เดินไปในเงาฝัน : โลกที่กำลังชุลมุน

บอกตรงๆ ว่าช่วงนี้มีประเด็นให้เขียนมากมาย หลายเรื่องล้วนเกี่ยวข้องกับการเมืองเสียส่วนใหญ่ และจะว่าไปการเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเมืองมีหลายฝ่ายที่เห็นด้วย

และไม่เห็นด้วย

เห็นต่าง

และมองเห็นไปในทางเดียวกัน

ฉะนั้น ผมจึงเลี่ยงที่ไม่อยากจะเขียนอะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ยิ่งเฉพาะการเมืองภาคประชาชนที่ทุกคนกำลังจับตามองอยู่ในขณะนี้ด้วย

ซึ่งผมมองไม่ออกเลยว่าเรื่องจะจบลงอย่างใด ?

ได้แต่ภาวนาอย่างเดียวว่า…อย่าให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นเป็นดีที่สุด ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม

เพราะสภาพเศรษฐกิจขณะนี้ก็อย่างที่ทุกคนทราบดี หลายบริษัทพยายามหาหนทางต่างๆ ที่จะทำให้องค์กรของตัวเองอยู่ให้รอด

หลายบริษัทพยายามประคับประคองตัวเอง

และหลายบริษัทพยายามเลี่ยงที่จะไม่ปลดพนักงาน

แต่อย่างที่ทุกคนเข้าใจ ถ้าสภาพธุรกิจของบริษัทนั้นๆ ไม่ไหว ไปต่อไม่ได้ ทางออกเดียวคือต้องพยายามลดต้นทุนในส่วนต่างๆ ให้มากที่สุด

บางแห่งอาจค่อยๆ ลด

บางแห่งใช้วิธีหาเอาต์ซอร์สมาช่วย

และบางแห่งเลือกที่จะลดขนาดธุรกิจของตัวเองลง เพื่อรักษาบริษัทให้อยู่รอด

ผมมองว่าไม่ว่าจะเป็นหนทางใดที่บริษัทต่างๆ นำมาใช้ ล้วนเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น เพราะอย่างน้อยจะได้ไม่ต้องปลดพนักงาน

เพราะอย่าลืมว่าพนักงานเหล่านั้นมีพ่อแม่พี่น้องลูกหลานภายในครอบครัว

ครอบครัวหนึ่งอาจจะคูณคนในครอบครัว 4 ชีวิต 6 ชีวิต หรือ 8 ชีวิตอะไรก็แล้วแต่ หากใครคนหนึ่งต้องตกงาน ความเดือดร้อนจะมาหาครอบครัวนั้นๆ เป็นแน่

ยิ่งถ้าเขาเป็นหัวหน้าครอบครัวด้วย

ผมจึงมองการเมืองด้วยความอดทน

มองเศรษฐกิจอย่างมีความหวัง แม้จะเป็นความหวังที่ริบหรี่ก็ตาม แต่ยังดีกว่าอยู่อย่างไม่มีความหวังอะไรเลย หรืออยู่อย่างไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์

ผมเชื่อว่าทุกคนคงอยากให้มหันตภัยไวรัสร้ายจบลงเสียที

อยากเห็นวัคซีนเข้ามาทำลายล้างเชื้อโรคร้าย จนทำให้มนุษย์บนโลกใบนี้ปลอดภัย และทุกๆ คนบนโลกใบนี้จะได้ดำเนินชีวิตอย่างปกติ

เพื่อความสุขจะได้กลับคืนมาอีกครั้ง

แต่ดูๆ แล้วผมว่าคงอีกนาน

ปีนี้เศรษฐกิจโลกพังพาบไปหลายภาคส่วนแล้ว ขณะที่ปีหน้ากำลังคืบคลานเข้ามาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งผมยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

แม้ทุกรัฐบาลบนโลกใบนี้ต่างพยายามหาหนทางแก้ไขก็ตาม

แต่อย่างที่ทุกคนทราบ “โจทย์” มันยาก “คำตอบ” จึงพลอยยากตามไปด้วย ดังนั้น คงขึ้นอยู่กับรัฐบาลของแต่ละประเทศว่าจะออกมาตรการในการช่วยเหลือคนในประเทศอย่างไรให้พ้นจากกับดักมหันตภัยครั้งนี้

เพราะช่วยคนก็เท่ากับช่วยครอบครัว

ช่วยคนก็เท่ากับช่วยพนักงาน

ช่วยพนักงานก็เท่ากับช่วยบริษัทต่างๆ นั้นด้วย ผลเช่นนี้ จึงทำให้ผมมองไปที่มาตรการของรัฐในการช่วยเหลือคนตกงาน และช่วยเหลือน้องๆ บัณฑิตที่พึ่งจบในปีที่แล้วกับปีนี้ และอาจถึงปีหน้าด้วย

ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องดี

โดยรัฐบาลเข้ามาซัพพอร์ตเงินเดือนครึ่งหนึ่ง และให้บริษัทต่างๆ เหล่านั้นจ่ายเพียงครึ่งหนึ่ง ขอเพียงแต่บริษัทเหล่านั้นต้องแสดงความจริงใจที่ต้องการช่วยเหลือพวกเขาจริงๆ

ไม่ใช่แสดงภาพว่าให้ความร่วมมือกับภาครัฐ แต่เอาเข้าจริง กลับไม่ทำอะไรเลย ไม่แม้แต่เรียกไปสัมภาษณ์ ไม่แม้แต่เรียกไปทดลองงาน

และไม่แม้แต่เรียกไปทำงานในที่สุด

เพราะนั่นเท่ากับพวกคุณกำลังทำลายความหวังสุดท้ายของพวกเขา ทั้งๆ ที่พวกคุณมีโอกาสอันดีอย่างมากที่จะเฟ้นหาคนดี คนเก่ง คนมีความสามารถให้มาอยู่กับองค์กรของตัวเอง

เพราะจำนวนบัณฑิตจบใหม่ในแต่ละปีประมาณ 3 แสนคน รวม 2 ปี ก็ประมาณ 6 แสนคน และถ้ารวมปีหน้าด้วยก็ประมาณ 9 แสนคน

คนเหล่านี้ต้องมีคนดี คนเก่ง คนมีความสามารถเจือปนอยู่บ้างล่ะ

ถ้าบริษัทต่างๆ ต้องการควานหาคนเหล่านี้จริงๆ และถ้าบริษัทต่างๆ มีความจริงใจในการช่วยเหลือพวกเขา ผมว่าทำได้สบายมาก

ยกเว้นแต่ว่าจะทำหรือเปล่า ?

มีความจริงใจหรือเปล่า ?

ถ้าทำ และมีความตั้งใจจริงผมว่าจะช่วยบรรเทาภาวะคนตกงานได้ไม่น้อยทีเดียว ทั้งฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ยังมีโอกาสคัดสรรคนดี คนเก่ง คนมีความสามารถให้มาอยู่กับองค์กรของคุณได้อีกมากด้วย

ยกเว้นเสียแต่บัณฑิตที่ถูกครหาทางการเมือง คงยากที่จะหาใครรับเข้าทำงาน ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่รู้ว่า “คนละเรื่อง” เดียวกันหรือเปล่า

“คุณภาพของบัณฑิต” กับ “การแสดงออกทางการเมือง” เป็นเรื่องเดียวกันจริงๆ หรือ

มุมคิดตรงนี้น่าสนใจนะครับ

แต่กระนั้น อย่างที่ผมเกริ่นตั้งแต่ต้นว่าเรื่องการเมืองเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ยิ่งในสถานการณ์อย่างนี้ด้วย เพราะไม่ว่าใครจะเห็นด้วยกับฝ่ายไหน

ล้วนผิดในสายตาของอีกฝ่ายทั้งสิ้น ?

สาโรจน์ มณีรัตน์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ศิษย์เก่ามัธยมสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุฯ ทำหนังสือถึงผู้บริหาร จี้ดูแล น.ร. หวั่นโดนคุกคามระหว่างชุมนุม
บทความถัดไปเริงโลกด้วยจิตรื่น : อันเป็นที่รัก