ตลอดเวลาของปี 2563 โลกต้องผจญกับมหันตภัยไวรัสโควิด-19 จนทำให้มนุษย์บนโลกใบนี้ต่างดำรงชีวิตอยู่ด้วยความตระหนก เพราะไม่รู้ชะตากรรมว่าประเทศของตนจะโดนไวรัสร้ายเข้ากระหน่ำซ้ำในระลอก 2 และระลอก 3 เมื่อไหร่
ที่สำคัญ บางประเทศสามารถใช้มาตรการล็อกดาวน์จนทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 น้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่บางประเทศกลับมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณจากมหันตภัยไวรัสร้ายครั้งนี้
ที่ไม่เพียงจะส่งผลต่อมนุษยชาติโดยรวม หากยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกทั้งระบบ จนทำให้ประชากรบนโลกใบนี้ยากจนลงเรื่อยๆ
“วิคตอเรีย กวากวา” รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า โควิด-19 ไม่เพียงกระทบกลุ่มคนยากจนอย่างหนักหน่วงที่สุด แต่ยังสร้างคนจนกลุ่มใหม่ขึ้นมา โดยมีรายงานแจ้งเตือนว่าหากไม่มีการดำเนินการเพื่อรับมือในรูปแบบที่หลากหลาย โรคระบาดอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคน้อยลงในช่วงทศวรรษหน้า หรือช่วง 10 ปีต่อจากนี้ คิดเป็น 1%
ต่อปี ซึ่งจะกระทบต่อครัวเรือนยากจนมากที่สุด
“สำหรับการคาดการณ์เศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธนาคารโลกคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้จะขยายตัวติดลบ 8.3% ขณะที่ในกรณีแย่ที่สุดคาดว่าอาจจะติดลบ 10.4% สำหรับในปี 2564 คาดว่า จีดีพีของไทยในกรณีแย่ที่สุดอาจขยายตัวเพียง 3.5%”
แม้ตัวเลขเหล่านี้จะเป็นตัวเลขจากการคาดการณ์ แต่กระนั้น ในบทบาทของสหประชาชาติ อันเกี่ยวเนื่องกับ UN Global Compact, สมาคมโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ต่างมีความตระหนักรู้ และตื่นรู้ในเรื่องดังกล่าว ดังจะเห็นว่าตลอดปี 2563 ผ่านมาทั้ง 4 หน่วยงานหลัก ต่างให้ความสำคัญต่อประเด็นเรื่องความยั่งยืนเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะมูลนิธิปิดทองหลังพระที่ยึดแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนเพื่อให้สังคมไทยก้าวข้ามผ่านอุปสรรค และความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงหลายเดือนผ่านมา
“หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล” กล่าวถึงเรื่องนี้ภายในงานสัมมนาหัวข้อที่ชื่อ “ไม่ท้อ ไม่ถอย พระราชดำริค้ำจุนสังคม” ว่า ตลอด 2 ปีผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบหลายอย่าง เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา และจีน, ภัยแล้งที่สุดในรอบ 40 ปี, น้ำท่วม และโควิด-19 ที่ยังหาจุดจบไม่ได้ ทำให้คนไทยทุกคนได้รับผลกระทบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“โควิด-19 และเทคโนโลยีดิสรัปชั่นส่งผลกระทบต่อแรงงานไทย มีคนไม่ต่ำกว่า 14 ล้านคนต้องตกงาน และถ้าประเทศไทยแก้ไขปัญหานี้ไม่ทัน จะยิ่งส่งผลรุนแรง และยาวนานต่อเนื่อง จนทำให้ประชาชนที่ด้อยโอกาสอยู่แล้ว ยิ่งลำบากกว่าเดิม โดยเฉพาะประชาชนฐานราก และเกษตรกร”
“ฉะนั้น ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ที่มูลนิธิปิดทองหลังพระดูแลอยู่ จึงได้รับผลกระทบน้อยมาก ทั้งยังมีศักยภาพในการรองรับครอบครัวที่ตกงานกลับมาบ้านเกิดอีกด้วย เพราะเรามีการพัฒนาชุมชนเชิงบูรณาการ ภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมฐานรากเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 ที่สำคัญ เราน้อมนำแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้จนสัมฤทธิผล”
จนทำให้เกิดแนวคิดในการนำภาคธุรกิจมาช่วยขับเคลื่อนสังคมไท ย เพื่อให้เกิดความอย่างยั่งยืนในอนาคต ด้วยการร่วมมือกับหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และเครือข่ายความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อจัดงานสัมมนาในหัวข้อ “ภาคธุรกิจไทย ในวิถียั่งยืน”
ในวันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2563 ระหว่างเวลา 08.30-12.00 น. ณ แกรนด์ฮอลล์ ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก (เพลินจิต)


ที่ไม่เพียงจะมีวิทยากรจากหลายภาคส่วนมาร่วมเสวนาในหัวข้อ “วิถียั่งยืน ชุบชีวิตธุรกิจ-สังคม” ในช่วงที่ 1 อันประกอบด้วย“กลินท์ สารสิน” ประธานสภาหอการค้าแห่งประทศไทย หากยังมี “สุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย “ผยง ศรีวณิช” ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย และ “รื่นวดี สุวรรณมงคล” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ขณะที่การเสวนาช่วงที่ 2 จะมีวิทยากรจากหลายภาคส่วนเช่นกันมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในมุมมองเรื่อง “วิถียั่งยืน ชุบชีวิตธุรกิจ-สังคม” ที่ไม่เพียงจะมองในสภาวะปัจจุบันที่เชื่อมโยงไปยังบริบทของสังคมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากมหัตภัยไวรัส หากยังมองมาถึงบริบทของสังคมไทยขณะนี้ด้วย


ที่ไม่เพียงจะมี “ศุภชัย เจียรวนนท์” นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมแห่งประเทศไทยมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง หากยังมี “ดร.ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ “พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา” ผู้อำนวยการเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (TRBN) มาร่วมพูดคุยบนเวทีด้วย

เบื้องต้น “ศุภชัย” กล่าวความตอนหนึ่งในโอกาสครบรอบ 20 ปีโกลบอลคอมแพ็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact-UNGC) และครบรอบ 75 ปี สหประชาชาติ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ภายในงานสัมมนา “GCNT Forum 2020 : Thailand Business Leadership for SDGs” ว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนถือเป็นหน้าที่ของทุกคน และควรจะต้องพัฒนาในลักษณะของ 4 M อันประกอบด้วย
หนึ่ง Multi-Species การคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพ การรักษาระบบนิเวศ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
สอง Multi-Stakeholders การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
สาม Multi-Cultural การเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม
สี่ Multi-Generation ทุกๆ เจเนอเรชั่นมีส่วนสำคัญในการรับผิดชอบรักษาโลกนี้สำหรับคนรุ่นต่อไป
อันไปสอดรับกับความท่อนหนึ่งที่ “ศุภชัย” กล่าวในงาน UN Global Compact Virtual Leader Summit 2020 ภายใต้แนวคิด “Recover Better, Recover Stronger, Recover Together” เมื่อเดือนมิถุนายนผ่านมาว่า ภาคเอกชนคือกุญแจดอกสำคัญที่จะนำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน เพราะการพัฒนาผู้นำที่มีจิตสำนึกด้านความยั่งยืนจะเป็นรากฐานสำคัญ ทั้งยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมได้ในที่สุด
“ที่สำคัญ ยังทำให้เห็นว่าปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงกว่าวิกฤตโควิด-19 หลายเท่า อย่างไรก็ตาม วิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นด้านสุขภาพ และความเป็นอยู่ของคนจะเป็นความท้าทายใหม่ของเราทุกคน เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ ปลุกให้ภาคธุรกิจตื่นตัว และเร่งเครื่องสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีในการผลักดันการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยต้องนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ธุรกิจ และดำเนินงานอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เท่าทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

“ในฐานะผู้นำองค์กร สิ่งที่ผมให้ความสำคัญในการบริหารงานในช่วงโควิดที่ผ่านมาคือการดูแลพนักงาน โดยเน้นความมั่นคงในการทำงานด้วยการไม่ปลดพนักงาน การปรับทักษะการทำงาน และสร้างงานใหม่ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ อาทิ อีคอมเมิร์ซ การให้ความรู้ และสร้างความตระหนัก ส่งเสริมความโปร่งใสผ่านการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยผ่านกลไกที่มีอยู่ อาทิ ตลาดหลักทรัพย์ฯ”
“ผมจึงมองว่าบริษัทจะต้องเปิดเผยข้อมูลเรื่องบรรษัทภิบาล เนื่องจากผู้นำในวันนี้ต้องนำการเปลี่ยนแปลง (Change agent) และมีจิตสำนึก (Mindset) เพราะความยั่งยืนเป็นตัวอย่างที่ดี มีวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ และที่สำคัญคือควรเห็นความสำคัญของการร่วมมือ เพราะเราไม่สามารถก่อให้เกิดความยั่งยืนเพียงลำพัง แต่เราจำเป็นต้องอาศัยการสร้างพันธมิตร ความร่วมมือแบบประชารัฐ (Public Private Partnership) จึงจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในที่สุด”
ที่ไม่เฉพาะแต่ภาคธุรกิจของโลก
หากภาคธุรกิจไทย
และสังคมเล็กๆ ของเราในส่วนย่อยของประเทศไทยด้วย
ฉะนั้น ใครสนใจ และอยากเข้ารับฟังสัมมนาในหัวข้อ “ภาคธุรกิจไทย ในวิถียั่งยืน” สามารถลงทะเบียนที่ www.prachachat.netตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

