การขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ด้านวัฒนธรรม มีเสวนากันที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เมื่อเร็วๆ นี้
รัฐมนตรีกระทรวงหนึ่ง บอกว่า “วัฒนธรรมถือเป็นหัวใจและกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0”
ไม่น่าเป็นอย่างนั้น ประชาธิปไตยเป็นหัวใจหรือกลไกหลักต่างหากล่ะ เพราะถ้าขาดประชาธิปไตย วัฒนธรรมก็ถูกแช่แข็ง กลายเป็นสิ่งหยุดนิ่งตายตัว และไม่มีพลังสร้างสรรค์ มีแต่ตายซาก
“แต่ปัจจุบันรากเหง้าของวัฒนธรรมไทยเริ่มหายไป คนไทยมีแนวคิดและใช้ชีวิตแบบตะวันตกมากขึ้น” รัฐมนตรีกระทรวงนั้นบอกอีก
แนวคิดและการใช้ชีวิตแบบตะวันตก ไม่ได้เป็นเหตุให้รากเหง้าวัฒนธรรมหายไป แต่เหตุที่หายไปเพราะวัฒนธรรมไม่ตอบสนองชีวิตที่เคลื่อนไปข้างหน้า
การหายไปก็เป็นเรื่องปกติ เพราะจะมีวัฒนธรรมใหม่เกิดขึ้นแทนที่ เป็นอย่างนี้มาไม่น้อยกว่า 2,000 ปีมาแล้ว กว่าจะเป็นวัฒนธรรมไทยอย่างที่พูดกันทุกวันนี้
แต่ที่ทางการไม่เข้าใจรากเหง้า ก็เพราะขาดการศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย ทำให้หลายอย่างแตะต้องมิได้ เลยไม่รู้เรื่องวัฒนธรรม
“หลายประเทศยังมองว่าประเทศไทยมีความทันสมัย แต่ยังไม่เจริญ—โดยไม่ได้ยืนบนขาตนเอง จึงถูกมองว่าด้อยค่า—เราจำเป็นต้องยืนบนขาของตัวเอง ด้วยองค์ความรู้พื้นฐานทางศิลปวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์”—“วธ. สามารถขับเคลื่อนและแก้ไขได้ด้วยปัญญาจากทุนทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้เกิดมูลค่า ส่งเสริมให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ” (เดลินิวส์ ฉบับวันอังคารที่ 2 สิงหาคม 2559 หน้า 24)
ไทยมีความทันสมัย แต่ยังไม่เข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ที่สมบูรณ์ ก็เพราะไม่ประชาธิปไตยแบบสากล แต่เลี่ยงเป็นแบบไทยๆ ซึ่งแท้จริงคือเผด็จการ
ทุนทางวัฒนธรรมของไทย จึงเป็นทุนทางวัฒนธรรมแบบเผด็จการ ซึ่งไม่มีที่ว่างในตลาดโลก แล้วจะขายใคร?
