท้ายด้วยความเห็นจากสาวสวย

วิภาวี มณีจันทร์ อายุ 20 ปี มองว่าการเปิดโอกาสให้มีประชามติเป็นเรื่องดี แต่เป็นห่วงในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ อย่างเรื่องเรียนฟรี 15 ปี ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว ไม่ได้ครอบคลุมถึงมัธยมปลาย โอกาสทางการศึกษาก็ลดลงไปอีก หรือเรื่อง ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่เลือกโดย คสช. และองค์กรอิสระอื่นๆ

“คนรอบข้างก็ดูตื่นตัวกับการลงประชามติ มีเพื่อนมาถามเรื่องนี้บ้าง และสิ่งที่ช่วยให้ความรู้ก็มีตามเพจต่างๆ หรือสำนักข่าวออนไลน์ ในเฟซบุ๊กค่ะ”

แต่ก็มีหลายคนอีกเช่นกันที่ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ไปลงก็ได้ อาจมาจากหลายสาเหตุ ประการแรก การกระจายข่าวเรื่องออกเสียงนอกเขตสำหรับคนต่างจังหวัดไม่ทั่วถึง ประการที่สอง คิดว่าเป็นเรื่องการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของตัวเอง เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงในสังคมไทย เพราะประชามติหรือการลงคะแนนแต่ละครั้งก็เป็นตัวกำหนดสิทธิที่เป็นผลประโยชน์ต่อตัวเองในอนาคตทั้งนั้น

“อยากให้ทุกคนมองการเมืองเป็นเรื่องของตัวเองและอย่าลืมไปลงประชามติกันนะคะ ต้องเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และผลที่จะตามมา และอยากให้ทุกคนมองนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวว่าพวกเขาก็มีบทบาทเป็นประชาชน ไม่ได้มองแค่เป็นนักศึกษาที่มีหน้าที่แค่ต้องเรียนเพียงอย่างเดียว” วิภาวีกล่าว

อย่างไรก็ดี ผลที่ออกมาคงวัดกันในวันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้
วันที่ประชาชนไทยจะได้กลับมาใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยของตนได้อย่างเต็มที่

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon