“ไม่ลืมใช่มั้ยว่าเกิดมาทำไม?” โดยส่วนตัวตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตนถึงวันนี้ก็หลายสิบปีอยู่ แต่ไม่เค้ยไม่เคยคิดที่จะตั้งคำถามทำนองนี้ถามใคร แม้แต่ตนเอง
เปล่าหรอก ไม่ใช่ว่าวันนี้เพิ่งจะมาถามตนเองหรือมีใครถาม แต่ “ไม่ลืมใช่มั้ย ว่าเกิดมาทำไม?” เป็นชื่อหนังสือ น่าจะเรียกว่าเป็นหนังสือการ์ตูนหรือนิยายภาพก็น่าจะได้เพราะใช้ภาพการ์ตูนประกอบคำบรรยาย
นี่ถ้าไม่ใช่พี่ที่สนิทกันให้มาคงแอบคิดว่า กำลังโดนด่ารึเปล่า (ฮา)
“จะถามเพื่ออะไร?” เป็นความรู้สึกในแว่บแรกที่เห็นชื่อหนังสือเล่มนี้ เมื่อพลิกดูปกหลังจึงรู้ว่าเป็นหนังสือที่จัดอยู่หมวด “ศาสนา/ปรัชญา” (เขียนโดยชัยพัฒน์ ทองคำบรรจง ภาพประกอบโดยวีรชัย ดวงพลา)
เห็นประเภทหนังสือแล้ว แอบ (กรี๊ด) ในใจ ด้วยว่าเป็นหมวดหนังสือที่อยู่ในความสนใจอันดับท้ายๆ
แต่เพราะ “คนให้” มาแท้ๆ จึงคิดว่าน่าจะเป็นหนังสือที่ดีเลยลองพลิกดู เมื่อเห็นว่าใช้วิธีเล่าเรื่องแบบการ์ตูน แต่ละหน้ามีคำบรรยายไม่มาก เล่มเล็ก ไม่หนามาก คงใช้เวลาอ่านแค่แป๊บเดียวจบ เลยเริ่มต้นอ่าน
“ไม่ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าคุณกำลังใช้ชีวิตกันเพื่ออะไร ไม่ว่าจะมีเป้าหมายชีวิตแบบไหน
ยังไม่ลืมกันจริงๆ ใช่ไหม?…ว่า คุณกลับมาเกิดทำไม…”
คำโค้ดข้างบนอยู่ในคำนำ…
เจอดอกนี้เข้าไป เหวอเล็กน้อย “กลับมาเกิดทำไม?” อ่านไปก็คิดพลางในใจว่า ไม่รู้ (โว้ย) ไม่เคย และไม่คิดจะถามตัวเองแบบนี้ แถมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเชื่อไหมว่าที่เกิดมาเป็นตัวเป็นตนทุกวันนี้ นี่คือการกลับมาเกิดใหม่
ในบทแรก ผู้เขียนตั้งคำถามว่า “อะไรเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด ที่คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน”
หลายคนกลัวความตาย
หลายคนกลัวการพลัดพราก และอีกหลายคนกลัวทุกอย่างตามแต่จะคิดมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป และฉันเองก็กลัวทั้งหมดนั้น
แต่พวกเรา (คนเขียนเรียกแทนตนเอง) กลัว “การเกิด” และว่า “การเกิดนั้นน่ากลัว เกิดแล้วก็ต้องตาย ตายแล้วก็ต้องกลับไปเกิดอีก ซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ มีแต่พระอรหันต์และผู้หมดกิเลส ไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ละความโลภ ความโกรธ ความหลงได้แล้วเท่านั้นที่ไม่ต้องกลับไปเกิดอีก”
เราทุกคนเกิดและตายมาแล้วหลายชาติ เคยเป็นมาแล้วทุกอาชีพ เคยดีใจและเสียใจมาแล้วกับทุกสิ่ง
มีพ่อแม่ คนรัก ลูกหลานมากมายจากการเกิดและตาย ซ้ำไปมา มาแล้วหลาย (ชาติ) คนรู้จักก็เช่นกัน
ถ้านำทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เงินทอง ที่เคยหาได้มากองรวมกันได้คงเยอะมาก
เพราะแบบนี้ เราถึงเบื่อและกลัวการกลับไปเกิด กลัวการยึดติดที่ยังไม่อาจห้ามได้ ยึดติดในพ่อแม่คนใหม่ ในคนรักคนใหม่ ในลูกหลานคนใหม่ ยึดติดในทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่ “ตนเอง”
การเกิดล้วนเป็นทุกข์ “ทุกข์ทางกาย” ที่ต้องเสื่อมจากความแก่ชรา ไม่ว่าจะแข็งแรงแค่ไหนก็จะต้อง “เสื่อม”
“ทุกข์ทางใจ” ที่อาจเจอกับความไม่ได้ดั่งใจ จากสิ่งที่ “หลง” รัก และ “ยึดติด”
ผู้เขียนย้ำว่า ต้นเหตุของการเกิดมาจากความ “ไม่รู้”
เพราะไม่รู้เลยหลง หลงยึดติดว่านั่นคือฉัน นี่ของฉันจึงต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดไปตามความอยาก
เมื่อไม่อยากเกิด เราต้องเพิ่ม “ความรู้ ความเข้าใจ” ในความจริงของชีวิต ที่จะได้ ไม่หลงมัวเมาไปกับ “ตัวฉัน ของฉัน”
“ความจริง” จะทำให้เราปล่อยวางจากตัวตน และยอมรับความจริงว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นเช่นนี้ เป็นไปตามเหตุตามผล และสิ่งที่ทำกันมา ไม่ใช่ตามแต่ความเห็นของเรา
เราต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงของชีวิต และเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ใช่เข้าใจเพียงความเห็นของตนเอง ยึดแต่ตนเองและคนที่รัก
ความจริง คือสัจธรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้เราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ยอมรับหรือไม่ยอมรับ
ความจริงเหล่านั้นก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
แม้เราไม่อาจเข้าใจและยอมรับ ความรู้ในความจริงแห่งชีวิตได้หมดในชาติเดียว แต่ความรู้ความเข้าใจในความจริงที่ได้เรียนรู้มาจะติดดวงจิตของเราไป เมื่อเรากลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เราจะสามารถเรียนรู้ความจริงนั้นต่อจากเดิมได้
อ่านมาถึงตรงนี้แอบเถียงในใจว่า “รู้ได้ยังไง…” แต่เห็นด้วยกับประโยคถัดไปที่บอกว่า “ทรัพย์สมบัติที่เราหามาได้ในแต่ละชาติ เมื่อตายไปก็ไม่สามารถนำติดตัวไปด้วยได้ ต้องเริ่มต้นสะสมใหม่ทุกชาติไป… และไม่ว่าเราจะมีทรัพย์สมบัติมากแค่ไหน ก็ใชัได้แค่ชาติต่อชาติเท่านั้น”
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นห้าตอน
ทั้งหมดข้างต้นเป็นแค่ตอนแรก และเป็น “จุดเริ่มต้น” ของเรื่องเพื่อที่จะนำไปสู่การตอบคำถามที่เป็นชื่อเรื่อง
“ไม่ลืมใช่มั้ย ว่าเกิดมาทำไม?”
อีกสี่ตอนที่เหลือเล่าเรื่องผ่านชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายของดวงจิตสี่ดวง
แต่ละดวงจิตต่างได้รับโอกาสให้กลับไปเกิดใหม่
เมื่อดวงจิตใดถึงคิวกลับไปเกิด อีกสามดวงจะเป็นผู้เฝ้าดูชีวิตของเพื่อน ตั้งแต่เกิดจนตายว่าเขาเกิดมาในครอบครัวแบบไหน ใช้ชีวิตอย่างไร ทำคุณงามความดี หรือหลงผิดมัวเมาไปกับสิ่งใดบ้าง
ทั้งสามดวงจิตที่เป็น “ผู้เฝ้าดู” จะได้เรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดซ้ำ และทำชีวิตให้ดีขึ้น ไม่หลง ไม่ยึดติดไปกับทุกสิ่งเพื่อสนองความอยากของตนเอง เมื่อถึงคิวที่ตนจะต้องกลับไปเกิดบ้าง
ดวงจิตใดที่ได้กลับมาเป็น “ผู้เฝ้าดู” ความทรงจำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของตนเองในชาติที่เพิ่งจากมาจะกลับมาอีกครั้ง เพื่อให้รู้ ให้เห็นว่าทำอะไรผิดพลาดไปบ้างในชาติที่แล้ว ที่คิดไว้ว่า จะไม่ทำ ไม่ยึดติดไปกับความสบาย กับทรัพย์สมบัติ ไม่หลงไปกับความรัก หรือตัวฉันของฉันนั้น ทำได้แค่ไหน และหลงลืมอะไรไป
หนังสือเล่มนี้ใช้เวลาอ่านไม่มาก เข้าใจง่าย กระตุ้นให้คิดตาม และทำให้อยากหาคำตอบให้ตนเองบ้างเหมือนกัน แม้กับบางคำถามที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดถึง
“ไม่ลืมใช่มั้ยว่าเกิดมาทำไม?”

